วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

หนอนหนังสือ 17/10/2548


                พึ่งกลับจากกรุงเทพมาครับ หลังจากติดสอยห้อยตามคุณพี่พงษ์ศักดิ์  ทักษิณสุข นายกสมาคมนักเรียนเก่าปรินส์รอยแยลส์ วิทยาลัย ในฐานะรุ่นน้องโรงเรียนเพื่อร่วมงานระดมทุนเพื่อฉลองครบรอบ 100 ปีพระราชทานนามโรงเรียนปรินส์ฯ
                ครั้งแรกพอรู้ว่าจะเดินทางเข้าบางกอก เด็กภูธรอย่างเราๆต้องมีการเตรียมตัวครับ  ประเภทคว้าเป้กระโดดขึ้นรถแบบเมื่อก่อน มาถึงตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว เนื่องอายุตอนนี้ที่วัยรุ่นกำลังสับสนว่าจะเรียกว่าพี่หรือว่าอา
                แต่คนไหนเรียกอาผมมักจะไม่ค่อยสนทนาปราศรัยด้วยนัก เพราะถือว่าเป็นบุคคลที่จัดอยู่ในข่ายมองโลกในแง่ร้าย
                ช่วงการเตรียมตัว วางแผนต้องเริ่มตั้งแต่ พักที่ไหน  ตกเย็นสังสรรค์ที่ใด และที่สำคัญเพื่อนคนไหนยืมตังค์ได้บ้าง  ข้อสุดท้ายนี่ขาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เพราะถือเป็นตัวช่วยที่ทรงคุณค่ามากที่สุด
                โดนโชคหล่นดังโครม  หลังเปิดปฎิทินดูแล้วเวลาที่ไปถึงพอเหมาะพอเจาะกับงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ที่จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์
 ในนามของคนที่ปฎิญานตนตั้งแต่เด็กว่า อนาคตฝันใฝ่อยากเป็นหนอนหนังสือ แต่ตอนนี้ยังทำไม่สำเร็จซักที พอโอกาสทองแบบนี้หล่นวูบมาถ้าพลาด ถือว่าไม่ให้เกียรติตัวเอง
                ในที่สุดก็พาร่างมายืนสะพายเป้อยู่หน้างานจนได้   ตอนเป็นเด็กคุณๆเคยเที่ยวงานฤดูหนาวครั้งแรกมั้ยครับ  ความรู้สึกตื่นเต้นอย่างไร ความรู้สึกแบบนั้นย้ายมาเกิดกับผมตอนนี้ทันที
                เหมือนเด็กเจอของเล่นที่ถูกใจ  ผมเดินตะลุยเดินดูหนังสือเรียกชนิดว่าทุกบูธ ทุกซุ้ม อ่านดูพลิกดู ทั้งนิยาย การ์ตูน สารคดี สารพัดสารเพ ที่ยกเว้นอย่างเดียวที่ค่อยๆเดินเลี่ยงผ่านไป คือซุ้มหนังสือพระ  แฮ่ม....เข้าไม่ค่อยถึงครับ
                2 ชั่วโมงผ่านไปพร้อมกับขาที่เริ่มอ่อนล้า แต่หนทางยังยาวอีกไกล เพราะตระเวนดูได้แค่ 1 ใน 3 ของงานเท่านั้น หัวใจที่มุ่งมั่นอยากเป็นหนอนหนังสือเริ่มสั่นคลอน  เริ่มมองเห็นสัจธรรมอย่างหนึ่งว่าจุดมุ่งหมายกับร่างกายบางครั้งมันทำมุมตรงข้ามซึ่งกันและกัน
                นั่งพักเหนื่อยมองดูบรรยากาศโดยรอบ เห็นน้องๆตัวเล็กๆตั้งแต่ 10 ขวบจนถึงวัยรุ่นเดินกันเต็มงานไปหมด ก็เริ่มชื่นใจ  ใครจะว่าเด็กไทยสมัยนี้อ่านหนังสือน้อยมากจนน่าตกใจ  แต่อย่างน้อยก็มีอีกลุ่มใหญ่ๆที่ยังมีนิสัยรักการอ่านอยู่
                ผมชี้อย่างหนึ่งว่า ความจริงที่รัฐบาลไปสำรวจมา แล้วประกาศโครมๆๆๆๆว่าเด็กไปไม่สนใจอ่านหนังสือ มัวแต่ไปเล่นเกมส์บ้าง จับกลุ่มมั่วสุมกันบ้าง ผมว่าท่านเสนาบดีทั้งหลายลองก้มหน้ามามองความจริงอย่างหนึ่งที่ว่าหนังสือที่วางแผงขายตอนนี้แต่ละเล่มแพงอิ๊บอ๋าย
                เล่มบางเล่มบางประมาณเอานิ้วคีบ ปาเข้าไปเล่มละร้อยกว่าบาท เพราะต้นทุนมันสูง ไหนจะค่ากระดาษที่แพงขึ้นๆไม่มีวันยุบ ค่าลิขสิทธิ์ ค่าโน่น ค่านี่ จิปาถะ ถ้ารัฐอยากสร้างนิสัยรักการอ่านให้เด็กไทย ลองทำง่ายๆคือส่งเสริมให้หนังสือไทยมีต้นทุนถูกลงแค่นั้นละครับ
                รับรองหนอนหนังสือเต็มเมืองในไม่กี่ปีหรอก
                ผมเดินดูอยู่ 2 ชั่วโมงครึ่ง เลือกแล้วเลือกอีก เพราะราคาแต่ละเล่มสวนทางกับมนุษย์เงินเดือนอย่างผม
                หลังจากผ่านกระบวนการตัดสินใจขั้นสุดท้ายแล้ว เหลือมาวางเช็คบิลแค่ 6 เล่ม จ่ายแบ๊งค์พันบาทไป ได้ทอนกลับมา 100 กว่าบาท
                ความฝันที่จะได้เป็นหนอนหนังสือของผมเลยต้องเลือนรางต่อไปอีก...แบบไม่มีกำหนด
                                                กุนซือ

