วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เส้นทางไปสวนบ้านแม่แอน


ขับรถจากเชียงใหม่ใช้เส้นทางเชียงใหม่-แม่ริม ทางหลวง 107 เมื่อมาถึงอำเภอแม่ริมจะผ่านที่ทำการอำเภอแม่ริม




ขับผ่านไปเรื่อยๆ จะเจอป้ายแยกสะเมิง ให้ขับตรงไป


ผ่านสามแยกสะเมิง เราขับรถตรงไปทางอำเภอแม่แตง

ขับมาประมาณ 1 กิโลเมตร ผ่านสะพาน แล้วขับผ่านโค้งมาแล้วให้สังเกตุแยกด้านซ้ายมือ จะมีป้ายบอกเข้าวัดเจดีย์สถาน

เลี้ยวซ้ายเข้าซอยนี้

จากนั้นขับตรงไปเรื่อยๆ ผ่านสะพานข้ามคลองชลประทาน


ขับตรงไปเรื่อยๆ จะเจอแยกที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนานาชาติเปรม ที่อยู่ทางขวา ให้ขับตรงต่อไป

ผ่านหมู่บ้านสมหวัง

ผ่านสุสาน

ขับตรงมาซักพักจะเจอสี่แยก ที่จะแยกไปบ้านหนองบ้านมัน ให้ขับตรงต่อไปอีก

ตรงมาเรื่อยๆ ให้สังเกตุ มีทางแยกทางด้านซ้ายมือ ที่จะแยกเข้าบ้านแม่แอน ให้เลี้ยวซ้ายเข้าที่แยกนี้

เจอทางแยกต่อมาให้เลี้ยวขวา ตามลูกศร แล้วขับตรงไปตามทางบังคับ

เมื่อเข้าสู่บ้านแม่แอน จะเจอแยกที่ไปวัดแม่แอน ให้ขับตรงต่อไปอีก

ขับมาประมาณ 100 เมตร จะเจอทางสามแยก 

ให้เลี้ยวซ้ายใช้เส้นทางแยกตรงกลาง

แยกนี้

แล้วขับตามทางไปเรื่อยๆ 


จนเจออ่างเก็บน้ำ มองข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามตรงที่ทำหมุดปักไว้ อยู่ใกล้สันเขื่อน  พิกัดดาวเทียม ตำบล ห้วยทราย อำเภอ แม่ริม


วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559

ร้านส้มตำร้องจ๊าก แก้เกมพิษมะนาวแพง




มะนาว   มีความจำเป็นมากสำหรับการดำเนินชีวิตของคนไทย  เพราะคนไทยชอบกินอาหารที่มีรสชาติจัด  เช่น  เผ็ด  เปรี้ยว ดังนั้น มะนาวจึงเป็นวัตถุดิบทางการเกษตรอีกชนิดหนึ่งที่จะขาดไม่ได้  มองย้อนไปตั้งแต่อดีต“มะนาว” เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่อยู่คู่กับครัวไทยมาช้านาน
เนื่องจากมะนาวช่วยเติมแต่งรสชาติของอาหารให้มีความอร่อยเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ผูกใจให้ใครต่อใครชื่นชอบไม่ว่าจะนำไปปรุงรสในอาหาร เช่น การใช้ทำน้ำพริก ต้มยำ ลาบ น้ำตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งส้มตำที่เป็นอาหารที่ได้รับความนิยม ใช้มะนาวเป็นส่วนผสมในการเพิ่มรสชาติ
จากการที่มะนาวกลายเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ แต่เมื่อสภาวะสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป ฝนไม่ตกตามฤดูกาลเกิดปัญหาภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในหลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้มะนาวที่ออกสู่ท้องตลาดในปัจจุบันไม่ได้คุณภาพตามที่ผู้บริโภคต้องการ ส่งผลให้ราคามะนาวพุ่งสูงขึ้น
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจราคามะนาวตามท้องตลาดในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามะนาวมีราคาเพิ่มขึ้นหากเทียบกับเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
โดย ป้าดาว แม่ค้าขายมะนาว ย่านตลาดวโรรส(กาดหลวง) เปิดเผยว่า ตอนนี้ราคามะนาวขยับขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลที่ทำให้ราคาขยับขึ้นเกิดจากปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้ดอกมะนาวร่วงและออกผลช้า เมื่อเข้าหน้าร้อนตั้งแต่ช่วงเดือน มีนาคม-เมษายน มะนาวจะแพงแบบนี้ทุกปี
แต่พอเข้าช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงหน้าฝน ผลผลิตลูกมะนาวออกจะเริ่มถูกลง แต่ถ้าหากเปรียบเทียบราคาจากปีก่อนปีนี้ราคายังถือว่าไม่แพงมาก
ป้าดาว กล่าวต่อว่า ส่วนมะนาวแต่ละอย่างจะมีความแตกต่างกัน มะนาวแป้นจะแพงกว่าเพราะคนนิยมใช้นำไปประกอบอาหาร  ส่วนมะนาวไร้เม็ดคนจะไม่นิยมใช้มากเท่าไร ส่วนมากจะใช้แค่นำไปคั้นน้ำมะนาว


จะเห็นได้ว่าการขึ้นราคาของมะนาวส่งผลกระทบต่อแม่ค้า ทำให้มะนาวขายออกช้าเนื่องจากคนใช้มะนาวสดน้อย ลูกค้ากลับไปใช้อย่างอื่นที่สามารถทดแทนมะนาวได้ ยกตัวอย่างเช่น มะม่วง มะขามเปียก เป็นต้น
ด้านนางสาวอัมพกา แก้วไธสง เจ้าของร้านเจ๊นิด ย่านตลาดเมืองใหม่ กล่าวว่า ราคามะนาวเริ่มแพงขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม แต่ถ้าหากเปรียบเทียบจากปีที่ผ่านมาถือว่าปีนี้แพงขึ้นเกือบเท่าตัว และขนาดของมะนาวในปีนี้เล็กลงกว่าปีที่แล้วด้วย
ซึ่งส่วนใหญ่แม้ค้าที่มาซื้อมะนาวจะซื้อลูกเล็กหรือซื้อน้ำมะนาวสด น้ำมะนาวผสม และน้ำมะนาวเทียม ซึ่งแล้วแต่ร้านไหนใช้ไปทำ
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ราคามะนาวพุ่งสูงขึ้นอาจเป็นเพราะปีนี้เกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตมะนาวที่ออกมาไม่ได้คุณภาพ มะนาวเกิดผิวแห้งไม่สวย แต่ถ้าหากรับมาเยอะไม่สามารถทำได้ ซึ่งทำให้ราคาขายของมะนาวต่ำลง ซึ่งทำให้ลูกค้าไม่ค่อยอยากจะซื้อมะนาว จึงเลี่ยงไปซื้อน้ำมะนาว หรือใช้น้ำมะนาวเทียมแทน เจ้าของร้านเจ๊นิด กล่าว
ขณะที่แม่ค้าร้านขายผัก ย่านตลาดวโรรส(กาดหลวง) กล่าวว่า ราคามะนาวตอนนี้สูงขึ้นทุกวันเนื่องจากหน้านี้เป็นหน้าแล้ง หากเปรียบเทียบราคามะนาวจากปีก่อนเรื่องขอราคามะนาวไม่ได้แพงมาก แต่ราคาจะขึ้นลงตามขนาด ถ้าหากใหญ่สุดตอนนี้อยู่ที่ลูกละ 5-7 บาท รับมา 4-6 บาท ตามขนาดเล็กสุดลูก 3 บาท รับมา 2.50 บาท
ซึ่งเป็นราคาที่พ่อค้าคนกลางรับมาแล้วนำมาขายต่อ แต่ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าผ่านกระบวนการอย่างไรบ้าง ส่วนปีที่แล้วในช่วงสงกรานต์ลูกใหญ่สุดตกลูกละ 12 บาท ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าลูกละ 7 บาทในปีอยู่นิดหน่อย
แต่ทางร้านอาหารส่วนมากก็ใช้ยังอยู่เพราะว่าเป็นของที่จำเป็น แต่ปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นน้ำมะนาวผสมหรือน้ำมะนาวเทียม ส่วนสาเหตุที่ทำให้ราคามะนาวพุ่งสูงขึ้นอาจเป็นเพราะปีนี้เกิดปัญหาภัยแล้ง เนื่องจากมะนาวไม่ได้น้ำจึงทำให้ผลผลิตมะนาวโตไม่ได้ขนาด ไม่ได้มีเพียงแค่มะนาวได้รับผลกระทบ แม้กระทั่งลูกมะกรูดตอนนี้ไม่มีลูกมะกรูดขายเลย แต่ช่วงหน้าแล้งของเลยไม่ค่อยมี แต่ถ้าเป็นหน้าฝนมะนาวจะถูกมาก ตั้งแต่ลูก 7 บาท พอหน้าฝนจะเป็นลูกละ 3 บาท เพราะถ้าหากมะนาวได้น้ำก็จะโตขึ้นตามกระบวนการตามธรรมชาติของมะนาว


