วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ผจญภัยในโรงหนัง 12/2/2551



                วัยรุ่นทั้งหลายตอนนี้อาจจะนั่งนับถอยหลัง รอคอย 14 กุมภาฯวันวาเลนไทน์ แต่สำหรับผมวาเลนไทน์ตอนนี้ไม่ได้ต่างจากวันไหว้พระจันทร์ของคนจีนไปเท่าไหร่
 เพราะเมื่อพลิกดูบัตรประชาชนของตัวเองแล้ว อ่านวันเดิอนปีเกิดเสร็จสรรพ  วันสำคัญของปีเริ่มเปลี่ยนจากเดิมที่เป็นวันวาเลนไทน์  วันคริสตมาส หรือว่าวันลอยกระทง 
กลับกลายมาเป็นวันวิสาขบูชาและเข้าพรรษา หน้าตาเฉย  ช่วงหลังเริ่มตั้งปุจฉาว่า เดี๋ยวนี้นอกจากจะเกิดปรากฏการณ์โลกร้อนแล้ว  อาจจะมีปรากฏการณ์โลกหมุนเร็ว เป็นแคมเปญแถมมาด้วยหรือเปล่า  ทำไมเวลาหมุนเร็วกว่าปรกติ  มีผลทำให้อายุผมเคลื่อนไหวเหมือนนักวิ่งร้อยเมตร
ขาโจ๋อาจจะตื่นเต้นรอคอยยื่นดอกไม้ให้แก่กันในวันที่ 14 กุมภาฯ  แต่อย่าลืมว่านาทีนี้วันที่ 15 กุมภาพันธ์ มีความสำคัญสำหรับคนไทยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลยครับ
เพราะเป็นวันเปิดตัวหนังฟอร์มยักษ์ฝีมือคนไทย ตำนานสมเด็จพระนเรศวร  ภาค 2
ถอยหลังไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พอหนังสมเด็จพระนเรศวรภาค 1 ลงโรง  เกิดคำถามสุดฮิต ระบาดไปยังคนไทยทั่วไปไปดูมาหรือยัง  คนไหนตกกระแสยังไม่ได้ไปสัมผัสหนังเรื่องนี้ มักมีประโยคคลาสสิคสำทับตามมาว่า
รีบไป............ให้เร็ว
ผมเองตกกระแสอยู่ถึง 2 อาทิตย์  เพราะไม่อยากเบียดคนเข้าไปดู  ไปดูหนังฟอร์มยักษ์ ที่คนดูยัดเยียดกันเต็มโรง  โอกาสที่จะเจอกับความรู้สึกมีเม็ดกรวดอยู่รองเท้าสูงอย่างยิ่ง  เช่นเสียงโทรศัพท์ดังกังวาน ตอนหนังเข้าช่วงไคลแม็กซ์ หรือ มีกูรูผู้รู้หนังเรื่องนี้เป็นอย่างดียิ่ง พากษ์ประกอบอยู่ข้างหู(รู้ทุกอย่าง  ยกเว้นมารยาทของตัวเอง)  หรือไม่ก็น้องขี้สงสัยถามคนข้างๆมันทุกตอน   จนอยากให้ไปซื้อหนังสืออ่านดีกว่าเข้ามาดูหนัง  เผื่อจะเข้าใจเนื้อหาได้กระจ่างขึ้น
ดีเดย์วันพฤหัสฯที่ผ่าน  กระชากตัวเองไปเดินอยู่หน้าเมเจอร์  เหลือบมองยอดคนดูซึ่งมีไม่ค่อยมาก  เนื่องจากเข้าโรงฉายมานาน ประมาณว่าดูกันทั้งเมืองแล้ว  ยกเว้นพวกตกหล่นที่มาวันนี้
แอร์เย็นฉ่ำ  แต่ขนลุกตั้งแต่ฟังเพลงสรรเสริญพระบารมี  ภาพได้  เสียงได้  อารมณ์รักชาติพร้อม   แอ๊คชั่น หนังฉายเปิดโรง.......
ไม่ถึง 5 นาที   ขณะที่อารมณ์กำลังดื่มด่ำกับอรรถรสของหนัง ก็สะดุดตอจังเบ้อเร่อ  
มันมาแล้วครับ   มันมาแล้ว  อาการรำคาญแบบมีก้อนกรวดในรองเท้าเข้ามาเยือนผม แบบไม่ให้ตั้งตัวมาก่อน  คุณเจ๊นั่งข้างๆ  เสียงโทรศัพท์ดังอยู่ในกระเป๋า  ผมเหลือบตามอง พยายามมองโลกในแง่ดี  เพราะหนังเรื่องธีมของเรื่องเน้นรู้รักสามัคคี
คงรีบ......เลยลืมปิดมือถือ     Positive  thinking  ครับ Positive  thinking 
ยังครับ  ยังไม่พอ พระเจ้าลงโทษต่อเนื่อง  ผมต้องโดนไปอีกดอกหนึ่ง  เจ๊ค่อยๆล้วงหาโทรศัพท์จากระเป๋าถือ  ก่อนสร้างวีรกรรมด้วยการกดปุ่มรับมือถือพร้อมกระซิบด้วยประโยคคลาสสิคที่ว่า
กำลังดูหนังอยู่.......มีอะไรเหรอ
สองอาทิตย์ที่ต้องอดทน  ยอมตกกระแสนาทีนี้เหมือนมีคนจับเอาไปโยนในโถส้วมแล้วกดชักโครกอย่างแรง   สุดท้ายก็ต้องยอมทำใจร้องเพลงสามัคคีชุมนุมให้กับตัวเอง  เพื่อดึงอารมณ์กลับเข้าไปในหนังอีกครั้ง
เชื่อหรือไม่ครับ  ขณะที่อารมณ์กำลังย้อนรอยกลับมาเป็นปรกติ  นรกเปิดอ้าแขนให้ผมอีกหน  เสียงโทรศัพท์จากคุณยาย 2 คนที่นั่งอยู่แถวหน้าดังขึ้น  เหมือนหนังม้วนเดิมแล้วรีเพลย์ซ้ำ  คุณยายกดปุ่มรับโทรศัพท์พร้อมหล่นประโยคคลาสสิคประโยคเดิม
มีอารายยยยยยยยย   กำลังดูหนังอยู่...