ลมหนาว 24/10/2549


                เมื่อคืนก่อนเริ่มสัมผัสกับลมหนาวของปีนี้เป็นครั้งแรก  เหมือนกับเป็นการทักทายและเปิดประตูไฮซีซั่นของเชียงใหม่อย่างเป็นทางการเสียที
                นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ พอถึงฟดูหนาว ก็จะบรรจุชื่อเชียงใหม่ไว้ในโปรแกรมทัวร์  เพราะเสน่ห์ลมหนาวนั้นขลังไม่ใช่เล่น  ใครมาเยือน  มาสัมผัสก็มักจะติดใจกลับไปทุกครั้ง
                นักวิเคราะห์ฟันธงว่า ปลายปีนี้ เชียงใหม่จะคึกคักกับแบบสุดๆ  เม็ดเงินทั้งไทย ทั้งเทศ จะสะพัดเต็มพื้นที่ เพราะมีงานยักษ์ที่กำลังจะอวดโฉมให้คนไทยและคนต่างชาติได้ชม  คือมหกรรมพืชสวนโลก  ที่จะเปิดอย่างเป็นทางการต้นเดือนหน้า
แถมจังหวัดอื่นๆยังพลอยได้รับอานิสงส์จากงานนี้ตามไปด้วย   ไม่ว่าจะเป็นเชียงราย  แม่ฮฮ่องสอน หรือว่าลำพูน  เพราะจังหวัดต่างๆเหล่านี้ถือโอกาสโปรโมท การท่องเที่ยวของจังหวัดตนควบคู่ตามไปด้วย
เรียกว่า  ไหนๆมาเที่ยวพืชสวนโลกแล้ว  ก็น่าจะหาเวลาไปเที่ยวจังหวัดใกล้เคียงไปด้วยในคราวเดียว
จังหวัดเชียงรายดูเหมือนจะหมายมั่นปั้นมือ ว่าจะสามารถดูดนักเที่ยวเข้าพื้นที่ได้อย่างมากมาย  ในช่วงหนาวนี้
เช่นเดียวกับแม่ฮ่องสอน  เมืองแห่งสามหมอก ที่บรรยากาศเข้าถึงธรรมชาติ  ถูกอกถูกใจนักท่องเที่ยวตลอดมา
ว่ากันว่า ถ้าเชียงรายมีแม่สายเป็นจุดขาย   แม่ฮ่องสอนก็จะส่งอำเภอปายเข้าประกวดแข่งขัน  เพราะปายนั้นเริ่มฮอทฮิตติดปากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ฝรั่งคนไหนขึ้นมาเที่ยวเหนือก็มักจะถามหาทางไปเที่ยวปายเพราะอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ  และค่าครองชีพก็ยังถูกอีกด้วย
แต่ช่วงหลังที่ไปสัมผัสเมืองปาย  ก็ออกจะหวั่นใจอยู่ลึกๆว่า  เมืองปายกำลังโดนความเจริญเข้าไปกัดกร่อน ทำลายที่ละเล็ก ทีละน้อย  ซึ่งมันก็เป็นกฏเกณฑ์ที่หลีกเลี่ยงค่อนข้างยาก  ที่ไหนมีผู้คนไปเที่ยวมาก  ก้ต้องยอมรับภาวะเสื่อมในกาลต่อมา
จุดเที่ยวดีๆแบบนี้มีมากมาย  กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในแถบภาคเหนือตอนบน  ถ้าจะลองมีใครถือโอกาสที่มหกรรมพืชสวนโลก  เป็นศูนย์แม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเชียงใหม่
                ก็น่าจะมีการวางแผนจัดทัวร์แบบครบวงจร  พาไปเที่ยวทั่วเหนือตอนบน  เพื่อให้นักเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ มองเห็นเสน่ห์ของเมอืงเหนือ  ที่ร่ำลือกันมานาน  ว่าใครมาเที่ยวแล้วต้องกลับมาเยือนอีก
                ช่วงไฮซีซั่นนี้ถือเป็นโอกาสทอง  ที่จะเอาแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามและอิงแอบกับธรรมชาติของเรา  มาวางแผ่ แนะนำให้ผู้คนได้รู้จักกันครับ เผื่อว่าปีหน้าจะไม่ต้องเสียงบประชาสัมพันธ์ให้สิ้นเปลือง
                เพราะสุดยอดของการประชาสัมพันธ์คือ การประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปาก ครับผม
                                       กุนซือ

