วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คนไม่กินผัก 12/12/2550



           ถ้าจับคน 10 คนมายืนเรียงแถว  รับรองว่า 9 คนครึ่งจะต้องเคยอยู่ในชมรมคนไม่กินผัก  โดยเฉพาะตอนเด็กๆ ผักเป็นสิ่งที่ต้องห้ามของบรรดาเด็กๆทั้งหลาย  เขียนเป็นคติง่ายๆว่า ถ้าผักอยู่นี่  หนูต้องอยู่โน่นนนน
                เคยนั่งถามเพื่อนว่าหัดกินผัก ตั้งแต่อายุเท่าไหร่  บางคนก็ประมาณ 7-8 ขวบ บางคนก็สิบกว่าขวบ ส่วนผมเองหัดกินผักครั้งแรกอายุอานามก็ปาเข้า 19 ขวบ พอดิบพอดี ถือว่าเป็นรุ่นน้องล่าสุดของบรรดาเพื่อนๆทั้งหลาย  โดยอาศัย สุกี-ยากี้ เป็นตัวช่วย ในการตั้งไข่
                มานั่งนึกสาเหตุว่าบางคนถึงเริ่มกินผักตั้งแต่เด็ก แต่บางคนก็ปาเข้าไปหัดกินตอนวัยรุ่น หลังจากทำแบบสำรวจจากบรรดาพลพรรคมิตรสหาย สรุปออกมาได้ว่า คนจะหัดกินผักหรือไม่  ปัจจัยหลักขึ้นอยู่กับ คุณพ่อ-คุณแม่ นี่แหละครับ  ถ้าพ่อแม่ ไม่เข้มงวดบังคับให้กินผัก  รับรองว่าร้อยทั้งร้อย ก็ปฏิเสธขอลิ้มลอง  แต่ถ้าพ่อแม่มีวินัย  บังคับให้เริ่มหัดกินตั้งแต่เด็ก  ผักก็จะกลายเป็นอาหารประจำชีวิตโดยปริยาย
                ตอนผมเริ่มหัดกินผัก  เริ่มจากผักกาดขาว พัฒนามาเป็นผักบุ้ง  ส่วนผักอื่นๆ ขอส่ายหัว เซย์โนลูกเดียว  เพราะถ้านับอาวุโสแล้ว  ยังถือว่าเป็นระดับอนุบาล ในเรื่องผัก ต้องใช้การพัฒนาการอีกมาก 
                จ๊วต เพื่อนผมคนหนึ่ง หยิบบัตรประชาชนขึ้นมาดู อายุปาเข้าไปยี่สิบ  แต่ชีวิตยังไม่เคยกินผัก  เพราะที่บ้านมีคติสอนใจว่า ก็....แล้วแต่  จ๊วต เลยถือโอกาสเป็นศัตรูกับผัก ตั้งแต่เด็กจนโต พอมาจับคู่กับผม เหมือนกับ ปลาทูคู่น้ำพริกกะปิ  ผีคู่โลงผุ  คนหนึ่งไม่กินผัก อีกคนกำลังเริ่มหัดกิน
                เดินเข้าไปกินก๋วยเตี๋ยวในอัตราควมหิวประมาณ กินควายได้ทั้งตัว  ผมสั่งเส้นหมี่ ลูกชิ้นไม่ใส่ถั่วงอก (ผักใส่ได้พองาม กลัวเด็กตะโกนสั่งว่า เส้นหมี่เด็ก หนึ่งชาม )  จ๊วต ได้ยินออเดอร์  หันหน้าไปกำชับด้วยเสียงหนักแน่นกับเด็กเสริฟ เส้นเล็กลูกชิ้นเนื้อสด ไม่ใส่ผัก  ไม่ใส่ถั่วงอก (เน้นอีกครั้ง เพื่อความชัดเจน)  ไม่ใส่ผัก  ไม่ใส่ ถั่วงอก...