ส่วนนางสาวทัศนี คุณธรรม ผู้ประกอบการร้านส้มตำ  ย่านเดียวกัน เปิดเผยว่า ตอนนี้ราคามะนาวในตลาดแพงมาก ส่งผลให้ยอดการขายส้มตำขายได้วันต่อวันการขายตกต่ำลง บวกกับสภาวะทางเศรษฐกิจที่ไม่ดี ทางร้านมีวิธีแก้ไขปัญหาคือใช้น้ำมะขามเข้าช่วยเพื่อเพิ่มรสชาติ
แต่ถ้าหากเปรียบเทียบกับปีก่อนถือว่าปีนี้ราคามะนาวสูงพอตัว รวมถึงสินค้าชนิดอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นถั่วราคากิโลกรัมละ 70–80 บาท แต่ทางร้านได้ใช้มะนาวไร้เม็ด ลูกละ 8 บาท หรือใช้มะนาวเมืองลูกละ 6 บาทผสมกับน้ำมะขามเข้าช่วยด้วยจึงทำให้พอบรรเทาไปได้บ้าง
และนางสาวดวงเดือน หุตะมาน เจ้าของร้านคุณนายเฉาก๊วย ย่านตลาดเจริญเจริญ กล่าวว่า เนื่องจากที่ร้านขายน้ำหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น น้ำเฉาก๊วยนมสด น้ำผลไม้ปั่น แม้ว่าช่วงนี้มะนาวมีราคาแพง แต่ในเรื่องของยอดขายน้ำไม่ได้ลดลงเท่าไร อาจเป็นเพราะที่ร้านขายน้ำหลายชนิดด้วย จึงได้กำไรจากส่วนนั้นมาช่วย
ทั้งนี้ถึงแม้ว่าผลผลิตมะนาวกำลังอยู่ในช่วงเผชิญปัญหาภัยแล้งทำให้มะนาวไม่ออกดอกตามที่ต้องการ ทำให้ผลผลิตมะนาวโตไม่ได้ขนาด ออกผลผลิตน้อย ผิวของมะนาวแห้งไม่สวย ส่งผลทำให้ราคามะนาวเพิ่มสูงขึ้น แต่ถึงกระนั้นมะนาวก็ยังเป็นที่ต้องการผู้บริโภค
และแม้ราคามะนาวจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมา ก็ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าที่ขายมะนาวเท่าไร แต่กลับจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการประเภทร้านค้า ร้านอาหาร แต่ทั้งนี้แต่ละร้านก็ได้มีมีวิธีแก้ปัญหา คือ ใช้น้ำมะนาวเทียม น้ำมะขาม เพื่อลดต้นทุน