ผมเหลือบตามองไปที่คุณเจ๊  ที่นั่งข้างๆพร้อมความคิดสะใจที่ผุดขึ้นมาในหัวว่า
เหนืออาเจ๊       ยังมีคุณยาย.....(แฮ่ม)
                                                      กุนซือ

ตำนวนสมเด็จพระนเรศวร ภาค2 20/2/2550

  

              คลิกเข้าไปดูในเวบไซต์ของเมเจอร์ ซินีเพล็กซ์ เพื่อดูโปรแกรมของหนังฟฟอร์มยักษ์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 หรือภาคประกาศอิสระภาพ  ถึงแม้ว่าจะผ่านมาเกือบ 1 อาทิตย์ แต่กระแสยังแรงไม่หยุด
                ชนิดที่ว่ารอบฉาย มีทุกชั่วโมง  เพื่อรองรับคอหนังทั้งหลายที่หลั่งไหลเข้ามาชมความอลังการของมหากาพย์ชุดนี้
                ถ้าเหลียวมองไปข้างหลัง จับกระแสของบรรดาคอหนังดู  หนังดังจากฮอลลีวูด ที่แน่ๆอย่างลอร์ด  ออฟ  เดอะ ริงค์ มาเจออิทธิฤทธิ์ ของสมเด็จพระนเรศวร เซียนจอเงินทั้งหลายลองเอาประกอบเทียบกับปอนด์ต่อปอนด์แล้ว  สรุปไปทิศทางเดียวกันว่า งานนี้วงแหวนมรณะพ่ายแบบไม่เห็นฝุ่น
                หลายคนตั้งปุจฉาว่าทำไม กระแสของหนังพระนเรศวรถึงแรงไม่มีหยุด  วิ่งกันไม่มีเหนื่อย  โกยรายได้ทะลุเป้าถล่มทลาย  แบบไม่เคยมีมาก่อน  อันดับแรกต้องบอกว่าคนดูหนังทั้งหลายเชื่อใจในฝีไม่ลายมือของยอดผู้กำกับอย่างท่านมุ้ยม.จ. ชาตรีเฉลิม  ยุคล  เพราะหนังเรื่องไหนที่ท่านมุ้ยกำกับ  รับรองไว้ใจได้อย่างน้อย 2 อย่าง อลังการและความเนียน
                เหมือนถูกหวย เมื่อโปรแกรมที่หนังพระนเรศวร ภาค 1 เข้าฉาย  บอลไทยดันพ่ายสิงคโปร์โตก เพราะกรรมการไม่สบายเนื่องจากน้ำในหู ไม่เท่ากันเลยยืนเอียงข้าง  ส่งผลให้กระแสรักชาติ  สะพัดทั่วไทย พอหนังเข้าฉายเลือดรักชาติพลุ่งพล่าน คนแห่ต่อคิวซื้อตั๋วกันอย่างมโหฬารตามกระแส  ยอดรายได้พรวดๆๆๆๆๆ ไปแตะหลายร้อยบาทเพียงไม่กี่วัน
                ผมเดินออกจากโรงหนังด้วยความเสียดาย  หลังจากชมภาคหนึ่งเสร็จ  เพราะยังติดใจ ใจร่ำร้องอยากดูภาค 2 เร็วๆ เพราะก่อนหนังจบมีการฉายไตเติ้ลภาค 2 ให้ดูพอเป็นกระสัย  เรียกน้ำย่อยได้น่าดูชม
                พอหนังภาค 2 เข้าฉายเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา  ก็ต้องข่มใจ ข่มกาย ปลอบตัวเองว่ารออีกซักระยะ ค่อยเข้าไปดู  เพราะเห็นแถวยาเหยียดที่ผู้คนรอซื้อตั๋วแล้ว  บอกจริงๆว่าเหมือนคนรอซื้อตั๋วคอนเสริต์
                แถวยาว  ถึงยาวมาก  บางคนประสพการณ์สูง ไม่ลืมซื้อขนม หรือเอาหนังสือไปอ่านฆ่าเวลาในระหว่างรอแถว  ผมก้มหน้ามองอายุตัวเองแล้ว ได้แต่เหลือบมองไปที่ช่องขายตั๋วแล้วฮัมเพลงปลอบใจว่าโอกาสหน้า  พี่จะมาหาใหม่..........