                นั่งรอด้วยความหิวโหย พอเด็กเสริฟวางก๋วยเตี๋ยวลงตรงหน้า  เกือบจะเกิดการฆาตกรรมในร้านก๋วยเตี๋ยว เมื่อ จ๊วต  ตะโกนโวยวายเสียงดังลั่น ด้วยหน้าตาแนว ฆาตรกรต่อเนื่อง บอกแล้วงัย ไม่ใส่ผักๆ
                เด็กเสริฟตอบด้วยเสียงสั่นๆ  ก็ไม่ใส่ผักแล้วงัยครับ  จ๊วตชี้นิ้วลงบนชามก๋วยเตี๋ยว แล้วนี่อะไร  ผมก้มหน้ามองลงไปดู เห็นผักชีประมาณ สองสามก้าน ที่โรยเอาไว้บนก๋วยเตี๋ยว
                โถ....พ่อเจ้าประคู๊น  ใจคอจะไม่ให้มีสีเขียว อยู่ในอาหารเลยเหรอ
                ผมรีบปลอบใจ กลัวเหตุการณ์บานปลาย  เฮ้ย  แค่ผักชีเองน่า  ไม่เป็นไรหรอก
                คอตอบสวนกลับมาทันที ก็กูสั่งไม่เอาผัก  แล้วผักชี ไม่ใช่ผักเหรอว่ะ
                เออ......เมิงถูก  แต่..แหลกล่าย แล้ว
                มีคนไปทำวิจัยเรื่องผักๆกับคนไทย โดยเฉพาะกับเยาวชน เขาพบว่า เด็กไทยกินผักน้อยลงทุกปี  ผลพวงที่ตามมาคือการรับประทานผักผลไม้น้อยทำให้สุขภาพของเด็กแย่ลง ที่เห็นชัดเจนคือเป็นหวัดบ่อย ติดเชื้อง่าย เจ็บคอ ทำให้ต้องกินยา เสียเงินค่ารักษาพยาบาลโดยไม่จำเป็น บางครอบครัวต้องพาลูกเข้าๆ ออกๆ ในโรงพยาบาลปีละหลายครั้ง เสียค่าหมอเป็นเรือนพันเรือนหมื่นต่อปี
อาการเหล่านี้สามารถป้องกันได้ง่ายๆ โดยการเพิ่มภูมิต้านทานให้กับเด็กๆ ได้ทุกวันโดยการกินผักผลไม้เพิ่มขึ้น นอกจากจะได้รับวิตามิน เกลือแร่จากผักผลไม้แล้ว เขายังจะได้รับเส้นใยอาหารที่ช่วยจับไขมันและสารพิษต ่างๆ ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายแรงเช่น มะเร็ง ออกไปจากร่างกาย และช่วยให้การขับถ่ายดี ไม่เป็นโรคท้องผูก
ก่อนสรุปด้วยข้อแนะนำที่ว่าพ่อแม่ควรชักชวนให้ลูกกินผัก อย่าปล่อยให้พี่เลี้ยงทำอาหารง่ายๆ แต่ไม่ถูกหลักโภชนาการให้ลูกกิน พ่อแม่ควรใส่ใจ พิถีพิถันในการเลือกปรุงแต่งเมนูผักให้หลากหลาย และถูกใจเด็ก ๆ มากขึ้น เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมตั้งแต่การเลือกซื้อ การปรุง และมีเทคนิคที่ทำให้เด็กสนุกกับการรับประทานผัก รู้สึกว่าผักอร่อย ไม่ได้เหม็นหรือกินยากอย่างที่คิด และควรรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัวอย่างน้อยวันล ะ 1 มื้อ จะช่วยให้เด็กมีทัศนคติที่ดีและรับประทานผักได้ง่ายข ึ้น เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ
แต่ผมว่าให้ดี น่าจะเชิญชวนในรูปแบบแนวศิลปินนิดๆ  หยิบเพลงเก่าๆของพี่ป้อมอัสนี  มาแปลงเล็กน้อย  แล้วชูแขนขวา ร้องให้เพื่อนๆฟังว่า
เขาว่าให้ดี  จะดูเข้าที  ต้องกินผักชีไว้  ......เอ้ววววววววววว ฯลฯ
                คุณจ๊วต เพื่อนรัก  โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง........เป็นวิทยาทาน
                                                                                                                กุนซือ

เทศกาลธงเหลือง 9/10/2550

     

           เทศกาลกินเจ ปีนี้ค่อนข้างคึกคักครับ สาเหตุหนึ่งเพราะคนไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเทศกาลกินเจกันมากขึ้นเรื่อยๆ  นัยว่า นอกจากเป็นการไม่เบียดเบียนสัตว์แล้ว  ยังเป็นการล้างพิษให้กับร่างกายอีกทางหนี่ง
                ยิ่งปีนี้ไม่ต้องพูดถึง ยอดประชากรกินเจ ของเมืองไทยจะต้องเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา โดยส่วนหนึ่งตั้งวัตถุประสงค์ว่าเป็นการกินเจเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำบุญถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
