วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เมืองจักรยาน



เรื่องจักรยาน ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในเมืองไทย หลังมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับจักรยานบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดกระแสรณรงค์ให้คนใช้รถ ใช้ถนน โดยเฉพาะบรรดารถยนต์ทั้งหลาย มีน้ำใจในการใช้เส้นทางร่วมกัน
โดยเฉพาะเชียงใหม่ที่กำลังตั้งโจทย์ว่า จะทำให้กลายเป็นเมืองจักรยาน ผมเองยกมือเชียร์เต็มที่ เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองน่ารัก น่าอยู่ ถ้าเราผลักดันให้บ้านเราเป็นเมืองจักรยานได้ รับรองว่าเสน่ห์ของเมืองเชียงใหม่จะพุ่งติดลมบนทันที
แต่อาจจะต้องใช้เวลาเพราะจะปรับเปลี่ยนแบบทันที ทันใด อาจจะเป็นเรื่องที่ยากอยู่ซักหน่อย
หลังข่าวนักศึกษาขับรถชนจักยาน จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต จนทำให้หลายฝ่ายต้องออกมารณรงค์กันอย่างครึกโครม เจ้าหน้าที่จัดแถวออกตรวจสถานบริการต่างๆ เพื่อขอความร่วมมือว่า"เมาไม่ขับ" โดยมีอุทาหรณ์จากเรื่องนี้เป็นแบบอย่าง
เรื่องนี้ผมเองมองว่าเป็นเหมือนเหรียญสองด้านครับ ผมเองก็ปั่นจักรยานกับเค้าเหมือนกัน แต่ปั่นแถวซอย กับย่านถนนที่อยู่แถวบ้าน ส่วนใหญ่ก็ปั่นคนเดียว เช้าๆก็เข็นจักรยานออกไปปั่น ได้ประมาณ 20 กิโลเมตร พอได้เหงื่อ ร่างกายเรื่มหอบแฮ่กๆ ก็ปั่นกลับบ้าน..ประมาณนั้น
ไม่ได้ปั่นแบบอาชีพ เหมือนน้องๆนักข่าวที่อยู่ออฟฟิต ที่ออกแนวปั่นเป็นชมรม ปั่นเป็นกลุ่ม ดูแล้วได้ทั้งความสุขและได้ทั้งสุขภาพ เคยอยากจะไปร่วมแจมกับน้องๆเค้าเหมือนกัน แต่กลัวว่าจะเป็นตัวถ่วง เนื่องจากเป็นนักปั่นแถวสมัครเล่น ความเร็วประมาณแมวย่อง
        ซึ่งอาจจะเป็นภาระของน้องๆทั้งหลายที่ต้อง"ปั่นไป รอไป" อาจจะเสียสุขภาพจิต เลยปลีกวิเวก ปั่นคนเดียวดีกว่า
เผอิญบ้านผมอยู่ในซอย ซึ่งใกล้ๆกับตรงจุดเกิดเหตุที่น้องนักศึกษาไปชนกลุ่มจักรยานนั่นแหละครับ เนื่องจากซอยค่อนข้างลึกระยะทางหลายกิโลเมตร เพราะเชื่อมระหว่างถนนสันกำแพงกับดอยสะเก็ด
        จึงเหมาะด้วยประการทั้งปวงที่จะเป็นที่ปั่นจักรยาน เนื่องจากไม่มีรถรามากนัก รถใหญ่รถบรรทุก ก็ไม่มี แถมวิวสองข้างทางก็ออกแนวธรรมชาติ เรียกว่าปัจจัยเอื้อหมดสำหรับนักปั่นทั้งหลาย
ครั้งหนึ่งผมขับรถออกจากบ้านตอนเช้าตรู่ พระอาทิตย์ยังไม่ออกมา"เซย์ ไฮ"กับผู้คน รอบข้างสองข้างทางจึงค่อนข้างมืด ขับมาเรื่อยๆ ก็ต้องเบรคตัวโก่งครับ เพราะข้างหน้าคือจักรยาน ที่ปั่นมาออกกำลังกาย