                เพื่อนฝูงบางคน ที่มีความอดทน และบากบั่น  สามารถพยุงร่างกายของตัวเองฝ่าฝูงชนเข้าไปดูได้  เดินกลับออกมาจากโรง หยิบมือถือกริ๊งกร๊างมาเล่าให้ฟัง เพื่อกระตุ้นต่อมอิจฉาของผมให้ทำงานว่า
                หนังสนุกมากกกกกกกก   สนุกกว่าภาคแรกอีก
                ความสงสัย พร้อมกับความอิจฉาผสมปนเปเข้ามาในหัวผม  เพราะเพื่อนคนนี้เคยตั้งจิตอธิฐานเอาไว้ว่า  จะรอให้หนังเรื่องนี้เข้าฉายให้ครบทั้ง 3 ภาค  แล้วจะซื้อ ดีวีดี มาดู  ไม่อยากเบียดผู้คนไปดูทีละภาค  ทีละภาค ขอจัดตัวเองอยู่ในประเภทม้วนเดียวจบเพราะความจำสั้นอาจจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ไม่ต่อเนื่อง
                แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด ตั้งพาตัวเองไปดูจนได้  แต่ที่น่าใจจนผมต้องเอ่ยปากถามว่า ภาคแรกยังไม่ได้ดู  แล้วรู้อย่างไรว่า ภาคสองสนุกกว่า
                คำตอบสั้นๆแต่ได้ใจความหลุดออกมาว่าหลาน....บอก
                หลาน การันตีว่าภาคนี้ สนุกกว่าภาคแรก  เพราะบทบู๊มากกว่าเดิม 
                งานนี้ต้องพยักหน้าเชื่อตามหลาน   เพราะในเมืองไทยยึดมั่นในสโลแกนที่ว่า เด็กไทย  ไม่พูดปด
คำเตือนสำหรับมือใหม่ทั้งหลายที่จะเข้าไปดูหนังเรื่องนี้  ควรเตรียมตัวให้พร้อม  ควรใส่เสื้อผ้าสบายๆ  และที่ขาดไม่ได้คือเสื้อหนาว  เพราะเนื้อหาหนังยาวเกือบ 3 ชั่วโมง 
                ส่วนผมหลังจากผ่านประสพการณ์จากการดูภาคหนึ่งมาเรียบร้อยแล้ว  งานนี้พกเสื้อหนาว  งดกินข้าวโพคคั่ว กับเป๊ปซี่  เพราะครั้งที่ผ่านมา
  ต้องวิ่งออกมาฉี่ 3 ที กว่าหนังจะจบ  สรุปว่าอรรถรสเสียไปพอสังเขป
                                                                                                                                กุนซือ

มังกรการเมือง 22/1/2551


         ถ้าไม่เกิดปรากฏการณ์ น้ำจะท่วมฟ้า  ปลาจะกินดาว  เต่าจะมีหนวด นักบวชจะมีเมีย เสียก่อน  วันที่ 25 มกราคม นี้ เราจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ชื่อนายสมัคร  สุนทรเวช
                ว่ากันว่าจะเป็นนายกฯไทย ทีสร้างสีสันได้มากคนหนึ่ง  เพราะจะมีรายการ ชิมไป ด่าไป ให้เห็นในอัตราความถี่ วันเว้นวัน แถมยังมีคู่หู ดูโอ อย่างคุณเฉลิม อยู่บำรุง  มาใส่สีตีไข่ ผสมโรงด้วย  รับรองว่าอาชีพนักข่าวอย่างพวกผม กลายเป็นอาชีพที่ สนุก อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
                เพราะนอกจากจะต้องทำการบ้าน ว่าจะถามประเด็นไหนแล้ว  ยังต้องลับฝีปากทุกๆวัน เป็นอาวุธประจำตัว เผื่อเกิดรายการ  เถียงกันวันละคำ กับท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่
                แต่บางคนก็บอกว่า สิ่งที่แน่นอนเหลือหลาย  ก็คือ ความไม่แน่นอน
                ตอนจัดโต๊ะแถลงข่าว รวมกัน 6 พรรค เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ปรากฏว่าไร้เงาของท่านบรรหาร  ศิลปะอาชา มีเพียงเสธ.หนั่น มานั่งโต๊ะเป็นตัวแทนพรรคชาติไทย  หลายคนเลยรู้สึกทะแม่งๆ เพราะไหนๆก็จะจูบปาก นอนเตียงเดียวกันแล้ว ทำไมต้องออกลูกลีลา  กั๊กๆ อยู่อย่างนี้
                หรือว่า ข่าวที่ว่า คุณบรรหาร  จะสวมบท ตาอยู่ กระโดดมาเสียบเก้าอี้นายกรัฐมนตรี อาจะเป็นจริง  เพราะทุกคนก็รู้ว่า ภาพคุณสมัคร ที่จะขึ้นเก้าอี้นายกฯนั้นไม่ค่อยสดใส ไม่ว่าจะเป็นอุปนิสัยส่วนตัว รวมถึงคดีความต่างๆ ที่ศาลพิพากษา ให้จำคุก โดยไม่รอลงอาญา 