                ถือเป็นปีนี้ เป็นการกินเจแบบสุขกาย  สุขใจ
                แต่ก็เป็นกฎแห่งการค้า  เมื่อใดก็ตามที่ดีมานด์มากกว่าซัพพลาย  ราคาสินค้าจะต้องขยับตัวเป็นเรื่องธรรดา  ปีนี้ เทศกาลกินเจของเมืองไทยเริ่มกันตั้งแต่วันที่ 11 -20 ตุลาคม ช่วงนี้ นักข่าวก็ตระเวนไปถามราคาผัก ที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ 
                ยิ่งมาเจอน้ำท่วมกระหน่ำเข้าอีกราคาผัก ก็เลยพุ่งในแนวตั้งฉาก จนหลายคนต้องมีการปรับกลยุทธ เพื่อให้กับเทศกาล ธงเหลือง  อาทิ เลือกใช้วัตถุที่จะซื้อมาทำอาหาร อาจจะเลือกผักที่ราคาไม่สูงมากนัก  เขาตำราเน้นปริมาณ แต่ไม่เน้นคุณภาพ  เพราะถือว่าตามกฎ  กติกา  มารยาท ไม่ได้ระบุไว้
                เหมือนกับคติของผู้นำจีนที่ว่า หนูไม่ว่าสีดำ หรือสีเทา  ถ้าจับหนูสำเร็จ  ก็ถือว่าใช้ได้
          อีกด้านที่เป็นผู้ผลิต ก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน จากตัวเลขมูลค่าตลาดอาหารเจ ในเมืองไทยสูงถึง 6,000 ล้านบาท  โดยเมืองฟ้าอมร กรุงเทพมหานครเป็นตัวนำ ที่มีเม็ดเงินบริโภคสูงถึง 2,000 ล้านบาทต่อปี  เหมือนตัวเลขแบบนี้ บรรดาผู้ผลิตทั้งหลายก็เกิดอาการน้ำลายหก 
                ตลาดธงเหลือง ก็เลยเดือดปุดๆ  ผู้ผลิตแย่งลูกค้ากันยกใหญ่ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่า ช่วงนี้เดินเข้าตลาด หรือศูนย์การค้า  เหลียวซ้ายมองขวา จะมองเห็นแต่ธงเหลือง เขียนกลางธงว่าเจ โบกสะบัดอยู่ทุกพื้นที่
                บรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารก็เลยหันมาขยายผลิตภัณฑ์อาหารเจหลากหลายชนิดตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารเจแช่เย็นแช่แข็ง อาหารเจกึ่งสำเร็จรูป และเบเกอรี่เจ
 ทำให้ผู้ที่ต้องการบริโภคอาหารเจมีทางเลือกมากขึ้น อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคยังเน้นนโยบายประหยัด  อยากกินเจ  เพื่อสุขภาพในสไตล์รัดเข็มขัด
 ทำให้บรรดาผู้ที่จำหน่ายอาหารเจบางรายต้องปรับตัวโดยการใช้กลยุทธ์ไม่ปรับราคา โดยอาจจะปริมาณลงเล็กน้อยหรอปรับวัตถุดิบเพื่อเฉลี่ยต้นทุนไม่ให้เพิ่มขึ้นมากนักทำให้สามารถจำหน่ายในราคาเดิมได้
แต่เชือว่าปีนี้อาจจะมีอาหารเจ  รูปแบบใหม่ๆ มานำเสนอให้กับประชาชนคนไทยทั้งหลายได้เห็นมากขึ้น  เพราะเดาออกว่า ตลาดอาหารเจ ปีนี้ เงินสะพัดมากกว่าทุกๆปีแน่นอน  โดยมีกระแสกินอาหารสุขภาพ(เจ) เพื่อในหลวง เป็นตัวฉุดเรตติ้ง
เรื่องการพลิกแพลง  ประดิดประดอย นี่ขอยกนิ้วให้คนไทยอยู่แล้วครับ  เทศกาลไหว้พระจันทร์ที่ผ่านมา  ยังมีขนมไหว้พระจันทร์ ใส้ ต้มยำกุ้ง  ออกมายลโฉมให้คนซื้อต้องเกาหัว จินตการไม่ค่อยออกว่ารสชาดจะกลมกล่อมในแนวไหน
ปีนี้ ตั้งใจว่าจะออกเดินสำรวจ เพื่อหลังเสร็จเทศกาลเจ  ต้องมาคุยกับคุณๆอีกครั้งว่านวัตกรรม อาหารเจของประเทศไทยปีนี้   จะอะเมซซิ่ง แค่ไหน.......โปรดติดตาม
                                                                                                กุนซือ

เชงเม้ง 25/3/2551

   

           พอถึงเดือนเมษายน มีเทศกาลหลากหลายให้เลือกครบครัน ไม่ว่าฝรั่ง ไทย จีน  ฝรั่งมังค่าพอถึงวันที 1 เมษายน ซึ่งเป็นวัน April Fool’s Day หรือเรียกกันง่ายๆว่า วันตอแหลแห่งชาติ  ใครจะหลอก ใครจะปล่อยข่าวให้ชาวประชาตื่นตกใจอย่างไรก็ได้ 
แล้วค่อยมาเฉลยว่า ยิ้มหน่อยน่า  ดาราจำเป็น