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559

สุดยอดอาหารโลก





ช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังซบเซา แต่ละประเทศก็พยายามหาจุดขาย จุดเด่นของตัวเองออกมาเพื่อดูดเม็ดเงินในหลั่งไหลเข้ามาในประเทศของตน  ถ้าหันมาดูเมืองไทยที่ผ่านมา รายได้หลักของเราที่เป็นทัพหน้าหาเงินเข้าประเทศมาโดยตลอดคงจะไม่หนีรายได้จากการท่องเที่ยว เพราะไทยเรามีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่มากมาย แถมกระจัดกระจายให้เลือกเที่ยวได้ทุกภาค โดยมีเสน่ห์แตกต่างกัน
นักท่องเที่ยวทั่วโลกเลยจองตั๋วเหินฟ้ามาเที่ยวเมืองไทยกันอย่างคึกคัก เพราะเสียงลือว่ามาเที่ยวเมืองไทยแล้วคุ้มค่า แหล่งท่องเที่ยวสวยงามและที่สำคัญใช้ค่าใช้จ่ายน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
มาช่วงหลังของดีเมืองไทย ที่เริ่มมาแรงแซงทางโค้ง ก็คือ..อาหารไทย ของเรานี่แหละครับ
ต่างชาติหลายคนติดอกติดใจเมื่อมาลิ้มรสชาติเสน่ห์ปลายจวักของพ่อครัว แม่ครัวไทยทั้งหลาย เพราะมีความหลากหลาย แถมรสชาติถึงอกถึงใจนักชิม จนเดี๋ยวนี้อาหารไทยติดชาร์ทอาหารโลกไปแล้วอย่างสวยงาม
หลายคนอาจจะเคยสงสัยตั้งคำถามว่าประเทศไหนที่อาหารอร่อยที่สุดในโลก?  คำถามนี้อาจตอบยากเพราะขึ้นกับรสนิยมของแต่ละคน แต่ก็มีความพยายามในการจัดอันดับประเทศที่อาหารอร่อยอยู่เรื่อยมา
ปีที่แล้ว เว็บไซต์ CNN Travel เปิดให้ผู้อ่านร่วมโหวตสุดยอดประเทศที่อาหารอร่อยที่สุดในโลก เชื่อหรือเปล่าครับว่า ผลโหวตออกมาส่วนใหญ่ใน Top 10 เป็นอาหารฝั่งเอเชียเกือบทั้งหมด
อยากจะรู้มั้ยครับว่า 10 ประเทศที่อาหารอร่อยที่สุดมีใครติดโผกันบ้าง ถ้าจัดเรียงลำดับจากผลโหวตปรากฏว่า
อันดับ 10 เวียดนาม
เวียดนามได้คะแนนมาเป็นอันดับสิบ แน่นอนว่าคนไทยคุ้นเคยกับอาหารเวียดนามกันดี ไม่ว่าจะเป็นเฝอ แหนมเนือง เปาะเปี๊ยะสารพัดชนิด ทั้งเป๊าะเปี๊ยะสด ทอด ญวน ทั้งหมดสามารถหากินได้ในประเทศไทยไม่ยากเลย
อันดับ 9 กรีซ
ถึงแม้กรีซจะประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก แต่ในแง่อาหารและการท่องเที่ยว กรีซยังถือเป็นประเทศยอดฮิตอันดับต้นๆ ของยุโรป อาหารกรีซเป็นอาหารแนวประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่เน้นชีส มะกอกโอลีฟ สลัด และเนื้อย่างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของอาหารกรีซย่อมหนีไม่พ้น “น้ำมันมะกอก” (olive oil) ที่กรีซถือเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก
อันดับ 8 อินเดีย
เมื่อพูดถึงอาหารอินเดีย ทุกคนย่อมนึกถึง “เครื่องเทศ” (spice) ส่วนประกอบหลักที่ขาดไม่ได้ เครื่องเทศอินเดียมีสารพัดชนิดแล้วแต่ความนิยมของแต่ละท้องถิ่น นอกจากนี้อินเดียยังขึ้นชื่อเรื่องอาหารมังสวิรัติ ที่เกิดจากวัฒนธรรมการนับถือศาสนาด้วย แน่นอนว่าอินเดียกว้างมาก อาหารแต่ละถิ่นย่อมแตกต่างกันในรายละเอียด แต่นั่นก็เป็นสเน่ห์อย่างหนึ่งของอินเดียที่รอให้นักเดินทางไปค้นหา
อันดับ 7 ฮ่องกง
ฮ่องกงถูกยกย่องมานานในฐานะเมืองหลวงของอาหารแห่งเอเชีย อาหารหลักของฮ่องกงย่อมเป็นอาหารจีน แต่ด้วยวัฒนธรรมการกินของคนฮ่องกง ก็ทำให้มีร้านอาหารจำนวนมากมายมหาศาลไปทุกตรอกซอกซอย ซึ่งก็มีหลากหลายทั้งอาหารจีน อาหารต่างประเทศ และอาหารฟิวชั่นข้ามชาติ อาหารเด่นที่สุดของฮ่องกงคือติ่มซำ แต่บะหมี่หรือข้าวหน้าเป็ด-หมูแดง ก็มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน
อันดับ 6 มาเลเซีย
มาเลเซียเป็นอีกประเทศที่มีอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ จากการผสมผสานของวัฒนธรรมคนมาเลย์พื้นถิ่น คนจีน และคนอินเดีย อาหารเด่นของมาเลเซียได้แก่ นาซิเลมัก หลักซา เป็นต้น
อันดับ 5 ญี่ปุ่น
คนไทยย่อมคุ้นเคยกับอาหารญี่ปุ่นกันดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นซูชิ ซาชิมิ ราเม็ง สุกี้ เทมปุระ อาหารปิ้งย่างต่างๆ จุดเด่นของอาหารญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่นคือคุณภาพระดับสูง เป็นมาตรฐานไปแทบทุกร้าน ซึ่ง CNN ถึงกับยกนิ้วให้บอกว่า “การกินอาหารห่วยๆ ในญี่ปุ่นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย”
แล้วก็มาถึงอันดับ 4 ไม่ใช่ใครที่ไหนอาหารไทยของเรานี่แหละครับ
คำทักทายของคนไทยเวลาเจอหน้ากันว่า “กินข้าวหรือยัง” เป็นภาพสะท้อนที่ดีของวัฒนธรรมการกินในประเทศไทย จุดเด่นของอาหารไทยคือการหลอมรวมสมุนไพร เครื่องเทศหลายชนิด และรสชาติที่หลากหลายทั้งหวานเค็มเปรี้ยวเผ็ด ในจานเดียวกัน อาหารไทยที่โดดเด่นในระดับนานาชาติได้แก่ แกงเขียวหวาน ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ผัดไทย ต้มยำกุ้ง แต่คนไทยแบบเราๆ ย่อมรู้ดีว่าเมืองไทยมีอาหารมากมายหลากหลายกว่านั้นเยอะ
อันดับ 3 อิตาลี
เมื่อพูดถึงอาหารอิตาลี เราย่อมนึกถึงพิซซ่า และพาสต้า เป็นหลัก อาหารอิตาลีถือเป็นอาหารชั้นเลิศของยุโรปมาช้านาน และภัตตาคารอาหารอิตาลีดังๆ ก็กระจายตัวกันอยู่ทั่วโลก แน่นอนว่าอิตาลีย่อมมีอาหารพื้นถิ่นรอให้คนค้นหาอีกเยอะ เช่น เนื้อแกะย่างชีสและไข่, แป้งเกี๊ยว Tortellini กับดอกอาคาเซีย, สตูว์อาหารทะเลของเขต Ancona
อันดับ 2 ฟิลิปปินส์
อาหารฟิลิปปินส์เน้นหนักไปที่วัตถุดิบจากทะเลและป่าเขตร้อน ส่วนเนื้อสัตว์มักใช้ไก่และหมู ปรุกรสด้วยน้ำส้มสายชู เกลือ กระเทียม พริกไทย ซอสถั่วเหลือง อาหารเด่นของฟิลิปปินส์คือ อาโดโบ (Adobo) เนื้อสัตว์ทอดที่มีพื้นฐานมาจากอาหารเม็กซิกัน และเลอชอน (Lechon) หมูหันย่างทั้งตัวเอาไปสุมถ่าน ย่างจนหนังเป็นสีทองอร่าม
และแล้วก็มาถึงแชมป์ ที่ผู้คนพากันโหวตให้เป็นประเทศที่อาหารอร่อยที่สุดในโลกได้แก่ ไต้หวัน ครับ
อาหารไต้หวันเกิดจากการผสมผสานของอาหารจีนจากหลากหลายภูมิภาค ทั้งแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ฝูเจี้ยน รวมไปถึงอาหารของประเทศใกล้เคียงอย่างญี่ปุ่น ในกรุงไทเปเองมีถนนสายอาหารมากถึง 20 สาย และเมืองไท่หนาน (Tainan) เมืองเก่าของไต้หวันก็ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองหลวงของอาหาร
อาหารเด่นของไต้หวันได้แก่ บะหมี่เนื้อวัว, ข้าวหน้าหมู, ไข่เจียวหอยนางรม, ไข่ดำ (iron egg) และชาไข่มุก (bubble tea)
ตอนนี้ถึงอาหารไทยของเราจะติดโผเข้าป้ายอันดับที่ 4 ก้อตาม  แต่ขอเตือนก่อนล่วงหน้าว่าอย่าวางใจเป็นอันขาด ใต้หวันก้อใต้หวันเถอะ ลองถ้าเชฟกระทะเหล็กของเมืองไทยฮึดสู้เมื่อไหร่ งานนี้รับรองว่า ใต้หวันเมืองหลวงของอาหารโลกอาจจะเข็มขัดกระเด็ด  ฝรั่งมังค่าเขาให้นิยามคนไทยเอาไว้นานแล้วว่า"เรื่องกินพี่ไทยของเราไม่เป็นรองชาติใดในโลก
งานนี้"ไม่เชื่อ ก้ออย่าลบหลู่"ครับผม