มาม่ากับเด็กหอ 17/10/2550


               เมื่อก่อนดัชนีวัดความเก่งเรื่องเศรษฐกิจของรัฐบาล เขาดูกันที่ราคาของไข่ว่า ฟองละเท่าไหร่  ถ้าราคาไข่แพงขึ้นมาเมื่อไหร่  รับรองหนังสือพิมพ์ขึ้นพาดหัวว่า ราคาไข่พุ่งกระฉูดทันที  เพราะไข่เป็นอาหารก้นครัว ที่ต้องมีติดห้องครัวไว้
                จะเอาต้ม  จะเจียว จะทอด ก็ทำได้หลายหลาก เหมาะกับปากคนไทยนัก
                ดังนั้นเครดิตของรัฐบาลชุดที่ผ่านๆมา  ดัชนีราคาไข่  กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องบริหารให้เหมาะสม  ถูกได้ แต่ห้ามแพง เป็นเด็ดขาด เพราะอาจจสะเทือนถึงสถานภาพของรัฐบาลที่อาจจะง่อนแง่นได้
                ถ้าไข่ไก่ เป็นอาหารประจำครัวไทย  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าก็ต้องเป็นอาหารสามัญประจำเด็กหอพัก  เนื่องจากชีวิตของเด็กหอที่เป็นนักเรียน นักศึกษานั้น ต้องอยู่ห่างบ้าน เงินทองย่อมไม่ลื่นไหล เหมือนอยู่กับพ่อแม่
                ดังนั้นจึงต้องพยายามปรับชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติของเด็กหอ คือ หิวเมื่อไหร่  เงินหมด  ไม่ต้องกลัวอด  แค่ฉีกซองมาม่า
          เพื่อนผมคนหนึ่งเคยเพื่อนๆฟังในวงสนทนา ว่าบ้านเขาไม่เคยซื้อมาม่า หรือ ยำยำ เก็บไว้เลย ทุกคนในกลุ่มตะโกนแบบไม่เชื่อหู ว่าเป็นไปได้อย่างไร  ที่ในครัวของคนไทยจะปราศจากบะหมี่สะเร็จรูป 
                ชีวิตของคนไทย เลยเกี่ยวพันกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมานมนาน จนกลายเป็นความเคยชิน ใครไม่เคยกิน กลายเป็นเรื่องประหลาดของสังคมไทย
          สมัยก่อนสงครามการค้าระหว่างบะหมี่สำเร็จรูปในเมืองไทยนั้น ห้ำหั่นกันอยู่แค่ 2 ค่ายคือ ยำยำ กับ มาม่า  ต่างฝ่ายต่างขุดกลยุทธทุกอย่างเพื่อช่วงชิงตลาดมาเป็นของตนเองมาให้มากที่สุด
                แต่สุดท้าย มาม่า ก็คว้าหัวปลาไปกิน เป็นยักษ์ใหญ่ที่มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในประเทศไทย  โดยมีมาม่า หมูสับ เป็นขุนพลหลัก ที่ทำให้ยำยำต้อง พ่ายศึกในครั้งนี้  วันหลังจะหยิบเรื่องราวสงครามระหว่าง 2 ค่าย มารับใช้ รับรองว่า สนุก ตื่นเต้น ชิงไหวชิงพริบ กันทุกหยด
                วันที่ 1 ธันวาคมที่จะถึงนี้  บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า  บอกว่าจะมีการปรับราคามาม่า จากซองละ 5 บาท มาเป็น ซองละ 6-7 บาท
                ข่าวนี้เรียกเสียงฮือฮาได้พอสมควร เหมือนกับสมัยก่อนที่ราคาไข่แพง  จนผู้คนออกมาบับไล่รัฐบาล ข้อหาบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน  ฝ่ายรัฐบาลกับกรมการค้าภายใน ก็รู้ดีว่า ถ้ามาม่า ขึ้นราคาเมื่อไหร่  รับรองว่า หูร้อนถึงหูชา โดนชาวประชาด่าทั่วไทยแน่
                พยายามเบรก พยายามอ้อนวอน แต่คาดว่างานนี้คงจะไร้ผล คนไทยสาวกมาม่าทั้งหลาย เตรียมควักเงินเพิ่มแน่  กรมการค้าก็กระซิบบอกว่า อย่าพึ่งขึ้นราคาได้มั้ยอ่ะ  ขอราคาเดิมแต่ ลดปริมาณลง
                บอสใหญ่ ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ บอก ไม่ได้  เพราะลดปริมาณลง รับรองหนึ่งซองไม่มีทางอิ่ม  คนซื้อก็ต้องกิน 2 ซอง ซึ่งเป็นการผลักภาระไปให้ผู้ซื้อเพิ่มอีก  ขอขึ้นราคาอย่างเดียว ตามสภาพความเป็นจริงที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น  พร้อมกับทิ้งทวนว่า มาม่า ไม่ได้ขึ้นราคามาตั้ง 10 ปีแล้ว  ทั้งหมด ทั้งปวงก็สมเหตุ สมผลด้วยประการฉะนี้แล
                งานนี้ผมว่าจะพึ่งกระพริบตานะครับ  เพราะคู่แข่งอย่างยำยำยังสงวนท่าที  เพราะอาจจะมองดูว่าเป็นโอกาสดี ถ้าจะชิงส่วนแบ่งตลาดคืน ถ้ายังกล้ำกลืนขายราคาเดิม
                อย่าลืมว่า กรณีศึกษาแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว สมัยเบียร์สิงห์ขึ้นราคา  แต่เบียร์ช้างดันสวนกระแส ลดกระหน่ำขาย 3 ขวด 100   จนในที่สุดแชมป์ยอดขายเบียร์ในไทยก็ต้องย้ายจากเบียร์สิงห์มาอยู่ที่เบียร์ช้าง จนถึงปัจจุบันนี้
                                        กุนซือ