  ฉะนั้นช่วงวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี หากใครไปเที่ยวแถบยุโรปหรืออเมริกา  ต้องรีบหาตุ้มหูมาใส่ ป้องกันโรคหูเบา
                ถ้าเป็นพี่ไทยก็ไม่ต้องพูดถึง พอถึงเดือนเมษายน ก็เริ่มนับถอยหลังเข้าอภิมหางานสงกรานต์ อย่างเดียว  แต่ถ้าเป็นคนจีน  ช่วงต้นเดือนจะถึงงานเชงเม้ง ซึ่งเป็นงานบูชาบรรพบุรษที่เสียชีวิตไปแล้วของคนจีน
 วันเชงเม้ง(Ching Ming ) มีกำหนดในเดือน 5 ของจีน ซึ่งจะอยู่ในช่วงประมาณต้นเดือน เมษายน ของทุกปี  ก่อนวันพิธีจะมีการทำความสะอาดหลุมฝังศพของบรรพบุรุษ หลังจากนั้นในวันพิธีจะมีการเซ่นไหว้อาหารหวานคาว ที่หลุมฝังศพ เพื่อเป็นการ รำลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ และเป็นการส่งอาหารให้ทุกปี เพื่อมิให้อดอยาก เมื่อไปอยู่อีกภพหนึ่ง คนจีนส่วนใหญ่ จะหยุดงานมาร่วมพิธีกัน พร้อมหน้าพร้อมตา หรือถือว่าเป็นวันพบญาติของคนจีนก็ว่าได้
          เมื่อเดือนก่อนผมกับพี่ๆน้องๆ เดินทางแบบซำเหมาทัวร์ไปเที่ยวที่มาเก๊าและฮ่องกง  พอมาถึงฮ่องกง  ก็กางแผนที่ ซื้อตั๋วรถไฟใต้ดิน ออกพเนจร  วันหนี่งเข็มทิศของชาวคณะชี้ไปแถวดิสนีย์แลนด์ หลังจากจับมือร้องฮ่อ เรียบร้อย ก็ตั้งขบวนเดินหน้าขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน  แต่เนื่องจากอายุอานามของคณะเมื่อรวมกันแล้วทะลุ 300 ปี โปรแกรมเลยจึงต้องเปลี่ยนกันกลางอากาศ
                ทุกคนเลยขอแค่ชะโงกทัวร์ที่ดิสนีย์ฯ  แต่เปลี่ยนเป้าไปสุดสายของรถไฟฟ้าใต้ดิน   เพราะมีเคเบิ้ลลอยฟ้าที่สามารถชมวิว  ใกล้ๆสนามบินเชฟ ลั่ก ก๊อก  ควักกระเป่าจ่ายไปคนละ 80 เหรียญฮ่องกง  ชาวคณะ 7 ผู้กล้าแห่งกังหนำ  ก็กระโดดขึ้นกระเช้าลอยฟ้า ที่ค่อนข้างจะกว้างขวางนั่งได้ประมาณ 10 คน
                กระเช้าใต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนอยู่เหนือยอดดอย  บางคนเริ่มเหม่อชมวิวของเกาะ และชายทะเล  บางคนดูป่าไม้และขุนเขา   ซึมซับของคำว่าธรรมชาติ อย่างแท้จริง  ข้างล่างมีแต่ป่ากับป่า และป่า  ซึ่งยังเป็นผืนดินป่าอันอุดมสมบูรณ์ที่เหลือยู่ของฮ่องกง  แต่เริ่มมีคนในคณะสังเกตเห็นทางเล็กๆ คดเคี้ยวไปตามหุบเขา เหมือนกับทางคนเดิน
                ปุจฉาเริ่มผุดขึ้นทันที ใครจะมาเดินในป่าอย่างนี้  ถนนซักสายก็ไม่มี ชันก็ชัน สูงก็สูง หรืออาจจะเป็นเส้นทางนายพรานเอาไว้ล่าสัตว์  แต่คำตอบยังล่องลอยอยู่ในสายลม  จนกระทั่งกระเช้าลอยฟ้าใต่ไปถึงยอดภูเขาลูกที่สอง  คำตอบเริ่มมีเค้าลาง  เมื่อดูจากที่สูงของกระเช้าไฟฟ้าจะเห็นฮวงซุ้ยของของจีน มีอยู่เป็นระยะๆ  นับด้วยสายตา ประมาณ 5-6 หลุม
                เป็นฮวงซุ้ย ที่ได้ฮวงจุ้ยจริงๆ  คือหลังพิงเขา  หน้าพุ่งออกทะเล  ข้อเสียมีอยู่อย่างเดียวคือ  มาตั้งอยู่กลางป่า   แต่สำหรับคนจีนแล้ว
 เพื่อบรรพบุรุษ  ถ้าค้นพบสุดยอดฮวงจุ้ย  ใยต้องสนใจสิ่งอื่น
                หลายคนในคณะเริ่มออกอาการสงสัย  อ้าว! อย่างนี้ถ้าช่วง เชงเม้ง  ที่ลูกหลานจะต้องเอาของมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษ  จะมาอย่างไร  สมมุติวันเชงเม้งตรงกับวันที่ 3 เมษายน  สงสัยทั้งครอบครัวอาจจะหอบลูกจูงหลาน ออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 1  กลับมาถึงบ้านอีกทีก็วันที่ 5 อะไรทำนองนั้น
                ประเด็นเริ่มแตก ความเห็นหนึ่งบอกว่า ถึงแม้จะออกเดินทางมาก่อน 2 วัน แต่ข้าวของเซ่นไหว้ก็เยอะ แถมยังต้องแบกเป้ อุปกรณ์ป่าอีก  งานนี้ตูฟันธงว่า ต้องจ้างลูกหาบเป็นแน่แท้ 