                หลายคนกลัวว่า ถ้ายังดันคุณสมัคร ขึ้นเป็นนายกฯ แนวทางสมานฉันท์ อาจจะแปลงร่างกลายเป็นสมานแข้ง แทน  แต่ด้วยกฎที่ว่าเป็นหัวหน้าพรรคที่มีเสียง ส.ส ในมือมากที่สุด หัวหน้าพรรคก็ต้องขึ้นแท่นผู้นำประเทศ
                ก็ต้องรอดูกันต่อไปอีกไม่กี่วัน ก็จะได้รู้ว่า หมู่จะมา หรือว่า จ่าจะไป
                คุณบรรหาร เอง ถือเป็นนักการเมืองที่มีฉายามากที่สุดคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น หลงจู๊   เติ้งเสี่ยวหาร  จอมล้วงลูก มังกรการเมืองรวมถึง คน 5 สั้น เพราะมีเอกลักษณ์เด่น ของความสั้นทั้ง 5 อยู่ในตัว
          การวางหมากเล่นเกมการเมืองของหลงจู๊ บรรหารนั้นเซียนการเมือง เล่าขานกันว่าอยู่ในระดับเทพ วางกันหลายชั้น หลายมุม อ่านไม่ทะลุปรุโปร่ง
                ก่อนหน้าการเลือกตั้ง ที่พรรคชาติไทยเป็นพันธมิตรกับประชาธิปัตย์ นั้น  หลายคนฟังคุณบรรหารให้สัมภาษณ์แล้ว ก็ต้องฟันธงว่า งานนี้ไม่มีทางที่ชาติไทยจะย้ายฝั่งมาซบ ฝั่งคุณทักษิณได้ ไม่ว่าจะเป็นประโยคที่ว่า ผมไม่มีทางทำให้ผู้มีพระคุณต้องผิดหวัง   หรือการรับรองผ่านคนในทั้งหลายว่า ไม่มีทางย้ายฟากเป็นเด็ดขาด
                พอผลการเลือกตั้งออกมา คอการเมืองก็เลยฟันธงว่า งานนี้  ชาติไทยกับประชาธิปัตย์ได้กอดคอกันเป็นฝ่ายค้านแน่นอน  ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี ประเทศไทยจะได้มีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ตรวจสอบรัฐบาลไม่ให้คอรัปชั่นเหมือนกับในอดีต ที่การทำงานของฝ่ายค้านทำได้ไม่เต็มที่เพราะเสียงมีน้อย จะเปิดอภิปรายแต่ละที ก็ยากเย็นเหลือเกิน 
                ประเทศชาติเลยโดนเหลือบ เขมือบกันสบายแฮ
พอพรรคชาติไทยกระโดดแจมขอเป็นรัฐบาลด้วย ผมเองก็ค่อนข้างจะผิดหวัง เพราะเอาเครื่องคิดเลขมากดดู แล้วถ้าพรรคชาติไทยยังจับมือประชาธิปัตย์ ฝั่งรัฐบาลก็มีเสถียรภาพเหมือนเดิม  เพียงแต่จะทำอะไรต้องคิดหน้าคิดหลัง เพราะเงาฝ่ายค้านยืนเพ่งตามองอยู่ จะคิดง่าย กินเร็ว เหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว
การพลิกลิ้นของคุณบรรหาร ศิลปะอาชา  เจ้าของฉายา คน 5 สั้น ครั้งนี้ ทำเอาฟากพันธมิตรฯ เจ้าของสโลแกนออกไปๆๆๆควันออกหู ตั้งข้อหาว่าคุณบรรหารเป็นคน ทรยศ บ้าง เป็นคนไร้สัจจะ บ้าง
นี่ยังไม่รวมกระทู้ต่างๆ ในอินเตอร์เน็ท ที่ถล่มหลงจู๊บรรหาร จนอ่วม  แต่เชื่อผมเถอะว่า คุณบรรหารเองก็รู้ว่า ถ้าตัวเองกลับลำเข้าร่วมรัฐบาลเมื่อไหร่  จะโดนตอร์ปิโดถล่มจากทุกด้าน แต่คุณบรรหารก็ยังติดสินใจร่วม
มังกรการเมืองอย่างคุณบรรหาร อาจจะหมากเด็ดซ่อนอยู่ข้างหลัง เพื่อเซอร์ไพส์ คนไทยในอนาคตก็ได้ ผมไปอ่านคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์เห็นประโยคหนึ่งเป็นวลีเกี่ยวกับนิยายกำลังภายใน  อ่านแล้วชอบมาก เลยขอหยิบยกมาประกอบคำบรรยายใต้ภาพคุณบรรหารว่า
ความน่ากลัวของคมกระบี่ หาใช่อยู่ที่ความยาวหรือความสั้นไม่
.......คนก็เช่นกัน
                                                                  กุนซือ

วาเลนไทน์ 14/2/2551


              ย้อนหลังไปในยุคที่จักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ ในยุคนั้น เชื่อมั้ยครับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ไม่ใช่วันวาเลนไทน์ เหมือนกับที่เราๆท่านๆเข้าใจในวันนี้  ประวัติศาสตร์เขียนเอาไว้ว่าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ในยุคของทุกปี ถูกจัดให้เป็นวันหยุด เพื่อเป็นเกียรติแต่เทพเจ้าจูโน่ผู้เป็นจักรพรรดินีแห่งเทพเจ้าโรมัน