ผจญภัยในโรงหนัง 12/2/2551



                วัยรุ่นทั้งหลายตอนนี้อาจจะนั่งนับถอยหลัง รอคอย 14 กุมภาฯวันวาเลนไทน์ แต่สำหรับผมวาเลนไทน์ตอนนี้ไม่ได้ต่างจากวันไหว้พระจันทร์ของคนจีนไปเท่าไหร่
 เพราะเมื่อพลิกดูบัตรประชาชนของตัวเองแล้ว อ่านวันเดิอนปีเกิดเสร็จสรรพ  วันสำคัญของปีเริ่มเปลี่ยนจากเดิมที่เป็นวันวาเลนไทน์  วันคริสตมาส หรือว่าวันลอยกระทง 
กลับกลายมาเป็นวันวิสาขบูชาและเข้าพรรษา หน้าตาเฉย  ช่วงหลังเริ่มตั้งปุจฉาว่า เดี๋ยวนี้นอกจากจะเกิดปรากฏการณ์โลกร้อนแล้ว  อาจจะมีปรากฏการณ์โลกหมุนเร็ว เป็นแคมเปญแถมมาด้วยหรือเปล่า  ทำไมเวลาหมุนเร็วกว่าปรกติ  มีผลทำให้อายุผมเคลื่อนไหวเหมือนนักวิ่งร้อยเมตร
ขาโจ๋อาจจะตื่นเต้นรอคอยยื่นดอกไม้ให้แก่กันในวันที่ 14 กุมภาฯ  แต่อย่าลืมว่านาทีนี้วันที่ 15 กุมภาพันธ์ มีความสำคัญสำหรับคนไทยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลยครับ
เพราะเป็นวันเปิดตัวหนังฟอร์มยักษ์ฝีมือคนไทย ตำนานสมเด็จพระนเรศวร  ภาค 2
ถอยหลังไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พอหนังสมเด็จพระนเรศวรภาค 1 ลงโรง  เกิดคำถามสุดฮิต ระบาดไปยังคนไทยทั่วไปไปดูมาหรือยัง  คนไหนตกกระแสยังไม่ได้ไปสัมผัสหนังเรื่องนี้ มักมีประโยคคลาสสิคสำทับตามมาว่า
รีบไป............ให้เร็ว
ผมเองตกกระแสอยู่ถึง 2 อาทิตย์  เพราะไม่อยากเบียดคนเข้าไปดู  ไปดูหนังฟอร์มยักษ์ ที่คนดูยัดเยียดกันเต็มโรง  โอกาสที่จะเจอกับความรู้สึกมีเม็ดกรวดอยู่รองเท้าสูงอย่างยิ่ง  เช่นเสียงโทรศัพท์ดังกังวาน ตอนหนังเข้าช่วงไคลแม็กซ์ หรือ มีกูรูผู้รู้หนังเรื่องนี้เป็นอย่างดียิ่ง พากษ์ประกอบอยู่ข้างหู(รู้ทุกอย่าง  ยกเว้นมารยาทของตัวเอง)  หรือไม่ก็น้องขี้สงสัยถามคนข้างๆมันทุกตอน   จนอยากให้ไปซื้อหนังสืออ่านดีกว่าเข้ามาดูหนัง  เผื่อจะเข้าใจเนื้อหาได้กระจ่างขึ้น
ดีเดย์วันพฤหัสฯที่ผ่าน  กระชากตัวเองไปเดินอยู่หน้าเมเจอร์  เหลือบมองยอดคนดูซึ่งมีไม่ค่อยมาก  เนื่องจากเข้าโรงฉายมานาน ประมาณว่าดูกันทั้งเมืองแล้ว  ยกเว้นพวกตกหล่นที่มาวันนี้
แอร์เย็นฉ่ำ  แต่ขนลุกตั้งแต่ฟังเพลงสรรเสริญพระบารมี  ภาพได้  เสียงได้  อารมณ์รักชาติพร้อม   แอ๊คชั่น หนังฉายเปิดโรง.......
ไม่ถึง 5 นาที   ขณะที่อารมณ์กำลังดื่มด่ำกับอรรถรสของหนัง ก็สะดุดตอจังเบ้อเร่อ  
มันมาแล้วครับ   มันมาแล้ว  อาการรำคาญแบบมีก้อนกรวดในรองเท้าเข้ามาเยือนผม แบบไม่ให้ตั้งตัวมาก่อน  คุณเจ๊นั่งข้างๆ  เสียงโทรศัพท์ดังอยู่ในกระเป๋า  ผมเหลือบตามอง พยายามมองโลกในแง่ดี  เพราะหนังเรื่องธีมของเรื่องเน้นรู้รักสามัคคี
คงรีบ......เลยลืมปิดมือถือ     Positive  thinking  ครับ Positive  thinking 
ยังครับ  ยังไม่พอ พระเจ้าลงโทษต่อเนื่อง  ผมต้องโดนไปอีกดอกหนึ่ง  เจ๊ค่อยๆล้วงหาโทรศัพท์จากระเป๋าถือ  ก่อนสร้างวีรกรรมด้วยการกดปุ่มรับมือถือพร้อมกระซิบด้วยประโยคคลาสสิคที่ว่า
กำลังดูหนังอยู่.......มีอะไรเหรอ
สองอาทิตย์ที่ต้องอดทน  ยอมตกกระแสนาทีนี้เหมือนมีคนจับเอาไปโยนในโถส้วมแล้วกดชักโครกอย่างแรง   สุดท้ายก็ต้องยอมทำใจร้องเพลงสามัคคีชุมนุมให้กับตัวเอง  เพื่อดึงอารมณ์กลับเข้าไปในหนังอีกครั้ง
เชื่อหรือไม่ครับ  ขณะที่อารมณ์กำลังย้อนรอยกลับมาเป็นปรกติ  นรกเปิดอ้าแขนให้ผมอีกหน  เสียงโทรศัพท์จากคุณยาย 2 คนที่นั่งอยู่แถวหน้าดังขึ้น  เหมือนหนังม้วนเดิมแล้วรีเพลย์ซ้ำ  คุณยายกดปุ่มรับโทรศัพท์พร้อมหล่นประโยคคลาสสิคประโยคเดิม
มีอารายยยยยยยยย   กำลังดูหนังอยู่...
ผมเหลือบตามองไปที่คุณเจ๊  ที่นั่งข้างๆพร้อมความคิดสะใจที่ผุดขึ้นมาในหัวว่า
เหนืออาเจ๊       ยังมีคุณยาย.....(แฮ่ม)
                                                      กุนซือ