กุนซือ

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อาหารสุดฮิต AEC


เริ่มนับถอยหลังเข้ามาเรื่อยๆ เมื่อเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ AEC หรือ Asean Economics Community คือการรวมตัวของชาติใน Asean 10 ประเทศ โดยมี ไทย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, บรูไน เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน
      จะมีรูปแบบคล้ายๆ กลุ่ม Euro Zone นั่นเอง จะทำให้มีผลประโยชน์, อำนาจต่อรองต่างๆ กับคู่ค้า
ได้มากขึ้น และการนำเข้า ส่งออกของชาติในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า
ถ้าเออีซี คลอดเมื่อไหร่ หน้าตาของภูมิภาคแถบนี้จะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ผู้คนจะเดินทางไปมา หาสู่ ค้าขายกันมากขึ้น แบบไร้พรมแดน


ผมไปอ่านบทความของ กูรู อาเซียน อย่าง ดร.เกษมสันต์ วีระกุล  ซึ่งผมแอบเป็นแฟนคลับท่านมานาน ชอบเรื่องราวที่เกี่ยวกับอาเซียนที่ ดร.เกษมสันต์ นำเสนอ เพราะนำเสนอง่าย เข้าใจเร็ว
และที่สำคัญที่สุดคือ....สนุก
ดร.เกษมสันต์ เขียนบทความเรื่องอาหาร การกิน ของผู้คนในแถบอาเซียน ที่ขึ้นชื่อ ลือชา ใครไปเที่ยวประเทศไหน ต้องหาทางไปรับประทาน ประหนึ่งเป็นอาหารประจำชาติ
        แต่ละประเทศก็มีทีเด็ด ของตัวเองแตกต่างกัน วันนี้เลยขออนุญาต หยิบยกมานำเสนอต่อ เผื่อใครจะไปเที่ยวเพื่อนบ้านแถวอาเซียนแล้ว จะได้รู้ว่า เป้าหมายที่จะต้องไปลิ้มลองรสชาติ อาหารประจำถิ่นที่...พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง!
เริ่มจากสยามเมืองยิ้ม  คงไม่ต้องสงสัยว่าเมนูที่ขึ้นชื่อ เป็นที่รู้จักของคนต่างชาติคือ ต้มยำกุ้ง (Tom Yum Kung)  ด้วยส่วนผสมสมุนไพรมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พริก, ข่า, ตะไคร้, ใบมะกรูด ฯลฯ ปรุงรสน้ำแกงสไตล์เผ็ด ร้อน มีรสเปรี้ยวจากมะนาว ที่มาของเมนูจานนี้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ากำเนิดในปีใด แต่สันนิษฐานว่าเข้ามาพร้อมกับการรับข้าวเจ้ามาจากอินเดีย ทำให้กับข้าวเปลี่ยนไป เริ่มมีน้ำแกงเข้ามาหลากหลาย ทั้งแกงน้ำข้นใส่กะทิแบบอินเดียและแกงน้ำแบบจีน


                                                              ต้มยำกุ้ง


                มาถึงบ้านพี่เมืองน้อง สปป.ลาว คือสลัดหลวงพระบาง (Luang Prabang Salad) เมนูนี้ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารฝรั่งเศส เครื่องปรุงหลักคือผักน้ำ ซึ่งคาดว่าชาวฝรั่งเศสนำมาปลูกในสปป.ลาว นำมายำรวมกับ มะเขือเทศ แตงกวา ผักกาดหอม ผักชี ไข่ต้ม ถั่วลิสง หอมเจียว กระเทียมเจียว หมูสับรวน น้ำสลัดทำจาก น้ำมันสลัด น้ำมะนาว น้ำปลา ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย เติมไข่แดงบดเพื่อให้ข้น


                                                                สลัดหลวงพระบาง

               มาถึงอาหารจากแดนโสร่ง ซึ่งได้แก่ หล่าเพ็ด (Lahpet) เป็นอาหารยอดนิยมของเมียนมา ขาดไม่ได้ในโอกาสพิเศษหรือเทศกาลสำคัญ ๆ เมนูนี้จัดเป็นอาหารว่างคล้ายกับยำเมี่ยงบ้านเรา เป็นใบชาหมักทานกับเครื่องเคียง เช่น กระเทียมเจียว ถั่ว งาคั่ว กุ้งแห้ง ขิง มะพร้าวคั่ว

  
                                                                        หล่าเพ็ด

        หลายคนอาจจะไม่เคยรู้ว่า อาม็อก (Amok) เป็นอาหารคาวยอดนิยมและเป็นอาหารประจำชาติของประเทศกัมพูชา มีลักษณะคล้ายห่อหมกบ้านเรา มีส่วนผสมของเนื้อปลา เครื่องแกง และกะทิ    เป็นอาหารที่นิยมรับประทานในเทศกาลสงกรานต์


                                                                        อาม็อก

           มาถึงเวียดนาม  เรื่องนี้เดากันไม่ยากครับว่า อาหารที่ขึ้นชื่อของเวียดนาม คือ ปอเปี้ยะเวียดนาม (Nem : Vietnamese Spring Rolls) เป็นหนึ่งในอาหารพื้นเมืองของเวียดนาม แผ่นปอเปี๊ยะทำจากแป้งข้าวเจ้า ห่อด้วยเป็นไก่ หมู กุ้ง โดยนำมาห่อรวมกับผักสมุนไพรอีกหลายชนิด เช่น สะระแหน่ ผักกาดหอม รับประทานคู่กับน้ำจิ้มหวาน โดยจะมีถั่วคั่ว แครอทซอย ไชเท้าซอย


                                                           ปอเปี๊ยะเวียดนาม

          ถ้าพูดถึงแดนเสือเหลือง มาเลเซีย ก้อต้องดั้นด้นไปทาน นาซิ เลอมัก (Nasi Lemak) ซึ่งนิยมทานเป็นอาหารเช้า เป็นข้าวเจ้าหุงกับกะทิ เติมใบเตยหอมลงบนข้าว หรือเครื่องเทศ ได้แก่ ขิงและตะไคร้ เพื่อกลิ่นหอม แล้วนำไปนึ่ง การรับประทานแบบพื้นบ้านจะห่อด้วยใบตอง ใส่แตงกวาหั่น ปลาทอด ถั่วลิสง ไข่ต้ม และซัมบัลซึ่งเป็นซอสมีลักษณะคล้ายน้ำพริก รสเผ็ด อาจทานคู่กับไก่ทอด หรือผักบุ้งผัด หมึกผัดพริก หอยแครง แตงกวาดอง แกงเนื้อกับกะทิ เป็นต้น


                                                                นาซิ เลอมัก

             กาโด-กาโด (Gado-gado) เป็นอาหารยอดนิยมของประเทศอินโดนีเซีย คำว่ากาโดนี้ ในภาษาอินโดนีเซีย หมายถึง ยำ ซึ่งประกอบไปด้วยผัก ทั้งผักสด ผักต้ม และผักลวก รวมถึงธัญพืชหลายชนิด นอกจากนี้ยังมีเต้าหู้  ไข่ต้มสุก ราดด้วยซอสถั่วที่คล้ายกับซอสสะเต๊ะ ซึ่งปรุงด้วย กะปิ ถั่วลิสงบด กะทิ น้ำตาลโตนด พริกแดง กระเทียม กะทิ มะขามเปียก เวลาทานทานคู่กับข้าวเกรียบทอด