                ในหัวผมเริ่มเห็นภาพพรานใหญ่ รพินทร์  ไพรวัลย์ แห่งเพชรพระอุมา  พาลูกสมุนคู่ใจไม่ว่าจะเป็นบุญคำ  จัน เส่ย เกิด  มารับจ้างแบกหาม นำทางไปเซ่นไหว้  แทนที่จะไปมรกตนคร
                รุ่นน้องคนหนึ่งออกไอเดียว่า งานนี้ผมว่าต้องมีการเตรียมตัวอย่างน้อย 1 เดือน  เหมือนคนจะไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ต้องมีการวอร์มร่างกายให้เข้าที่-เข้าทาง  พอถึงเดือนมีนาคม ก็เริ่มออกจ๊อกกิ้งทุกวัน สุดสัปดาห์ก็พาครอบครัวไปตั้งแคมป์ หาของป่ากิน  เพื่อปรับสมดุลร่างกาย ฯลฯ
                งานนี้ผมเองในฐานะที่เป็นลูกครึ่งจีน-ไทย  ข้างละ 50 % ขอออกความเห็นสั้นๆว่า  อาจจะต้องมีการขอขมาท่านผู้อาวุโสผู้ล่วงลับ ย้ายฮวงซุ้ย แล้วจำใจทิ้งฮวงจุ้ยไว้เดียวดาย  หากทำใจไม่ได้เพราะกลัวบรรพบุรุษท่านจะเคือง 
                อาจจะต้องใช้ไม้ตาย  ใช้มืออาชีพเข้ามาสนับสนุน ส่งเครื่องเซ่นไหว้ไปกับ  FedEx  แทน เพราะเขาโฆษณาเอาไว้ทั่วโลกว่า ส่งของได้ทุกที่  ตรงเวลา
                                                                                                                                กุนซือ

อีกมุมของเขาพระวิหาร 7/8/2551


อีกมุม ของเขาพระวิหาร
        เป็นอันว่า ปราสาทเขาพระวิหารเสร็จเรียบร้อย โรงเรียนขะแมร์  หลังจากยูเนสโก ยกให้เป็นมรดกโลก ถือว่างานนี้เขมรได้รับผลสำเร็จจากการเดินหน้าอย่างจริงจัง ทั้งต่อหน้าและล๊อบบี้    จนในทึ่สุดก็ถึงฝั่งฝัน ก้ไม่รู้ว่าอนาคตพื้นที่ทับซ้อนที่ยังเป็นปัญหาระหว่างไทยกับเขมร จะออกหัว ออกก้อย กันอย่างไร แต่ถ้าตามรูปมวยแล้ว ถือว่าเราเป็นรองอยู่หลายขุม เพราะอย่างน้อย ผู้คนบนโลกก็เข้าใจไปแล้วว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของเขมร แต่เพียงผู้เดียว
        มีอีเมล์ฉบับหนึ่ง ส่งมาถึงผม ให้ความเห็นเรื่องเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหาร อ่านแล้วก็ต้องบอกว่าเข้าใจเปรียบเทียบ อธิบายได้ดี เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องคนไทยบางคน ยังเกิดอาการ"งงๆ" ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร วันนี้เลยขออนุญาติหยิบมาให้คุณๆได้อ่านอีกมุมหนึ่งเกี่ยวกับคดีนี้ ซึ่งอยู่ในความสนใจของคนไทยและคนกัมพูชา 
        ถ้าเราๆท่านๆเปรียบปราสาทพระวิหารเป็น " รถยนต์ "   แล้วศาลโลกตัดสินว่า ตัวรถเป็นของ " เขมร " ส่วนล้อรถเป็นของ " ไทย " ถ้าเราพูดว่า " รถ " ก็ย่อมหมายถึง " รถทั้งคัน " ซึ่งรวมทั้ง " ตัวรถและล้อรถ " ใช่ไหม ?
        ดังนั้น " ตัวรถที่ไม่มีล้อ "   ก็ยังไม่ใช่รถยนต์...
                เช่นเดียวกัน " ล้อรถ 4 ล้อ...ที่ไม่มีตัวรถ " ก็ไม่ใช่ " รถยนต์ "
        ดังนั้นจะเรียกว่ารถยนต์ได้....ต้องรวมกันทั้ง " ตัวรถและล้อรถ " เท่านั้น
        ดังนั้นถ้าพูดถึงปราสาทพระวิหาร ก็จะไม่ได้หมายถึงตัวปราสาทหลักเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมถึง บันไดทางขึ้น สถูป และเทวะสถานรายรอบตัวปราสาทหลักด้วย ซึ่งไม่สามารถแบ่งแยกได้ ก็เหมือนกับคุณจะไปจดทะเบียนรถยนต์
                แล้วบอกว่าจะขอจดทะเบียนเฉพาะตัวรถ ไม่รวมล้อรถ เพราะล้อรถไม่ใช่ของผม
                ก็ไม่สามารถทำได้ นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหามาตลอด เพราะเขมรต้องการความชอบธรรมเชิงนิตินัย ( ทางพฤตินัยเค้าได้ไปนานแล้ว)