ตำนวนสมเด็จพระนเรศวร ภาค2 20/2/2550

  

              คลิกเข้าไปดูในเวบไซต์ของเมเจอร์ ซินีเพล็กซ์ เพื่อดูโปรแกรมของหนังฟฟอร์มยักษ์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 หรือภาคประกาศอิสระภาพ  ถึงแม้ว่าจะผ่านมาเกือบ 1 อาทิตย์ แต่กระแสยังแรงไม่หยุด
                ชนิดที่ว่ารอบฉาย มีทุกชั่วโมง  เพื่อรองรับคอหนังทั้งหลายที่หลั่งไหลเข้ามาชมความอลังการของมหากาพย์ชุดนี้
                ถ้าเหลียวมองไปข้างหลัง จับกระแสของบรรดาคอหนังดู  หนังดังจากฮอลลีวูด ที่แน่ๆอย่างลอร์ด  ออฟ  เดอะ ริงค์ มาเจออิทธิฤทธิ์ ของสมเด็จพระนเรศวร เซียนจอเงินทั้งหลายลองเอาประกอบเทียบกับปอนด์ต่อปอนด์แล้ว  สรุปไปทิศทางเดียวกันว่า งานนี้วงแหวนมรณะพ่ายแบบไม่เห็นฝุ่น
                หลายคนตั้งปุจฉาว่าทำไม กระแสของหนังพระนเรศวรถึงแรงไม่มีหยุด  วิ่งกันไม่มีเหนื่อย  โกยรายได้ทะลุเป้าถล่มทลาย  แบบไม่เคยมีมาก่อน  อันดับแรกต้องบอกว่าคนดูหนังทั้งหลายเชื่อใจในฝีไม่ลายมือของยอดผู้กำกับอย่างท่านมุ้ยม.จ. ชาตรีเฉลิม  ยุคล  เพราะหนังเรื่องไหนที่ท่านมุ้ยกำกับ  รับรองไว้ใจได้อย่างน้อย 2 อย่าง อลังการและความเนียน
                เหมือนถูกหวย เมื่อโปรแกรมที่หนังพระนเรศวร ภาค 1 เข้าฉาย  บอลไทยดันพ่ายสิงคโปร์โตก เพราะกรรมการไม่สบายเนื่องจากน้ำในหู ไม่เท่ากันเลยยืนเอียงข้าง  ส่งผลให้กระแสรักชาติ  สะพัดทั่วไทย พอหนังเข้าฉายเลือดรักชาติพลุ่งพล่าน คนแห่ต่อคิวซื้อตั๋วกันอย่างมโหฬารตามกระแส  ยอดรายได้พรวดๆๆๆๆๆ ไปแตะหลายร้อยบาทเพียงไม่กี่วัน
                ผมเดินออกจากโรงหนังด้วยความเสียดาย  หลังจากชมภาคหนึ่งเสร็จ  เพราะยังติดใจ ใจร่ำร้องอยากดูภาค 2 เร็วๆ เพราะก่อนหนังจบมีการฉายไตเติ้ลภาค 2 ให้ดูพอเป็นกระสัย  เรียกน้ำย่อยได้น่าดูชม
                พอหนังภาค 2 เข้าฉายเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา  ก็ต้องข่มใจ ข่มกาย ปลอบตัวเองว่ารออีกซักระยะ ค่อยเข้าไปดู  เพราะเห็นแถวยาเหยียดที่ผู้คนรอซื้อตั๋วแล้ว  บอกจริงๆว่าเหมือนคนรอซื้อตั๋วคอนเสริต์
                แถวยาว  ถึงยาวมาก  บางคนประสพการณ์สูง ไม่ลืมซื้อขนม หรือเอาหนังสือไปอ่านฆ่าเวลาในระหว่างรอแถว  ผมก้มหน้ามองอายุตัวเองแล้ว ได้แต่เหลือบมองไปที่ช่องขายตั๋วแล้วฮัมเพลงปลอบใจว่าโอกาสหน้า  พี่จะมาหาใหม่..........
                เพื่อนฝูงบางคน ที่มีความอดทน และบากบั่น  สามารถพยุงร่างกายของตัวเองฝ่าฝูงชนเข้าไปดูได้  เดินกลับออกมาจากโรง หยิบมือถือกริ๊งกร๊างมาเล่าให้ฟัง เพื่อกระตุ้นต่อมอิจฉาของผมให้ทำงานว่า
                หนังสนุกมากกกกกกกก   สนุกกว่าภาคแรกอีก
                ความสงสัย พร้อมกับความอิจฉาผสมปนเปเข้ามาในหัวผม  เพราะเพื่อนคนนี้เคยตั้งจิตอธิฐานเอาไว้ว่า  จะรอให้หนังเรื่องนี้เข้าฉายให้ครบทั้ง 3 ภาค  แล้วจะซื้อ ดีวีดี มาดู  ไม่อยากเบียดผู้คนไปดูทีละภาค  ทีละภาค ขอจัดตัวเองอยู่ในประเภทม้วนเดียวจบเพราะความจำสั้นอาจจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ไม่ต่อเนื่อง
                แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด ตั้งพาตัวเองไปดูจนได้  แต่ที่น่าใจจนผมต้องเอ่ยปากถามว่า ภาคแรกยังไม่ได้ดู  แล้วรู้อย่างไรว่า ภาคสองสนุกกว่า
                คำตอบสั้นๆแต่ได้ใจความหลุดออกมาว่าหลาน....บอก
                หลาน การันตีว่าภาคนี้ สนุกกว่าภาคแรก  เพราะบทบู๊มากกว่าเดิม 
                งานนี้ต้องพยักหน้าเชื่อตามหลาน   เพราะในเมืองไทยยึดมั่นในสโลแกนที่ว่า เด็กไทย  ไม่พูดปด
คำเตือนสำหรับมือใหม่ทั้งหลายที่จะเข้าไปดูหนังเรื่องนี้  ควรเตรียมตัวให้พร้อม  ควรใส่เสื้อผ้าสบายๆ  และที่ขาดไม่ได้คือเสื้อหนาว  เพราะเนื้อหาหนังยาวเกือบ 3 ชั่วโมง 
                ส่วนผมหลังจากผ่านประสพการณ์จากการดูภาคหนึ่งมาเรียบร้อยแล้ว  งานนี้พกเสื้อหนาว  งดกินข้าวโพคคั่ว กับเป๊ปซี่  เพราะครั้งที่ผ่านมา
  ต้องวิ่งออกมาฉี่ 3 ที กว่าหนังจะจบ  สรุปว่าอรรถรสเสียไปพอสังเขป
                                                                                                                                กุนซือ