                                                                   กาโด-กาโด

        มาถึงแดนเมืองลอดช่อง ซึ่งไม่มีลอดช่องขาย ประเทศ สิงคโปร์  อาหารประจำถิ่นได้แก่ ลักซา (Laksa) เป็นอาหารดั้งเดิมของชาวเปอรานากัน กลุ่มลูกครึ่งมลายู-จีนที่สร้างวัฒนธรรมผสมผสานแบบ
ใหม่ขึ้นมาโดยเอาส่วนดีระหว่างจีนและมลายูมารวมกัน ลักซาเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำใส่กะทิ มีลักษณะคล้ายข้าวซอยของไทย โดยเส้นก๋วยเตี๋ยวจะมีลักษณะคล้ายเส้นขนมจีน และมีส่วนผสมของกุ้งแห้ง พริก กุ้งต้ม และหอยแครง เหมาะสำหรับคนที่ชอบรับประทานอาหารทะเล อย่างไรก็ตาม ลักซามีทั้งแบบที่ใส่กะทิ และไม่ใส่กะทิ แต่แบบที่ใส่กะทิจะเป็นที่นิยมมากกว่า


                                                                        ลักซา

               อัมบูยัต (Ambuyat) เป็นอาหารพื้นเมืองของบรูไน  ทำจากแป้งของปาล์มสาคู กวนจนสุกจนเหนียวเป็นแป้งเปียก เวลาทานใช้อุปกรณ์คล้ายตะเกียบ (ต่างจากตะเกียบตรงปลายอีกข้างจะติดกัน) จุ่มแล้วม้วนก้อนแป้ง ทานเป็นคำ ความอร่อยอยู่ที่การทานคู่กับซอสเปรี้ยวที่ทำจากผลลำพู หรือน้ำพริกทุเรียนดอง และกับข้าวอื่นๆ ได้แก่ ผัดใบมัน ผักบุ้งผัดกะปิ ปลาย่าง เนื้อย่าง ฯลฯ  ในอดีตใช้เป็นอาหารเมื่อขาดแคลนข้าว


                                                                  อัมบูยัต

             สุดท้ายและท้ายสุด อาโดโบ (Adobo) เป็นอาหารฟิลิปปินส์ที่ได้รับความนิยม ปรุงจากเนื้อสัตว์หรืออาหารทะเลหมักด้วยน้ำส้มสายชูและกระเทียม ทอดในน้ำมันจนเป็นสีน้ำตาล บางครั้งจะเรียกอาโดโบว่าสตูฟิลิปปินส์ กินกับข้าวทั้งที่บ้านและสำหรับเหมาะสำหรับพกไว้เป็นเสบียงอาหารระหว่างการเดินทาง เพราะเป็นอาหารที่เก็บได้นานโดยไม่ต้องแช่เย็น อาหารชนิดนี้เก็บได้นาน น่าจะมาจากน้ำส้มสายชูที่เป็นเครื่องปรุงหลักยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย


                                                                      อาโดโบ

จากนี้ไป ใครจะแปกเป้ไปเที่ยวไหนในแถบอาเซียน อย่าลืมเขียนแปะไว้ข้างฝาว่า เป้าหมายข้างหน้า ต้องไปลิ้มลอง โดยไม่ต้อรอ...เชลล์ชวนชิม!


                                                                          กุนซือ
p_kiti@hotmail.com


วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เรื่องจีนๆ





เมื่อเศรษฐกิจโลกเกิดอาการเดี้ยงพร้อมกันทั่วโลก ประเทศไทยเราเลยโดนหางเลขตามไปด้วย โดยเฉพาะภาคส่งออกของไทยที่ยังโงหัวไม่ขึ้น เราเลยต้องกลับมาหารายได้จากการท่องเที่ยวเข้ามาทดแทน เพราะเป็นอาวุธเด็ดที่เป็นแชมป์โกยรายได้เข้าประเทศไทยมาตั้งแต่อดีต
นักเที่ยวจีน ณ.นาทีนี้กลายเป็นลูกค้าหลัก เพราะเงินหยวนแน่นปึ๊ก แถมนักเที่ยวชาวมังกรทั้งหลายก็ชอบเดินทางมาเที่ยวสยามเมืองยิ้ม ยิ่งเป็นเทศกาลวันหยุดของจีน ภาพนักท่องเที่ยวชาวจีนหลั่งไหลมาเที่ยวไทยจนล้นทะลักกลายเป็นภาพปรกติ ที่เราๆท่านๆเห็นจนชินตา
เชียงใหม่เองก็เป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตของนักเที่ยวจีน อาจจะเนื่องจากค่าครองชีพถูก อาหารอร่อย ผู้คนอารมณ์ดี และที่สำคัญที่สุด เสียงลือเสียงเล่าอ้างจากบรรดานักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวแดนล้านนา แล้วกลับไปหอบความประทับใจขับขานผ่านทางสังคมออนไลน์แดนมังกร ทำให้เชียงใหม่เนื้อหอมสำหรับนักเที่ยวจีนจนถึงทุกวันนี้
เคยมีหลายคนมาถามผมว่า ช่วงเศรษฐกิจซบแบบนี้ ถ้าจะลงทุน ควรจะลงทุนด้านไหน
นั่งนึกอยู่นานตอบได้ประโยคสั้นๆว่า ลองทำมาค้าขายอะไรก้อได้ ที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวจีนดู..น่าจะเวิร์คที่สุด ณ.บัดนาว
        เพราะ มองภาพรวมแล้วปริมาณนักท่องเที่ยวจีนที่จะเข้ามาในเมืองไทย คงจะไม่"ยุบ"ในช่วงเวลาอันสั้นนี้
       เขียนแปะข้างฝาว่า นักท่องเที่ยวจีนยังจะเป็นลูกค้าชั้นดีของเราไปอีกนาน แซงหน้าบรรดามะริกันชน หรือยุโรป ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในอดีตของเรา
เราลองมาดูตัวเลขว่า นักท่องเที่ยวจีนนั้น หรูหรา อู้ฟู่ มากน้อยแค่ไหน ยามที่เหินฟ้าออกไปเที่ยวต่างแดน
การสำรวจข้อมูลการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนโดย Hotels.com (Chinese International Travel Monitor หรือ CITM) เผยว่านักท่องเที่ยวชาวจีนเที่ยวอย่างหรูหราขึ้น
ผลสำรวจที่น่าสนใจอีกอย่างจากรายงานปีนี้คือ 10 % ของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ใช้เงินจำนวนมากที่สุดในการท่องเที่ยวต่างประเทศนั้นมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 73,770.66 บาท (13,800 หยวน) ต่อวัน (รวมค่าห้องพักแล้ว)
        ซึ่งมากกว่านักท่องเที่ยวชาวจีนทั่วไปกว่า 4 เท่า โดยนักท่องเที่ยวจีนทั่วไปมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 17,796.10 บาท(3,324 หยวน) ต่อวันเท่านั้น
อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายดังกล่าวกลับดูเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีนอีก 5 % ที่ใช้จ่ายมากถึง 6 เท่าของค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายทั่วไป คือ 111,703.74 บาท หรือ 20,896 หยวน          แสดงให้เห็นถึงนักท่องเที่ยวระดับใหม่ซึ่งก็คือกลุ่มนักท่องเที่ยว “ซุปเปอร์ ลักซ์ชัวรี่” นั่นเอง
ผลสำรวจยังพบอีกว่านักท่องเที่ยวชาวจีนที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ชื่นชอบการจองห้องพักออนไลน์ การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อค้นหาและจองห้องพักสำหรับการท่องเที่ยวต่างประเทศกลายเป็นเรื่องปกติของนักท่องเที่ยวจีนไปแล้ว
ในขณะเดียวกัน อัตราการใช้สมาร์ทโฟนเพื่อวางแผนและจองห้องพักพุ่งทะยานเป็นอย่างมากใน 1 ปีที่ผ่านมา
ผลสำรวจปีนี้เผยว่านักท่องเที่ยวชาวจีนกว่า 80 เปอร์เซ็นต์วางแผนทริป ของพวกเขาผ่านระบบออนไลน์โดยใช้สมาร์ทโฟน, คอมพิวเตอร์ และแล็ปท๊อป
        ซึ่งในปีที่แล้วมีเพียง 53 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนกว่าครึ่ง ใช้แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนในการวางแผนและจองห้องพัก ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีเพียง 17 เปอร์เซ็นต์
ดูตัวเลขแล้วถือว่าเป็นเม็ดเงินมหาศาล ถ้าใครได้นักเที่ยวจีนเป็นลูกค้าขาประจำ หลับตาก้อเห็นเงินหยวนลอยไป ลอยมาอยู่ตรงหน้า
        งานนี้นักลงทุนคนไหน ใครออกตัวก่อน รับรองว่า...มีชัยไปกว่าครึ่ง!
       