        แต่ครั้นจะมาบอกขอให้ไทยทำสนธิสัญญา บอกว่ายอมรับว่าปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร ก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะไทยไม่มีทางยอม เพราะตั้งแต่อดีต เรายื่นคัดค้านมาตลอดว่า แม้เราจะยอมรับในคำตัดสินของศาลโลก แต่เราไม่ยอมรับว่าปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร เราไม่เคยยอมรับเชิงนิตินัยแม้แต่วันเดียว
        ดังนั้น เขมรผู้ชาญฉลาด ก็หาทางอื่นที่จะได้ความชอบธรรมเชิงนิตินัยเหนือปราสาทพระวิหาร โดยขอยื่นจดทะเบียนมรดกโลก ในนามของเขมร
                ซึ่งแน่นอน ไทยก็คัดค้านว่า ในเมื่อบันไดทางขึ้น และสถูป เทวสถานบางส่วนมันเป็นของไทย เขมรจะไปขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นของตนคนเดียวได้ไง ซึ่งทางมรดกโลกก็ให้กลับมาตกลงกันก่อนว่าจะเอายังไง
        มาคราวนี้เขมรก็ฉลาดอีก บอกว่าจะขึ้นทะเบียนในส่วนของตน
                คือเอาแค่ตัวปราสาทเท่านั้น ไม่กินดินแดนของไทยเลย
                แต่เค้าก็ยังจดทะเบียนไม่ได้อยู่ดี เพราะอะไร ก็เหมือนกับ เขมรจะเอาตัวรถไม่รวมล้อไปขึ้นทะเบียน มันก็ขึ้นไม่ได้ใช่ไหม เลยต้องมาขอความยินยอมจากไทย เจ้าของล้อรถ ว่าเขมรจะขึ้นทะเบียนรถคันนี้ แต่ไม่รวมล้อรถน่ะ ไทยอนุญาตไช่ไหม
        ฝ่ายไทยแกล้งโง่หรือไงไม่ทราบ ? ได้ลงนามยินยอมไป แล้วให้ รมต.นพดล ปัทมะมาบอกกับคนไทยว่า เขมรจะขึ้นเฉพาะตัวรถเท่านั้น ฮ่าๆๆ แต่ " ล้อรถ " ยังเป็นของเราอยู่   เราไม่ได้เสียประโยชน์อะไร ซึ่งเป็นการพูดโง่ๆ เพราะถ้าไทยยอมอย่างนี้ เขมรก็จะสามารถจดทะเบียนได้ เพราะได้คำยินยอมจากเจ้าของล้อรถแล้ว
        คราวนี้ปราสาทพระวิหารก็จะ กลายเป็นของเขมรถูกต้องตามนิตินัยทันที
                 และจะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย ยอมรับ ทางนิตินัย ว่าเข้าพระวิหารเป็นของเขมร
                แม้จะมีหมายเหตุเล็กๆ ท้ายคำขึ้นทะเบียนว่า ที่ขึ้นทะเบียนน่ะ ไม่รวมล้อรถก็ตาม แต่รถคันนี้ก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นของเขมรถูกต้องตามนิตินัยแล้ว
        พอผู้คนเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล เพราะแอบทำกับแบบเร่งรีบ และงุบงิบไม่บอกประชาชน นักวิชาการก็หยิบมาชำแหละกันแบบเห็นๆ  รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ซึ่งหลายคนบอกว่าไม่แน่ใจว่าเป็น รมต.ต่างประเทศไทย หรือว่าเป็น ทนายความส่วนตัวของฮุน เซน  ก็ออกมาพูดว่า จะเอาบันไดทางขึ้น และสถูปเทวะสถานรอบๆ ไปขึ้นเป็นมรดกโลกบ้าง
                ซึ่งก็เป็นการเจตนาโกหก เพราะมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ที่คุณจะเอาเฉพาะล้อรถ 4 ล้อ ไปจดทะเบียน ใครจะไปจดให้คุณ
        ล้อมันจะมีความสำคัญก็ต่อเมื่อยู่คู่กับตัวรถ แต่นี่คุณเซ็นยินยอมให้เขมรเอาตัวรถไปจดทะเบียนแล้ว ล้อรถที่คุณมีคุณก็เอาไปทำอะไรไม่ได้
        ทางออกที่พูดมาโดยตลอด คือ   ทำไม ? ทำไมไม่ยื่นจดทะเบียนร่วมกัน ?  " ในเมื่อรถไม่มีล้อ....มันก็ยังไม่ใช่รถ!!!!   มันจดทะเบียนไม่ได้ ซึ่งถ้าไทยไม่ยอม เขมรก็จดไม่ได้แน่นอน เพราะเจ้าของล้อรถไม่ยอม
                ดังนั้น เราควรยืนยัน " ยื่นจดทะเบียนเป็นเจ้าของร่วม " เท่านั้น ไม่ใช่ไปเซ็นยินยอมให้เค้าจดทะเบียน ในนามเค้าคนเดียว
        ซึ่งก็ออกมาพูด อีกว่า ไทยได้ยื่นขอจดทะเบียนร่วมไปแล้ว (ซึ่งยื่นไปนานแล้วหล่ะ) แต่เขมรมันไม่ยอม มันจะขึ้นในชื่อมันเพียงคนเดียว   เรื่องเลยคาราคาซังกันมายาวนาน เพราะเขมรมันจะเอาผลประโยชน์คนเดียว อยากเป็นเจ้าของปราสาทคนเดียว ทั้งๆที่ตัวเองไม่มีล้อรถ แต่ดันอยากไปจดทะเบียนรถทั้งคัน เป็นของตนคนเดียว