มังกรการเมือง 22/1/2551


         ถ้าไม่เกิดปรากฏการณ์ น้ำจะท่วมฟ้า  ปลาจะกินดาว  เต่าจะมีหนวด นักบวชจะมีเมีย เสียก่อน  วันที่ 25 มกราคม นี้ เราจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ชื่อนายสมัคร  สุนทรเวช
                ว่ากันว่าจะเป็นนายกฯไทย ทีสร้างสีสันได้มากคนหนึ่ง  เพราะจะมีรายการ ชิมไป ด่าไป ให้เห็นในอัตราความถี่ วันเว้นวัน แถมยังมีคู่หู ดูโอ อย่างคุณเฉลิม อยู่บำรุง  มาใส่สีตีไข่ ผสมโรงด้วย  รับรองว่าอาชีพนักข่าวอย่างพวกผม กลายเป็นอาชีพที่ สนุก อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
                เพราะนอกจากจะต้องทำการบ้าน ว่าจะถามประเด็นไหนแล้ว  ยังต้องลับฝีปากทุกๆวัน เป็นอาวุธประจำตัว เผื่อเกิดรายการ  เถียงกันวันละคำ กับท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่
                แต่บางคนก็บอกว่า สิ่งที่แน่นอนเหลือหลาย  ก็คือ ความไม่แน่นอน
                ตอนจัดโต๊ะแถลงข่าว รวมกัน 6 พรรค เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ปรากฏว่าไร้เงาของท่านบรรหาร  ศิลปะอาชา มีเพียงเสธ.หนั่น มานั่งโต๊ะเป็นตัวแทนพรรคชาติไทย  หลายคนเลยรู้สึกทะแม่งๆ เพราะไหนๆก็จะจูบปาก นอนเตียงเดียวกันแล้ว ทำไมต้องออกลูกลีลา  กั๊กๆ อยู่อย่างนี้
                หรือว่า ข่าวที่ว่า คุณบรรหาร  จะสวมบท ตาอยู่ กระโดดมาเสียบเก้าอี้นายกรัฐมนตรี อาจะเป็นจริง  เพราะทุกคนก็รู้ว่า ภาพคุณสมัคร ที่จะขึ้นเก้าอี้นายกฯนั้นไม่ค่อยสดใส ไม่ว่าจะเป็นอุปนิสัยส่วนตัว รวมถึงคดีความต่างๆ ที่ศาลพิพากษา ให้จำคุก โดยไม่รอลงอาญา 
                หลายคนกลัวว่า ถ้ายังดันคุณสมัคร ขึ้นเป็นนายกฯ แนวทางสมานฉันท์ อาจจะแปลงร่างกลายเป็นสมานแข้ง แทน  แต่ด้วยกฎที่ว่าเป็นหัวหน้าพรรคที่มีเสียง ส.ส ในมือมากที่สุด หัวหน้าพรรคก็ต้องขึ้นแท่นผู้นำประเทศ
                ก็ต้องรอดูกันต่อไปอีกไม่กี่วัน ก็จะได้รู้ว่า หมู่จะมา หรือว่า จ่าจะไป
                คุณบรรหาร เอง ถือเป็นนักการเมืองที่มีฉายามากที่สุดคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น หลงจู๊   เติ้งเสี่ยวหาร  จอมล้วงลูก มังกรการเมืองรวมถึง คน 5 สั้น เพราะมีเอกลักษณ์เด่น ของความสั้นทั้ง 5 อยู่ในตัว
          การวางหมากเล่นเกมการเมืองของหลงจู๊ บรรหารนั้นเซียนการเมือง เล่าขานกันว่าอยู่ในระดับเทพ วางกันหลายชั้น หลายมุม อ่านไม่ทะลุปรุโปร่ง
                ก่อนหน้าการเลือกตั้ง ที่พรรคชาติไทยเป็นพันธมิตรกับประชาธิปัตย์ นั้น  หลายคนฟังคุณบรรหารให้สัมภาษณ์แล้ว ก็ต้องฟันธงว่า งานนี้ไม่มีทางที่ชาติไทยจะย้ายฝั่งมาซบ ฝั่งคุณทักษิณได้ ไม่ว่าจะเป็นประโยคที่ว่า ผมไม่มีทางทำให้ผู้มีพระคุณต้องผิดหวัง   หรือการรับรองผ่านคนในทั้งหลายว่า ไม่มีทางย้ายฟากเป็นเด็ดขาด
                พอผลการเลือกตั้งออกมา คอการเมืองก็เลยฟันธงว่า งานนี้  ชาติไทยกับประชาธิปัตย์ได้กอดคอกันเป็นฝ่ายค้านแน่นอน  ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี ประเทศไทยจะได้มีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ตรวจสอบรัฐบาลไม่ให้คอรัปชั่นเหมือนกับในอดีต ที่การทำงานของฝ่ายค้านทำได้ไม่เต็มที่เพราะเสียงมีน้อย จะเปิดอภิปรายแต่ละที ก็ยากเย็นเหลือเกิน 
                ประเทศชาติเลยโดนเหลือบ เขมือบกันสบายแฮ
พอพรรคชาติไทยกระโดดแจมขอเป็นรัฐบาลด้วย ผมเองก็ค่อนข้างจะผิดหวัง เพราะเอาเครื่องคิดเลขมากดดู แล้วถ้าพรรคชาติไทยยังจับมือประชาธิปัตย์ ฝั่งรัฐบาลก็มีเสถียรภาพเหมือนเดิม  เพียงแต่จะทำอะไรต้องคิดหน้าคิดหลัง เพราะเงาฝ่ายค้านยืนเพ่งตามองอยู่ จะคิดง่าย กินเร็ว เหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว
การพลิกลิ้นของคุณบรรหาร ศิลปะอาชา  เจ้าของฉายา คน 5 สั้น ครั้งนี้ ทำเอาฟากพันธมิตรฯ เจ้าของสโลแกนออกไปๆๆๆควันออกหู ตั้งข้อหาว่าคุณบรรหารเป็นคน ทรยศ บ้าง เป็นคนไร้สัจจะ บ้าง
นี่ยังไม่รวมกระทู้ต่างๆ ในอินเตอร์เน็ท ที่ถล่มหลงจู๊บรรหาร จนอ่วม  แต่เชื่อผมเถอะว่า คุณบรรหารเองก็รู้ว่า ถ้าตัวเองกลับลำเข้าร่วมรัฐบาลเมื่อไหร่  จะโดนตอร์ปิโดถล่มจากทุกด้าน แต่คุณบรรหารก็ยังติดสินใจร่วม
มังกรการเมืองอย่างคุณบรรหาร อาจจะหมากเด็ดซ่อนอยู่ข้างหลัง เพื่อเซอร์ไพส์ คนไทยในอนาคตก็ได้ ผมไปอ่านคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์เห็นประโยคหนึ่งเป็นวลีเกี่ยวกับนิยายกำลังภายใน  อ่านแล้วชอบมาก เลยขอหยิบยกมาประกอบคำบรรยายใต้ภาพคุณบรรหารว่า
ความน่ากลัวของคมกระบี่ หาใช่อยู่ที่ความยาวหรือความสั้นไม่
.......คนก็เช่นกัน
                                                                  กุนซือ