                 นอกจากนี้แล้วพระองค์ยังทรงเป็นเทพเจ้าแห่งอิสตรีเพศและการแต่งงาน และในวันถัดมา คือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นวันเริ่มต้นเทศกาลเฉลิมฉลองแห่งลูเพอร์คาร์เลีย การดำเนินชีวิตของหนุ่มสาวจะถูกตัดขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม มีขนบธรรมเนียมอย่างหนึ่งของชายหนุ่มก็คือ การจับฉลาก ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะเริ่มต้นเทศกาลลูเพอร์คาร์เลีย ชื่อของเด็กสาวจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษและใส่ลงในไห ชายหนุ่มแต่ละคนจะจับฉลากเพื่อเลือกคู่ในเทศกาลเฉลิมฉลองนี้ บ่อยครั้งที่หนุ่มสาวต่างถูกใจกัน และแต่งงานกันในเวลาต่อมา
          ในรัชสมัยของจักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 แห่งโรม พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีใจคอดุร้าย และทรงนิยมการทำสงครามนองเลือด ได้ทรงตระหนักว่าเหตุที่ชายหนุ่มส่วนมากไม่ประสงค์จะเข้าร่วมในกองทัพ เนื่องมาจาก ไม่อยากจากคู่รัก และครอบครัวไป จึงทรงมีพระราชโองการสั่งห้ามมิให้มีการจัดพิธีหมั้นและแต่งงานกันในโรมโดยเด็ดขาด
                เจอกฏเหล็กอย่างนี้ คนที่เดือดร้อนก็ไม่ใช่ใครอื่นก็ประชาชนตาดำๆทั้งหลาย โดยเฉพาะกลุ่มหนุ่ม-สาว  จนในที่สุดเหมือนมีพระมาโปรด พระรูปหนึ่งนามว่า เซนต์วาเลนไทน์ มองเห็นปัญหานี้ ก็เลยเดินหน้าแอบจัดพิธีแต่งงานให้กับชาวคริสต์หลายคู่  ผู้คนก็แห่แหนมาให้ท่านทำพิธี จนข่าวรั่ว พอข่าวรั่วก็เป็นเรื่องทันที พอขัดขืนคำสั่งของกษัตริย์ ไม่ต้องถามก็เดาออก งานนี้ไม่ติดคุกหัวโตก็ประหารลูกเดียว
                พอโดนจับโจนเข้าคุกเพื่อทรมาณ ไม่น่าเชื่อว่า อำนาจความรักมันยิ่งใหญ่  ตอนที่ถูกจองจำ เซนต์วาเลนไทน์ ยังไปแอบปิ้งมีความรักกับลูกสาวของผู้คุม ซึ่งเป็นหญิงตาบอดเข้าให้อีก แหม...กรมข่าวลือทำข่าวรั่วเข้าหูกษัติย์คลอดิอุสที่ 2 เข้าอีก คำสั่งลงมาเปรี้ยงจากเบื้องบน ว่านำตัวไปประหารในบัดดล วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หรือเมื่อประมาณ 1,728 ปีล่วงเลยมาแล้ว
                ต่อมาเมื่อคนทั่วไปทราบเรื่องราวจึงเกิดความประทับใจในความรักของเขา ยึดถือเอาวันที่14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น "วันแห่งความรัก" Saint Valentine's Day หรือ Valentine'sDay และได้นิยมแพร่หลายไปทั่วยุโรป อเมริกา รวมทั้งในทวีปเอเชียด้วย
                ของขวัญที่นิยมให้กันมากที่สุดในวันวาเลนไทน์ ก็คงหนีไม่พ้นดอกกุหลาบ  แต่เชื่อได้ว่าหลายคนยังไม้รู้ความหมายของดอกกุหลาบสีต่างๆ เช่นกุหลาบแดง หมายถึง ความรักและความปรารถนา เป็นดอกไม้ของกามเทพ เป็นสิ่งนำโชคมาสู่ผู้หญิงที่ได้รับ    ถ้าเป็น กุหลาบขาว หมายถึง ความมีเสน่ห์ ความบริสุทธิ์ ความเงียบสงบ และนำโชคมาสู่ผู้หญิงที่ได้รับเช่นเดียวกับดอกกุหลาบแดง
                กุหลาบสีชมพู หมายถึง ความรักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์ที่สุดกุหลาบสีเหลืองหรือสีส้ม หมายถึง ความรักร้อนแรงและยาวนาน ไม่จืดจาง หวานชื่น และมีความสุข   แต่ถ้ามอบ กุหลาบตูม หมายถึง ความรักและความเยาว์วัย  และกุหลาบบาน หมายถึง ความรักที่กำลังเบ่งบาน ความอ่อนหวาน สดชื่น