ปิดท้ายด้วยเกร็ดความรู้แบบจีนๆ สำหรับคนที่ชอบกินโต๊ะจีน คนไทยหลายคนอาจจะเกาหัวสงสัยมานานว่า เวลากินโต๊ะจีนทำไมเสิร์ฟเนื้อก่อน ทำไมเสิร์ฟข้าวทีหลัง มาก็อิ่มแล้ว
       หรือแม้กระทั่งเอามาทำไม ไม่ชอบเลย อยากรู้มั้ยครับว่า ว่าทำไมการเลี้ยงโต๊ะจีน ถึงมีลำดับการเสิร์ฟอาหารเช่นนั้น เขาวิสัชนาว่า
ลำดับการเสิร์ฟอาหารบนโต๊ะจีน สืบเนื่องมาจากการรับประทานอาหารของชาวจีน ที่นิยมรับประทานอาหารตามลำดับ ดังนี้
กับแกล้มหรือออเดิร์ฟกินเล่นรอจานหลัก อาจจะเป็นจานเย็นหรือร้อนก็ได้
ซุปน้ำข้น มีเนื้อสัตว์ ซึ่งถือว่าเป็นอาหารจานพิเศษ เช่น หูฉลาม เป๋าฮื้อ
อาหารต่าง ๆ ที่มีรสอาหารหลากหลาย ซึ่งการเรียงลำดับอาหารที่ดี จะทำให้ผู้รับประทานไม่รู้สึกเลี่ยน จานหลักอาหารประเภทเนื้อสัตว์ หมู ไก่ เป็ด
จานหลักอาหารประเภทปลา ที่ชาวจีนนิยมนำมากินในโต๊ะจีน เพราะปลาในภาษาจีนจะพ้องกับคำว่า “หยู” ที่แปลว่า ล้นเหลือ
อาหารประเภทซุป ส่วนใหญ่จะวางหลังอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพื่อจะได้คล่องคอ
ข้าว เสิร์ฟมาที่หลัง เนื่องจากคนจีนถนัดกินกับข้าวกับสุรามากกว่า
        ข้าวจึงมักจะสั่งมากินตอนท้าย แบบว่ากินข้าวก่อนจะกลับบ้านของหวานหรือผลไม้นั้น ถูกเพิ่มในโต๊ะจีน เพื่อให้ครบทั้งของคาวของหวานในการจัดโต๊ะจีนนั้น
       หากเจ้าภาพนำอาหารที่แปลกและดี เช่น หูฉลาม เป๋าฮื้อ ปลิงทะเล หมูหัน เป็ดปักกิ่ง รังนก ฯ ซึ่งเป็นของที่มีราคาแพงมาเสิร์ฟในงาน นับว่าเป็นการให้เกียรติอย่างสูงกับแขกรับเชิญ ผู้มาร่วมงานทุกคน
       ณ.ชั่วโมงนี้ต้องต้องเข้าใจคนจีนให้ครบทุกองศามากขึ้นกว่าเดิมครับ
        เพราะคุณคือ...ลูกค้ารายหย่ายยยยย!
จ้ายเจี้ยน...แล้วพบกันใหม่ครับทุกท่าน