วาเลนไทน์ 14/2/2551


              ย้อนหลังไปในยุคที่จักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ ในยุคนั้น เชื่อมั้ยครับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ไม่ใช่วันวาเลนไทน์ เหมือนกับที่เราๆท่านๆเข้าใจในวันนี้  ประวัติศาสตร์เขียนเอาไว้ว่าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ในยุคของทุกปี ถูกจัดให้เป็นวันหยุด เพื่อเป็นเกียรติแต่เทพเจ้าจูโน่ผู้เป็นจักรพรรดินีแห่งเทพเจ้าโรมัน
                 นอกจากนี้แล้วพระองค์ยังทรงเป็นเทพเจ้าแห่งอิสตรีเพศและการแต่งงาน และในวันถัดมา คือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นวันเริ่มต้นเทศกาลเฉลิมฉลองแห่งลูเพอร์คาร์เลีย การดำเนินชีวิตของหนุ่มสาวจะถูกตัดขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม มีขนบธรรมเนียมอย่างหนึ่งของชายหนุ่มก็คือ การจับฉลาก ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะเริ่มต้นเทศกาลลูเพอร์คาร์เลีย ชื่อของเด็กสาวจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษและใส่ลงในไห ชายหนุ่มแต่ละคนจะจับฉลากเพื่อเลือกคู่ในเทศกาลเฉลิมฉลองนี้ บ่อยครั้งที่หนุ่มสาวต่างถูกใจกัน และแต่งงานกันในเวลาต่อมา
          ในรัชสมัยของจักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 แห่งโรม พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีใจคอดุร้าย และทรงนิยมการทำสงครามนองเลือด ได้ทรงตระหนักว่าเหตุที่ชายหนุ่มส่วนมากไม่ประสงค์จะเข้าร่วมในกองทัพ เนื่องมาจาก ไม่อยากจากคู่รัก และครอบครัวไป จึงทรงมีพระราชโองการสั่งห้ามมิให้มีการจัดพิธีหมั้นและแต่งงานกันในโรมโดยเด็ดขาด
                เจอกฏเหล็กอย่างนี้ คนที่เดือดร้อนก็ไม่ใช่ใครอื่นก็ประชาชนตาดำๆทั้งหลาย โดยเฉพาะกลุ่มหนุ่ม-สาว  จนในที่สุดเหมือนมีพระมาโปรด พระรูปหนึ่งนามว่า เซนต์วาเลนไทน์ มองเห็นปัญหานี้ ก็เลยเดินหน้าแอบจัดพิธีแต่งงานให้กับชาวคริสต์หลายคู่  ผู้คนก็แห่แหนมาให้ท่านทำพิธี จนข่าวรั่ว พอข่าวรั่วก็เป็นเรื่องทันที พอขัดขืนคำสั่งของกษัตริย์ ไม่ต้องถามก็เดาออก งานนี้ไม่ติดคุกหัวโตก็ประหารลูกเดียว
                พอโดนจับโจนเข้าคุกเพื่อทรมาณ ไม่น่าเชื่อว่า อำนาจความรักมันยิ่งใหญ่  ตอนที่ถูกจองจำ เซนต์วาเลนไทน์ ยังไปแอบปิ้งมีความรักกับลูกสาวของผู้คุม ซึ่งเป็นหญิงตาบอดเข้าให้อีก แหม...กรมข่าวลือทำข่าวรั่วเข้าหูกษัติย์คลอดิอุสที่ 2 เข้าอีก คำสั่งลงมาเปรี้ยงจากเบื้องบน ว่านำตัวไปประหารในบัดดล วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หรือเมื่อประมาณ 1,728 ปีล่วงเลยมาแล้ว
                ต่อมาเมื่อคนทั่วไปทราบเรื่องราวจึงเกิดความประทับใจในความรักของเขา ยึดถือเอาวันที่14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น "วันแห่งความรัก" Saint Valentine's Day หรือ Valentine'sDay และได้นิยมแพร่หลายไปทั่วยุโรป อเมริกา รวมทั้งในทวีปเอเชียด้วย