                ตอนเป็นเด็กนุ่งขาสั้น พอใกล้ถึงวันวาเลนไทน์เมื่อไหร่  หัวใจมันเต้นในจังหวะ ระริก  ระรี้ ความฝันล่องลอยออกมาเป็นระยะว่า ปีนี้จะมีคนให้ดอกกุหลาบเราหรือเปล่า  รอแล้ว  รอเล่า หลายปีผ่านไป วี่แววยังไม่ปรากฏ ผมเลยเปลี่ยนกฏใหม่ว่า "ต้องให้ก่อน แล้วค่อยเป็นผู้รับ"   แต่คนไหนจะฝืนชะตาฟ้าได้ หลังจากลงทุนส่งดอกไม้ให้หญิงสาวหลายคน สุดท้ายกลับมาได้แค่สติกเกอร์รูปหัวใจแปะไว้ที่คอเสื้อ  ถือเป็นการค้าขายที่ขาดทุนยับเยิน
                โตขึ้นมาอีกหน่อยอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย  ความคิดเริ่มเปลี่ยนไปว่า" ไม่มีใครชอบ ก็ไม่ตาย"  ผมเลยไม่ให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์อีกต่อไป เพราะรู้ว่าถ้ายังยึดถือเป็นวันสำคัญ อาจจะต้องเจ็บตัว เจ็บใจไปอีกนาน  วันหนึ่งหยิบแอปเปิ้ลจากบ้าน ใส่กระเป๋าเป้ แบบไม่ตั้งใจ พอไปเรียนเจอเพื่อนฝูงถามว่า วันนี้ให้ดอกไม้ใครแล้วหรือยัง 
นึกขึ้นได้ วันวาเลนไทน์ มาเยือนอีกแล้ว ปีนี้ต้องล้างอาถรรพ์  เมื่อความตั้งใจเด็ดเดี่ยว สองเท้าก็ก้าวออก  เดินดุ่มๆไปตามล่าหาเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่แอบชอบ  เพราะความมั่นใจในตัวเองที่ว่า "ของดี ต้องแตกต่าง" เจอะหน้าเพื่อนหญิงปุ๊บ  ควักแอปเปิ้ลออกมาจากกระเป๋า ส่งให้พร้อมพยายามทำเสียงนุ่มคุ้นหู  "สุขสันต์วันวาเลนไทน์ ครับ"
                ได้ผล ครับ ได้ผล เธอทำหน้าเหมือนแมวสงสัย หยิบแอปเปิ้ลไปจากมือ  ความคิดอาจจะฟุ้งซ่านว่า ไอ้นี่มันบ้า หรือว่ามันเมา  เอาแอปเปิ้ลมาให้ตูในวันวาเลนไทน์ ก่อนเดินจากไป
                เพื่อนฝูงผมหลายคน ต่างพากันวิเคราะห์ว่าความสำเร็จของงานนี้อยู่ในอัตราเฉลี่ย ห้าสิบต่อ ห้าสิบ  เพราะคาดว่าคุณเธออาจจะนึกในใจว่า อย่างน้อยแอปเปิ้ลก็ดีกว่าดอกไม้
ตรงที่"แหลกล่าย"นั่นเอง
                                                                                                                                                                กุนซือ

วันแลงเหลือก 24/8/2551


            จำไม่ได้แล้วว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ ที่ผมอยู่ในอาการ อยากอยู่เงียบๆคนเดียว  หลังผลการแข่งขันวันแดงเดือดสรุปออกมาว่า หงส์แดงที่รักพ่ายคู่แค้นตลอดกาลแมนยูฯ ไปแบบหมดรูป จ๋าม-จู๊นพูนสวัสดิ์
                ก่อนการแข่งขัน สาวกหงส์ทั้งหลายรวมทั้งตัวผม เกิดอาการ”M.G” มั่นใจแบบไม่ทราบสาเหตุว่า งานนี้จะเป็นการฌาปนกิจศพ ผีแดงอย่างเป็นทางการต่อหน้าสาธารณชน  ต่างกับแฟนผีบางคนที่เกิดลางสัง..เห่า(คล้ายลางสังหรณ์) ว่างานนี้อาจจะมีคดี.....พลิกกกกกก   มาให้เห็น ถึงแม้ว่าจะเล่นกันที่รังของตัวเองก็ตาม
                เป็นธรรมชาติของบอลนัดวันแดงเดือด ที่สาวกทั้งสองฝ่าย ที่ตัวเลขยังสรุปออกมาไม่ได้ซักกะที ว่าฝ่ายไหนมีกองเชียร์มากกว่ากัน  ต่างต้องระดมพล พร้อมข้อมูล และวาทะการเสียดสีมาเล่นฝ่ายตรงข้าม ในแนวบอลแพ้ไม่ว่า  ขอด่าซักหนึ่งดอก
                เมื่อไหร่ที่ลิเวอร์พูล โคจรมาพบแมนยูฯเมื่อไหร่  สำหรับผมถือว่าเป็นวันแรงจะทำอะไรต้องดูฤกษ์-ดูชัยเป็นที่ตั้ง  อย่ากระทำตัวให้เกิดเป็นอาเพศขึ้นมา เพราะอาจจะส่งผลถึงผลการแข่งขันของทีมรัก  เริ่มต้นจากก่อนออกบ้าน เสื้อลิเวอร์พูลตัวไหน ที่ใส่เมื่อไหร่ หงส์แดงเข้าวินตลอด หยิบมา...จัดให้
                หมวกใบไหนนำโชค เตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ แล้วก็มาถึงสิ่งที่สำคัญที่สุด สถานที่นั่งเชียร์ หลังจากผ่านการไตร่ตรองพร้อมกับเอาข้อมูลมาอ่าน สุดท้ายหวยมาลงที่ร้านเหล้ารุ่นน้องแถววัดนันทาราม