                                                                       กุนซือ
                                                    p_kiti@hotmail.com
 

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แท็กซี่มิเตอร์ ที่เชียงใหม่





เห็นข่าวทะเลาะเบาะแว้งระหว่างแท็กซี่ ที่สนามบินเชียงใหม่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะสาเหตุมีการเปิดประมูลที่จอดรถรับส่ง ภายในสนามบิน เมื่อมีการประมูลก็ต้องมีสองฝ่ายคือ ฝ่ายที่ชนะการประมูลคือ บริษัท คาร์เรนทัล เชียงใหม่ และฝ่ายที่ผิดหวังคือสหกรณ์นครล้านนาเดินรถ จำกัด   จนกลายเป็นเรื่องเป็นราวทะเลาะเบาะแว้ง ปรากฏไปตามสื่อ
เรื่องประท้วง หรือเรื่องขัดประโยชน์ ค่อยมาว่ากันวันหลังครับ  วันนี้ขออนุญาตคุยกันเรื่องแท็กซี่มิเตอร์ ที่เปิดบริการในเชียงใหม่ก่อน
ก็รู้ๆอยู่ครับว่าคนเชียงใหม่นั้นนิยมเดินทางโดยรถส่วนตัว
        ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋ง หรือจักรยานยนต์ ถ้าจะใช้รถบริการรับส่งสาธารณะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสองแถวหรือว่าสี่ล้อแดง รวมถึง ตุ๊กๆ
         ส่วนแท็กซี่มิเตอร์ ที่เปิดให้บริการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่นั้นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่
ลูกค้าหลักของแท็กซี่มิเตอร์ทั้งหลาย ก็เลยเป็นนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ
ดังนั้น ตลาดหลักของแท็กซี่ มิเตอร์ คือ สนามบินเชียงใหม่
ผมเองเวลาเดินทางออกนอกพื้นที่ ส่วนใหญ่ก็มักจะใช้บริการบรรดานกเหล็กโลว์คอสต์ ทั้งหลายเนี่ยแหละครับ เพราะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายไม่สูงเหมือนเมื่อก่อน
เวลาบินกลับมาที่เชียงใหม่  โดยส่วนตัวก็ไม่อยากจะเป็นภาระใคร ที่ต้องขับรถมารับ ก็เลยใช้บริการแท็กซี่มิเตอร์ จากสนามบินเป็นหลัก เพราะง่ายและไม่ต้องรอนาน เดินทางได้ทันที
ช่วงก่อน เวลาเรียกใช้บริการแท็กซี่มิเตอร์ ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเรียกรถจากสนามบิน 50 บาท  จ่ายเสร็จสรรพก็สะพายเป้กระโดดขึ้นแท็กซี่ได้เลย คนขับเขาก้อจะกดมิเตอร์ คิดตามระยะทาง                       สนนราคาที่จ่ายประจำจากสนามบินเชียงใหม่มาถึงบ้านผม ก็ประมาณ 180 บาท
แต่ช่วงหลัง เกิดปรากฏการณ์ขึ้นมาใหม่ เวลาเรียกใช้แท็กซี่ มิเตอร์จากสนามบิน มีเจ้าหน้าที่ที่ติดต่อลูกค้าอยู่ประตูทางออก จะถามพิกัด จุดหมายปลายทาง และแจ้งราคาเหมาให้ทราบ
        ซึ่งราคาจากเดิมที่ผมเคยจ่าย 180 บาท กลายเป็นราคา 300 บาท
มีให้เลือกสองอย่าง คือ ไป กับ  ไม่ไป
ผมเองเจอครั้งแรกถึงกับหงุดหงิด บอกปัดปฏิเสธ เพราะมองว่าเป็นการมัดมือชก หลับตาคิดว่าถ้าเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวต่างถิ่น เขาไม่รู้ว่าพิกัดอยู่ตรง แล้วโดนราคาเหมาแบบนี้ เขาจะรู้ว่าราคานี้เป็นธรรมได้อย่างไร
หลังจากบอกปัด ในใจคิดว่าเดี๋ยวไปรอรถแท็กซี่ ที่วิ่งเข้ามาส่งผู้โดยสารที่จะเดินทางออกจากสนามบินเชียงใหม่ก็ได้  อาจจะรอนานหน่อย แต่รู้สึกสบายใจกว่า ต้องมาโดนราคาเหมา
        รออยู่นานพอสมควร กว่าจะมีรถแท็กซี่ ที่มาส่งผู้โดยสาร ที่ประตูทางเข้า
พอผู้โดยสารลงจากรถ  ผมรีบเดินเข้าไปใช้บริการต่อทันที
        เชื่อหรือไม่ครับ เกิดปรากฏการณ์ อะเมซซิ่ง ไทยแลนด์ ขึ้นมาอีกหน
คนขับ หันมาบอกว่า "รับไม่ได้ครับ"
        ผมถามว่า ทำไมเหรอ ก็ใช้บริการตามปรกติ
        คนขับตอบสั้นๆว่า"เขาไม่ให้รับ" แล้วบึ่งรถออกไปทันที
ผมเลยต้องมึนตึบ ว่า"เขา" นั้นคือใคร จนทุกวันนี้ยังไม่มีคำตอบ
แต่วันนั้นคำตอบสุดท้ายคือ.....
        เดินแบกเป้ กลับมาตายรัง ยอมจ่ายไป 300 บาท เพื่อจะได้กลับบ้าน
นั่งแท็กซี่กลับบ้าน นั่งไป คิดไป ดันไปคิดถึง ดอน  คาลิโอเน่ แห่ง ก็อดฟาเธอร์ ได้อย่างไร ไม่ทราบสาเหตุ
ตั้งแต่นั้นมา เลยต้องทำใจ ลงเครื่องปุ๊บ สะพายเป้เหมือนเดิม  
        แต่เพิ่มเติมคือ ควักตังค์ 300 บาท เตรียมไว้เลย....รับรองไม่ผิดหวัง
ช่วงหลังเวลาเรียกใช้บริการแท็กซี่มิเตอร์  นั่งไป ก้ออยากสะกิดถามพี่คนขับแท็กซี่่ว่า....
"เอ่อ...พี่ครับ เมื่อไหร่พี่จะถอดป้ายมิเตอร์ที่ติดอยู่บนหลังคาออกซักทีหละครับ  ผมว่ามันมี...เหมือนไม่มีนะครับ"
กุนซือ
p_kiti@hotmail.co