        ในเมื่อเขมรมันยังไม่ยอมจดทะเบียนร่วมเลย แล้วทำไมคราวนี้ไทยต้องไปยอมมัน เข้าใจหรือยังหล่ะ ว่าไทย แทนที่จะยืนกรานขอจดร่วม แต่วันนี้นายนพดล  ปัทมะ รมต.ต่างประเทศของงไทยผู้ใจดี สละสิทธิที่ควรมีของไทยที่จะเป็นเจ้าของร่วม ไปเซ็นยินยอมให้เขมรเป็นเจ้าของผู้เดียว      ทั้งที่ถ้าไทยไม่ยอม เค้าก็ไม่สามารถจดได้ และมันก็เป็นความชอบธรรมของเรา ไม่ได้โกงเค้า เพราะเราเป็นเจ้าของล้อรถ และรถไม่มีล้อ มันก็ไม่ใช่รถ เพราะฉะนั้น เราคือเจ้าของรถร่วม ไม่ใช่ รถเป็นของเขมร แต่ล้อเป็นของเรา คุณแยกความต่างออกไหม
        สิ่งที่เขมรพยายามทำคือ พยายามบอกว่า รถน่ะเป็นของเค้าคนเดียว ไทยน่ะเป็นเจ้าของล้อรถเท่านั้น ทั้งๆที่จริงไม่ใช่ เราคือเจ้าของร่วม เพราะรถไม่มีล้อ ก็ไม่ใช่รถ ไปจดทะเบียนไม่ได้
        ไม่เข้าใจทำไมถึงไปสละสิทธิในการเป็นเจ้าของร่วม โดยกลับมายอมรับว่าไทยไม่ใช่เจ้าของร่วม แต่ไทยเป็นเพียงเจ้าของล้อรถ คุณเข้าใจถึงผลประโยชน์ที่ไทยเสียไปหรือยัง คราวนี้มาดูสิ่งที่จะตามมา ที่ว่าการทำแบบนี้ สุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดน ก็เพราะเมื่อเขมรจดทะเบียนโดยไทยยินยอมแล้ว เขมรก็จะได้สิทธิทางนิตินัย ได้ขึ้นชื่อว่าปราสาทพระวิหารเป็นของเขมรโดยชอบธรรม
        ดังนั้นพื้นที่ทับซ้อนรอบบริเวณปราสาทที่ยังตกลงกันไม่ได้ เพราะมันก่ำกึ่งเหลือเกินว่าเป็นพื้นที่ของใคร ถ้ามีข้อพิพาท ต้องขึ้นศาลโลกอีกที
                คุณคิดว่าเค้าจะตัดสินให้ใครล่ะ ระหว่างเจ้าของตัวรถที่จดทะเบียนเป็นเจ้าของรถถูกต้องโดยความยินยอมเห็นชอบของเจ้าของล้อแล้ว ซึ่งก็คือเขมร
                หรือจะให้ไทย เจ้าของล้อรถเท่านั้น ที่ไม่มีอะไรทางนิตินัยระบุว่าเป็นเจ้าของเลย แถมเคยไปเซ็นยินยอมให้อีกฝ่ายขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวด้วย
        อ่านเสร็จ ....ต้องกลืนก้อนแข็งๆลงคอ อยากตะโกนร้องเพลงกรอกหู คุณนพดล ปัทมะว่า  "ดู๊  ดู๋ ดู ...ดูมันทำ .....ทำไมเมิงง..ถึงทำกับฉันได้.."
                                                                                                                                        กุนซือ

เกรียน 24-6-2552

   

       เรื่องหนึ่งที่ผมค่อนข้างจะกลัวเป็นพิเศษ คือเรื่อง ตกข่าว ตกกระแส ดังนั้นทุกวันเลยต้องพยายามทำตัวให้อัพ เดท กับเขาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะวัยรุ่นขาโจ๋ทั้งหลายว่ายุคนี้ นาทีนี้ เขาพัฒนาไปถึงไหนแล้ว
          อย่างหนึ่งที่เป็นตัวช่วยคือเข้าไปอ่านกระทู้ในเว็บชื่อดังต่างๆ ดูศัพท์แสง ความคิดที่แสดงออกผ่านโลกออนไลน์ ที่ไม่มีขอบกั้น ทำให้ได้รู้ว่าใต้สมองวัยรุ่นไทยตอนนี้เป็นอย่างไร
          วัยรุ่นนั้นถือว่าเป็นคนที่อยู่ในวัยที่พลังงานเหลือเฟือดังนั้นต้องมีกิจกรรมให้ทำ ให้คิดอยู่มากมาย เข้าข่ายอยู่นิ่งไม่ได้ ขอไฮเปอร์ซักเล็กน้อย  ยิ่งพ.ศนี้ วัยรุ่นไทยใช้อินเตอร์เน็ตเป็นฐานในการแสดงออกของตนมากยิ่งขึ้น เลยก่อเกิดศัพท์แสลงมากมาย เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า นี่เป็นศัพท์ของชนชั้นวัยรุ่น ผู้เฒ่าทั้งหลายถ้าอ่านผ่านตา ต้องทำหน้าแมวสงสัยโดยพลัน