                โอ๋ เชียงใหม่  โค๊ชสนุกเกอร์ของเวียงพิงค์ เคยให้นิยามสั้นๆ ในฐานะคนพื้นที่นันทารามว่า วันไหน ลิเวอร์พูลแพ้  นันทารามเงียบเหมือนป่าช้า  แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ย่านนี้ตกเป็นของตระกูลหงส์อย่างแน่นอน
                HOME SWEET HOME เป็นฉันท์ได นันทารามก็เป็นฉันท์นั้น  สำหรับชาวหงส์
                งานนี้ เสื้อ..พร้อม  หมวก...พร้อม สร้อย...พร้อม  สถานที่...พร้อมที่สุด
                กรรมการเป่าปรี๊ดเริ่มการแข่งขัน  ขนลุกซู่ด้วยความตื่นเต้น เวลาที่รอคอยมาถึงแล้ว  หงส์แดงขย้ำผีแดงดับคารัง เป็นอะไรที่ โอ้วว.. พระเจ้าจอร์จ   มันยอดมากกกกก   บรรยากาศคุกกรุ่นอยู่ทั่วร้าน สายตาแต่ละคนมุ่งมั่นอยู่กับจอทีวี  ผีแดงในฐานะเจ้าบ้านเริ่มบุกและกดดันอย่างต่อเนื่อง 
                โอกาสครั้งแรกของผีแดงเกิดขึ้นแค่นาทีที่ 6 เมื่อเวย์น รูนี่ย์ ทะลุไปในเขตโทษ แต่ยิงไปติดโฆเช่  เรน่า  ณ.นาทีนั้น ผมเพิ่งรู้ตัวว่า ผมอยู่ผิดที่  ผิดเวลา  เพราะกองเชียร์ของผีแดงเกือบทั้งร้าน ยกเว้นโต๊ะผมโต๊ะเดียว   กระโดด ลุ้นเสียงดังกันแบบเต็มตัว
          อ้าว  อิ๊บอ๋าย แล้วครับท่านผู้ชม  โอม  สวีท โฮม  กลายเป็น กลางดงศูนย์รวมแข้งผีแดงไปได้อย่างไร
                ทำไม...นันทาราม เปลี๊ยน  ไป๊
          หลังจาก หนึ่ง-ศูนย์ จากการใช้ท้ายทอยโหม่งเข้าของคุณพี่น้ำตาล  เวส  บราวน์ ผมตระหนักอีกครั้งว่า เสียงดังระดับ แปดหลอด  นั้นมันดังขนาดไหน  พร้อมทั้งมีรุ่นน้องพลพรรคผี  วิ่งมาชูกำปั้น  เยส  เยส  เยส  อยู่ตรงหน้า  โห...ปฐพีแยก  แผ่นดินระเบิด  เกิดภูเขาไฟ  ยังไม่น่ากลัวเท่าภาพนี้
                เตมีย์ใบ้  เริ่มทำงาน  โต๊ะผมเหมือนกับอมสาก โดยถ้วนหน้า บอลก็ตามแถมมาสเคราโน่ มาโดนไล่ออก เหลือแค่ 10 คน  ภาษาสื่อมวลชนต้องบอกว่าจบข่าว สกอร์เริ่มไหล จากหนึ่งเป็นสอง  จากสองเป็นสาม  ความจริงถ้าผีไม่เข้าโฆเช่  เรน่า เสียก่อน  ลิเวอร์พูลอาจจะโดนกระซวกไปประมาณ 6 ประตู  เพราะเซฟได้อย่างเหลือเชื่อ  กองเชียร์ก็ช้ำ  ซ้ำยังต้องมารองรับอารมณ์ของบรรดาแฟนผีแดง ที่เป็นโรคได้คืบ จะเอาศอก
                นำไป สาม-ศูนย์ ผู้เล่นก็ได้เปรียบ แถมยังเล่นในบ้าน  ยังดังเชียร์ให้ยิงอีก  ยิงอีก อยู่ได้
                ประมาณว่าจะต้องแปลงร่างหงส์แดง  ให้กลายเป็น เป็ดย่างน้ำแดง  ภายในคืนเดียว
                งานนี้เกิดประเพณี กลืนเลือดโดยพร้อมเพรียงกัน
หลายคนเริ่มนับนิ้ว ว่าทีมหงส์แดงของเราไม่เคยชนะผีแดงมากี่ปีแล้ว     มันนานมาก  จนอาจจะต้องไปSearch  หาข้อมูลใน กูเกิ้ล  หรือไม่ก็ต้องเขียนขึ้นต้นแบบนิทานอีสป ที่ว่า กาลครั้งหนึ่ง  นานมาแล้ว....นานจน  นานจน  นานจน   คนเล่าก็จำไม่ได้  แจ๋วหลบ.....จบแล้ว
คืนนั้นได้ข้อสรุปว่า งานนี้มีการเปลี่ยนเมรุ เผาศพโดยไม่บอกกล่าวเจ้าภาพ  ถือเป็นการตายหมู่หน้าจอของชาวหงส์ เนื่องจาก You’ll  never  walk  alone
                                                                   กุนซือ

ดูพลุ 5/1/2552


                ช่วงนี้เชียงใหม่เริ่มค่อยๆกลับเข้าสู่โหมดปรกติ  หลังจากช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้นเกิดอาการแย่งกันกิน  แย่งกันอยู่ กันทั่วเมือง  โดยเฉพาะเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ที่ได้อานิสงส์ลมหนาวเข้าเต็มเปา ทั้งไทย-เทศ เลยพร้อมใจแห่ขึ้นเหนือกันเป็นทิวแถว