                ของขวัญที่นิยมให้กันมากที่สุดในวันวาเลนไทน์ ก็คงหนีไม่พ้นดอกกุหลาบ  แต่เชื่อได้ว่าหลายคนยังไม้รู้ความหมายของดอกกุหลาบสีต่างๆ เช่นกุหลาบแดง หมายถึง ความรักและความปรารถนา เป็นดอกไม้ของกามเทพ เป็นสิ่งนำโชคมาสู่ผู้หญิงที่ได้รับ    ถ้าเป็น กุหลาบขาว หมายถึง ความมีเสน่ห์ ความบริสุทธิ์ ความเงียบสงบ และนำโชคมาสู่ผู้หญิงที่ได้รับเช่นเดียวกับดอกกุหลาบแดง
                กุหลาบสีชมพู หมายถึง ความรักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์ที่สุดกุหลาบสีเหลืองหรือสีส้ม หมายถึง ความรักร้อนแรงและยาวนาน ไม่จืดจาง หวานชื่น และมีความสุข   แต่ถ้ามอบ กุหลาบตูม หมายถึง ความรักและความเยาว์วัย  และกุหลาบบาน หมายถึง ความรักที่กำลังเบ่งบาน ความอ่อนหวาน สดชื่น
                ตอนเป็นเด็กนุ่งขาสั้น พอใกล้ถึงวันวาเลนไทน์เมื่อไหร่  หัวใจมันเต้นในจังหวะ ระริก  ระรี้ ความฝันล่องลอยออกมาเป็นระยะว่า ปีนี้จะมีคนให้ดอกกุหลาบเราหรือเปล่า  รอแล้ว  รอเล่า หลายปีผ่านไป วี่แววยังไม่ปรากฏ ผมเลยเปลี่ยนกฏใหม่ว่า "ต้องให้ก่อน แล้วค่อยเป็นผู้รับ"   แต่คนไหนจะฝืนชะตาฟ้าได้ หลังจากลงทุนส่งดอกไม้ให้หญิงสาวหลายคน สุดท้ายกลับมาได้แค่สติกเกอร์รูปหัวใจแปะไว้ที่คอเสื้อ  ถือเป็นการค้าขายที่ขาดทุนยับเยิน
                โตขึ้นมาอีกหน่อยอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย  ความคิดเริ่มเปลี่ยนไปว่า" ไม่มีใครชอบ ก็ไม่ตาย"  ผมเลยไม่ให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์อีกต่อไป เพราะรู้ว่าถ้ายังยึดถือเป็นวันสำคัญ อาจจะต้องเจ็บตัว เจ็บใจไปอีกนาน  วันหนึ่งหยิบแอปเปิ้ลจากบ้าน ใส่กระเป๋าเป้ แบบไม่ตั้งใจ พอไปเรียนเจอเพื่อนฝูงถามว่า วันนี้ให้ดอกไม้ใครแล้วหรือยัง 
นึกขึ้นได้ วันวาเลนไทน์ มาเยือนอีกแล้ว ปีนี้ต้องล้างอาถรรพ์  เมื่อความตั้งใจเด็ดเดี่ยว สองเท้าก็ก้าวออก  เดินดุ่มๆไปตามล่าหาเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่แอบชอบ  เพราะความมั่นใจในตัวเองที่ว่า "ของดี ต้องแตกต่าง" เจอะหน้าเพื่อนหญิงปุ๊บ  ควักแอปเปิ้ลออกมาจากกระเป๋า ส่งให้พร้อมพยายามทำเสียงนุ่มคุ้นหู  "สุขสันต์วันวาเลนไทน์ ครับ"
                ได้ผล ครับ ได้ผล เธอทำหน้าเหมือนแมวสงสัย หยิบแอปเปิ้ลไปจากมือ  ความคิดอาจจะฟุ้งซ่านว่า ไอ้นี่มันบ้า หรือว่ามันเมา  เอาแอปเปิ้ลมาให้ตูในวันวาเลนไทน์ ก่อนเดินจากไป
                เพื่อนฝูงผมหลายคน ต่างพากันวิเคราะห์ว่าความสำเร็จของงานนี้อยู่ในอัตราเฉลี่ย ห้าสิบต่อ ห้าสิบ  เพราะคาดว่าคุณเธออาจจะนึกในใจว่า อย่างน้อยแอปเปิ้ลก็ดีกว่าดอกไม้
ตรงที่"แหลกล่าย"นั่นเอง
                                                                                                                                                                กุนซือ