          ผมเองพยายามศึกษาศัพท์วัยรุ่นทั้งหลายมาโดยตลอดว่าที่มา ที่ไปเป็นอย่างไร เพราะศัพท์บางตัวเป็นการพัฒนาผสมคำในระดับที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายต้องอึ้ง นึกอยู่ในใจว่าคิดได้งัยฟ่ะหลายเดือนที่ผ่านมามีประโยคหนึ่งที่หลุดเข้าในใจผม อ่านปุ๊บ งงปั๊บ มันแปลว่าอะไรครับพี่น้อง 
                 คือคำว่า"เกรียนในโลกไซเบอร์ของวัยรุ่น
          วันนี้เลยขออนุญาตขาโจ๋ทั้งหลาย มาอธิบายนิยามของคำว่าเกรียนให้กับผู้อ่านที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย รวมถึงผู้เฒ่าชราทั้งหลายได้รับทราบ เผื่อเป็นองค์ความรู้ ในยามที่ต้องปะทะขาโจ๋ทั้งหลาย เพื่อจะได้ไม่ได้ถูกประณามว่า แก่เกินแกง
          ย้อนรอยถอยหลังไปในสมัยที่เกม แร็กนาร็อกออนไลน์  โด่งดังไปทั่วไทย เด็กไทยคนไหนไม่เล่นแสดงว่าตกกระแส จนสุดท้ายกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทสและการสื่อสารต้องออกโรงเข้ามาออกกฏว่า ห้ามเยาวชนต่ำกว่า 18 ปีเล่นเกมออนไลน์หลัง 4 ทุ่ม และห้ามเล่นเกิน 3 ชั่วโมงต่อวัน
          พอกฎเหล็กออกมาอย่างนี้ บรรดาวัยรุ่นตั้งไข่ จนถึงวัยรุ่นเต็มตัวทั้งหลายก็เลยเดือดร้อนกันถ้วนหน้า  สิ่งที่ระบายอารมณ์ออกมาได้คือ เข้าไปเขียนกระทู้ต่างๆในเว็บไซต์ เพื่อปลดปล่อยความโมโห และความไม่พอใจของตน และแน่นอนว่า ข้อความทั้งหลายที่ระบายออกมาแต่ละประโยค แต่ละคำล้วนแล้วแต่ก้าวร้าว และดุดัน
          คำว่าเกรียนและอุแว้ ออกมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของคนกลุ่มนี้
          ตอนหลังเริ่มมีการพัฒนาการไปอีกขั้น จากนิยามที่ว่าเป็นเด็กก้าวร้าว ที่ขาดการควบคุมดูแล  คำว่าเกรียนอาจจะหมายถึง บรรดาพวกที่หน่อมแน้มทั้งหลาย  ไม่ประสีประสากับโลกใบนี้เวลา
แชดกันหรือให้ความเห็นในกระทู้ในเว็บ ก็แสดงว่าเปิ่น ความเชยให้เห็นเป็นระยะๆ  บรรดาคนแบบนี้มักจะได้รับประโยคตอบรับ สวนกลับมาว่า
          อย่ามา...เกรียน  ถือว่าเป็นประโยคที่เจ็บมาก  ตบหน้าสิบทียังไม่เจ็บเท่าประโยคนี้
                มีคนเขียนทฤษฎีว่าด้วยบุคลิกภาพของเกรียนดังนี้ว่าบุคคลที่อยู่ในสภาวะเกรียน อาจมีบุคลิกภาพต่อไปนี้มากกว่า 1 ข้อ
          1.มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ถึงขั้นที่เชื่อว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ หรือสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเอง
          2.มี EQ ต่ำ เนื่องจากจะแสดงออกตามอารมณ์เป็นที่ตั้ง โดยไม่คำนึงถึงเหตุผล มีความอดทนต่อสิ่งเร้าภายนอกน้อยกว่า
บุคคลปกติ
          3.ใช้การแสดงออกทางวาจา (หรือข้อความที่พิมพ์) มากกว่าทางความคิด และใช้คำหยาบคายบ่อยครั้ง
          4.ไม่รู้จักมารยาทในสังคม สร้างความรำคาญและไม่คิดถึงความทุกข์ร้อนของคนรอบข้าง
          5.ชอบเรียกร้องความสนใจ สร้างประเด็นปัญหา ทำให้เกิดข้อขัดแย้งและการทะเลาะวิวาท
          6.มักจะรวมกลุ่มระหว่างเกรียนกันเอง เนื่องจากผู้อื่นไม่คบหาสมาคม
          7.ชอบคิดว่าผู้อื่นด้อยกว่าตน มักจะพยายามหาทางดูถูกผู้อื่นทุกด้าน และจะคิดว่าตนนั้นมีทุกอย่างสมบูรณ์เสมอ
          วันนี้ประเทศไทยกำลังโดนเผาบ้าน เพราะคนไทยไม่สนใจว่าชาติจะเป็นอย่างไร ขอให้กลุ่มของตน ทัศนคติของตนเป็นใหญ่ก็พอ  ถึงเวลาแล้วครับที่คนไทยส่วนใหญ่ในบ้านหลังนี้ จะต้องออกมาตะโกนให้ทั้ง  กลุ่มที่เผาบ้าน เผาเมือง ในตอนนี้ให้รับรู้ว่า
          เฮ้ย  ....เอ็งอย่ามาเกรียน
                                                                             กุนซือ