                ช่วงสิ้นปีเวลามาทำงาน ผมต้องเริ่มบริหารจัดการเส้นทางใหม่ เพราะถ้าขืนใช้เส้นทางเดิม รับรองว่าต้องวันๆไม่ต้องไปไหน เปิดแอร์ฟังวิทยุอยู่แต่ในรถนั่นแหละครับ เพราะรถติดเกือบทุกเส้นทาง
                คนต่างถิ่นมาเชียงใหม่  ส่วนใหญ่จะชอบไปชิมข้าวซอย เพราะถือว่าเป็นอาหารประจำถิ่น
                แต่คนเชียงใหม่ นั้นต้องไม่ต้องชิมข้าวซอย แต่ต้องเข้าซอย  เพราะหลบเลี่ยงรถติด  ยิ่งประเภทเกิดเชียงใหม่ โตเชียงใหม่ และจะตายที่เชียงใหม่ รายไหนรายนั้น รับรองว่าเจอรถติดเมื่อไหร่   อาการหงุดหงิดเข้ามาเยือนทันที
                ผมเองก็ใช้วิชาเหมือนกับ บรรดาแท๊กซี่ แถวลาดพร้าว เลี้ยวซอยโน้น ทะลุซอยนี้ เอาตัวรอดเป็นวันๆมาได้ เตือนตัวเองตลอดเวลาว่า ถ้าเลี้ยวผิดต้องคิดจนตัวตาย 
                เอาตัวรอดมาได้หลายวัน แต่คืนวันส่งท้ายปีเก่า พลาดเข้าจนได้  บิดพวงมาลัยเลี้ยวผิดซอยเดียว  รถผมเหมือนกาวตราช้าง  แนบสนิท ติดทนนาน เคลื่อนตัวในอัตราความเร็วเท่ากับ เต่า..เดินกินลม
                นึกในใจว่าความตั้งใจว่าจะไปดูพลุ ที่ร้านกู๊ดวิว ตอนเที่ยงคืน อาจจะเป็นหมันคาท้องถนน  เพราะพูดถึงงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่เชียงใหม่ ส่วนใหญ่ผมจะปักหลักอยู่ที่ร้านนี้
                เนื่องหยิบสถิติหลายปีที่ผ่านมากางดู รับรองว่าไม่มีพลุ ที่ไหนสวยงามและอลังการ เท่ากับร้านกู๊ดวิว เพราะจุดกันยาวนาน และต่อเนื่อง แถมมีแม่น้ำปิงเป็นเวที สร้างบรรยากาศอีกทางหนึ่ง
                40 นาทีต่อมา ผมตัดสินใจจอดรถห่างจากร้านประมาณ 1 กิโลเมตร แล้วใช้สโลแกนของเหล้าแบล๊ค เลเบิ้ลที่ว่าKeep walking เดินไปเรื่อยๆ เพราะถ้าหากยังดื้อขับรถเข้ามาย่านริมแม่น้ำปิง รับรองว่าอาจจะต้องร้องเพลงสวัสดีปีใหม่ ในรถคนเดียวแน่นอน
                เข็มนาฬิกากระดิกบอกเวลาเที่ยงคืน ผมยืนอยู่ริมตลิ่งของกู๊ดวิว การแสดงพลุเริ่มขึ้น พลุนานาชนิด และหลากสีสรร ทยอยขึ้นไปอวดโฉมบนท้องฟ้า
                บอกได้คำเดียวว่า    สวย...ถึงสวยมาก   
                 หลังจาก ผ่านไป 5 นาที เริ่มรู้สึกปวดต้นคอ   เพราะเท่าที่ได้ยินมามีแต่ยิ่งสูง  ยิ่งหนาว  แต่พลุของกู๊ดวิวเป็นแบบ ยิ่งนาน  ยิ่งสูง  พลุชุดหลังๆ เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ มีลูกเล่นมากขึ้น  บางอันพอกระจายตัว  แปลงร่างกลายเป็นรูปเครื่องหมาย สันติภาพ"ทำเอากองเชียร์ ไทย-เทศ ทั้งหลายถูกอก ถูกใจกันยกใหญ่
                เชื่อหรือไม่ครับว่า  คืนวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่   ประโยคอะไร ที่ราคาแพงที่สุด
                คำตอบ....  มีอยู่สองประโยคครับ คือ  โอ้โห...  กับ  อื้อหื้อ.....
                หมวด ธนิต  ชุมแสง หนึ่งในผู้บริหารร้านกู๊ดวิว บอกว่า อยากให้งานนี้ เป็นที่ประทับใจของลูกค้าของทางร้าน รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งหลาย ที่เข้ามาเที่ยวเชียงใหม่ 
                เนื่องจาก พลุจุดขึ้นไปกลางอากาศ  ดังนั้นจึงเป็นการโชว์แบบ มหภาค ดูกันได้ทุกมุมเมือง  ไม่เฉพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นลูกค้าของร้าน
                12 นาที ที่พลุชุดสุดท้าย  พุ่งขึ้นไปสร้างความสุขให้กับผู้ชม 2 ฝั่งแม่น้ำปิง    เสียงความพึงพอใจดังระงม พร้อมกับเสียงปรบมือสนั่นหวั่นไหว
                เพื่อเสียงเหล่านี้   กู๊ดวิว ต้องควักกระเป๋าจ่ายไป สี่แสนห้าหมื่นบาท
               ถือเป็นเสียงอุทานที่..แพงที่สุดในโลกได้มั้ยครับ
                     กุนซือ