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558

Social Network แบบไทยๆ





ขึ้นชื่อว่าโลกออนไลน์ ตอนนี้กลายเป็๋นสีงคมที่ใหญ่มากของโลกรวมถึงเมืองไทย  และยังเป็นสังคมที่ส่งผลลต่อชีวิตเราๆท่านๆไปแล้ว เพราะคนไทยส่วนใหญ่หันไปใช้ชีวิตในสังคมออนไลน์ มากกว่าสังที่แท้จริง แต่ละคนก้มหน้า ก้มตา เล่นแต่มือถือ ไม่มีการสนทนาระหว่างกันเหมือนในอดีต
เพื่อนผมบางคนนั่งโต๊ะตรงข้ามกันแท้ๆ ยังไม่คุยกัน แต่ดันแชดกันหน้าตาเฉย หรือว่ากลัวเหนื่อยเวลาพูด  จนผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายเริ่มส่งเสียงเป็นห่วง กลัวเยาวชนไทยในอนาคตจะ...
         สายตาเสีย และเป็นใบ้กันทั้งประเทศ
เรื่องนี้ฟันธงได้เลยครับว่าสังคมก้มหน้าในปัจจุบันส่งผลร้ายต่อเราๆท่านๆแน่นอน  เพราะในอนาคตเราจะไม่หันหน้าคุยกัน แต่ดันจะเชื่อข้อมูลจากสังคมออนไลน์ ยิ่งเดี๋ยวนี้ข้อมูลมั่วๆ การสร้างข่าวเท็จ สร้างกระแส มีให้เห็นกลาดเกลื่อนในสังคมออนไลน์  รับข่าวสารกันผิดๆถูกๆ แล้วก้อแชร์กันไป
        จนบางครั้งสังคมสับสน มีการกล่าวประณามกันผ่านโลกออนไลน์ ทั้งๆที่ไม่ใช้เรื่องจริง
ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมเองไม่ค่อยได้เขียนหนังสือเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ใช้พิมพ์งานจากคอมพิวเตอร์เป็นหลัก นานๆเข้าก็เลยไม่ค่อยหยิบปากกาขีดเขียน เน้นแต่พิมพ์ในคอมพ์ หรือในมือถือ เท่านั้น
พอวันไหนจับปากกามาเขียนหนังสือ แทบจะสะบัดหน้าไม่เชื่อตัวเองว่า ลายมือเปลี่ยนไปมาก..ถึงมากที่สุด
เขียนไป ยังสงสัยไป ว่าผมไปเรียนวิชาเขียนภาษาขอมมาจากไหน  เขียนเองยังอ่านไม่รู้เรื่อง ตัวหนังสือหงิกงอเหมือนหนอนโดนขี้เถ้า ใครอ่านออกต้องขอบอกว่า..ยอดคน
นี่คือผลผวงจากการละเลยมานาน ตอนนี้พยายามแก้ไขอยู่ครับ แต่ละสัปดาห์พยายามเขียนหนังสือให้มากขึ้นกว่าเดิม ก่อนที่จะสายเกินแก้
       เขียนตัวหนังสือไทยแท้ๆแต่คนอ่านไปหยิบพจนานุกรมเขมรมาแปล
วกกลับมาเรื่องพฤติกรรมโชเชียล เน็ตเวิร์คในเมืองไทยกันหน่อยครับ  ผมลองไปหาข้อมูลมาปรากฏว่าปีนี้เขายังไม่ได้สำรวจตัวเลขออกมาว่า พฤติกรรมของพี่ไทยทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด
         เลยขอหยิบข้อมูลจากปีที่แล้วมาโชว์ประกอบให้เห็นภาพไปพลางๆก่อนก้อแล้วกันนะครับ
จากตัวเลขปีที่แล้ว ประเทศไทย ใช้ facebook มากเป็นอันดับ 9 ของโลกครับ เท่ากับประเทศเยอรมนี โดยมีจำนวนผู้ใช้มากถึง 28 ล้านราย คิดเป็น 42% ของประชากรทั้งประเทศไทย  
        ส่วนอันดับ 1 ยังเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ที่ 180 ล้านราย
การเติบโตของผู้ใช้ Social Network ในไทยนั้น ปรากฎว่า
         คนไทย ใช้ Facebook 28 ล้านราย   โตขึ้น  53%
         คนไทยใช้ Instagram 1.7 ล้านราย โตขึ้น 13%
         คนไทยใช้ twitter  4.5 ล้านราย
อ้อ..ลืมบอกไปว่า ปีที่แล้วมีจำนวนผู้ใช้ facebook ทั่วโลกทั้งสิ้น 1,251 ล้านรายนะครับ
หากเจาะไปที่ประเทศกลุ่มอาเซียน ปรากฎว่า ไทยมีผู้ใช้มากเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจาก ที่1 อินโดนีเซีย  และที่ 2 ฟิลิปปินส์
        ที่น่าสนใจคือประเทศพม่า
         เพราะแม้พม่ามีผู้ใช้ facebook มากเป็นอันดับ 7 ของอาเซียน แต่พม่ามีอัตราการเติบโตผู้ใช้ Facebook สูงสุดในอาเซียน โดยสูงถึง 58%
โดยรวมแล้วผู้ใช้ facebook ในประเทศในกลุ่มอาเซียนมีประมาณ 170,740,000 ราย  หากเจาะเป็นรายจังหวัด พบว่ากรุงเทพ มีอัตราการใช้งาน facebook  สูงสุด (15.4 ล้านคน )คิดเป็น 55% ของคนใช้ facebook ทั้งประเทศไทย
        ส่วนจังหวัดที่มีตัวเลขอัตราการเติบโต facebook สูง คืออยุธยา , ชัยนาท และ มหาสารคาม
ลองหันมาจับแยกเป็นเพศกันบ้างครับ  ตัวเลขเมื่อปี 2013 ผู้ชายใช้ Facebook 49.18% ส่วนผู้หญิงใช้ Facebook  50.82%
ปี 2014 ตัวเลขผู้ชาย ใช้ facebook น้อยลง ผู้หญิงใช้มากขึ้น โดยผู้หญิงใช้ประมาณ 51%
มาถึงเรื่องยอดฮิตกันบ้าน  ลองมาดูกันครับว่า ในแต่ละวัน พี่ไทยของเรานิยมโพสต์ facebook เรื่องอะไรมากที่สุด
ตัวเลขสรุปออกมาได้อย่างนี้ครับ
         คนไทยส่วนใหญ่นิยมโพสด้วย รูปภาพ 57%   เช็คอิน 33% โพสพร้อมลิงค์ 21% วีดีโอ 3% และ โพสต์สถานะเฉยๆอยู่ที่ 2%
     ส่วนช่วงเวลาที่คนนิยมทำกิจกรรมบน facebook  มากที่สุด  ( Post , Like , Share ) คือ บ่าย2โมง  รองลงมาคือช่วง 5โมงเย็น และ 10 โมง
                 หันมาดูทางด้านทวิตเตอร์บ้างครับ  ตัวเลขโชว์ออกมาว่า ช่วงเวลาที่มีคนไทยทวิตมากสุด คือช่วงเวลา 3-4 ทุ่ม  โดยคนไทยทวิต 250,000 ราย ต่อวัน จำนวนที่ทวิตสูงสุด 800,000 คน ต่อวัน ในช่วงเกิดเหตุการณ์ใหญ่ๆ
ส่วนขาประจำที่เล่นทวิตเตอร์ จะเป็นเด็กวัยเรียน โดยเด็กชอบทวิต ส่วนผู้ใหญ่ชอบอ่าน โดยเฉพาะช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ วันหยุด หรือช่วงปิดเทอม จะมีปริมาณทวิตเพิ่มขึ้น
อีกอันหนึ่งที่กำลังมาแรง โดยเฉพาะฮอตฮิต ในกลุ่มดารา เซเลบฯทั้งหลาย คือ Instagram
คนไทยใช้งาน Instagram เติบโตมาก ถึง 546% นับว่าเป็น social media ที่เติบโตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับตัวอื่นๆ
     ที่ผ่านมา คนไทยโพสภาพขึ้น Iมnstagram มากถึง 36,443,398 ภาพ  โดยเป็นวีดีโอ มากถึง 1,370,272 วีดีโอ ที่เหลือเป็นรูปภาพกว่า 96.24%
เขาบอกว่าสาเหตุคนไทยโพสต์ภาพขึ้น Instagram มากขึ้น เพราะว่านิยมถ่าย Selfie มากขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2013 แฃะช่วงเวลาที่คนทั่วไปอัพภาพขึ้น Instagram มากสุดคือ 5 ทุ่ม   ,
        ส่วนช่วงเวลาที่เหล่าดาราอัพภาพขึ้น Instagram มากสุดคือ 3 ทุ่ม และกลุ่มที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก อัพช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเช้า
ใครที่ชอบเล่น Instagram  ก้อคงรู้ว่า บรรดาดาราดังทั้งชายหญิง เรียกไลค์ เรียกเรตติ้งได้กระฉูดขนาดไหน แค่โพสเพียงภาพเดียว เพราะทั้งแฟนคลับ ทั้งแอบติดตามอยู่ลับๆ จำนวนมหาศาล
      จนหลายคนหัวใสอาศัยช่องทางส่งข้อมูลสินค้าและบริการของตัวเองเข้าไปแจมในเพจด้วย หวังโฆษณาแบบเรียลไทม์ให้กับกลุ่มคนกลุ่มใหญ่
        และที่สำคัญ...ไม่มีค่าใช้จ่าย
ดาราดังๆทั้งหลาย ตอนนี้เวลาจะโพสรูป โพสวิดีโอลงใน Intagram เลยกลายเป็นรูทีน ที่จะต้องติดแทค #งดฝากร้านนะคะ(ครับ) ปิดท้ายอ์ยู่ร่ำไป
เรื่องพรรค์อย่างนี้ คนไทยเราเก่งครับ เรามองเห็นช่องทางทำมาหากิน แบบไทยๆ โดยที่ฝรั่งมังค่ายังต้อง..งง ว่าหลักสูตรการตลาดแนวนี้มาจากไหน
บอกแล้วครับว่า อย่าดูถูกความคิดสร้างสรรค์ของพี่ไทยเป็นอันขาด เชื่อหัวไอ้เรืองเถอะ ติดแทคห้าม เดี๋ยวก้อมีแนวใหม่ ฝากแปะ ฝากโฆษณา มาให้เห็นอีกแน่ๆ
ดารา เซเลบฯทั้งหลาย ผมว่าอาจจะต้องทำใจ เปลี่ยนจากติดแทค #งดฝากร้านนะคะ กลายเป็น....
#เอาที่สบายใจแระกานนนนนนน!

กุนซือ
P_kiti@hotmail.com