ในซอยมืดๆที่ไม่มีแสงไฟ เวลาปั่นจักรยานตอนช่วงนี้ ผู้ปั่นจะต้องรู้ครับว่า มีความเสี่ยงอยู่มาก เนื่องจากบรรดารถยนต์อาจจะมองไม่เห็น บางคันไม่มีไฟส่องสว่างที่ด้านหลัง มีแต่แผ่นสะท้อนแสง ซึ่งค่อนข้างเก่า ประสิทธิ์ภาพ ก็ด้อยตามไปด้วย
        แถมไฟหน้าก็แสงสว่างวับๆแวมๆ และส่วนใหญ่นักปั่นทั้งหลายมักจะกดไฟหน้ารถให้ฉายลงต่ำ เพื่อจะได้มองเห็นเส้นทาง
ทีนี้จะมาด่าว่ารถยนต์ฝ่ายเดียวก็เห็นจะไม่ถูกครับ ผมเองเกือบชนอย่างจัง เพราะมองไม่เห็นจริงๆ โชคดีไม่มีรถสวนทางมา ก็เลยเปิดไฟสูง พอเปิดปุ๊บก็ต้องอุทานเสียงหลง หักพวงมาลัยหลบทันที ไม่งั้นกวาดจักรยานลงข้างทางแน่
         คือเมาหรือไม่เมา ถ้าเจอแบบนี้ ก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ทุกครั้งครับ
หลังจากใจเต้นตุ้มๆต่อมๆ มาได้ซักแปร๊บบบ ขับมาอีกหน่อย เจอเข้าอีกเคส  คราวนี้เป็นจักรยานที่สวนทางมาครับ ยอมรับว่าเกือบมองไม่เห็น เพราะไฟหน้า นักปั่นก็กดลงส่องกับพื้น
         ถ้าไม่เปิดไฟสูงเนี่ย ก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกัน เนื่องจากถนนในซอยเป็นสองเลนค่อนข้างแคบ
เรื่องนี้ เวลาเรารณรงค์ เราต้องร่วมด้วยช่วยกันครับทั้งสองฝ่าย
ตามสโลแกนแหละครับ"รถเป็นของเรา แต่ถนน..ไม่ใช่"
         ดังนั้นเราต้องจับมือกันแก้ไข ไม่ให้เกิดเรื่องร้ายตามมาอีก เหมือนกับตัวอย่างที่ผ่านมา
รถจักรยานเอง ผมเองก็เข้าใจนะครับ ช่วงนี้อากาศมันร้อน ก็อยากจะร่นระยะเวลาปั่นเช้าขึ้นมาอีกหน่อย บางคนตีสี่ ตีห้า ก็ตื่นออกมาปั่นกันแล้ว ทีนี้ เราก็ต้องเห็นหัวอก ใจเค้า ใจเรา แต่ละคนก็คงไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุแหละครับ
ถ้าอยากจะปั่นตอนเช้าๆ เวลาที่แสงว่างตามท้องถนนยังไม่มี ก็ต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับส่องสว่างให้พร้อม ไฟข้างหลังเป็นไฟกระพริบ แจ้งให้รถคันหลังทราบว่า ข้างหน้าเป็นจักรยาน
         ไฟหน้า ก็ต้องหาซื้อรุ่นที่มีแสงไฟพอเพียงที่จะทำงานได้ และรถสวนผ่านมาได้เห็น
เสื้อผ้าทั้งหลาย ก็ควรจะสวมใส่เสื้อผ้าที่เป็นสีสะท้อนแสง หรือซื้อเสื้อกั๊กสะท้อนแสงมาใส่เลย รับรองว่าจะช่วยได้อีกอักโข เพราะมองเห็นได้แต่ไกล


บางทีกระแสจักรยานในช่วงนี้อาจจะแรงซักหน่อย ล่าสุดผมเห็นภาพ มีนักปั่นจักรยานสามคน แต่งชุดปั่นจักรยานเต็มยศ จอดจักยานแล้วไปนอนกลางถนนชูป้ายว่า"หยุดฆ่านักปั่น" เห็นแล้วก็รู้สึกไม่เข้าท่า เข้าทาง
อยากกระซิบบอกน้องๆเขาเหมือนกันว่า"บางทีอะไรที่มันเยอะไป มันก้อดู..น่าเกลียด"
จากที่เคยอยู่ฟากที่ทุกคนเห็นใจ เข้าใจ และกำลังร่วมด้วยช่วยกัน ให้คนไทยที่ใช้รถ ใช้ถนน ให้เกียรติบรรดารถเล็กทั้งหลายโดยเฉพาะรถจักรยาน ว่าเป็นเพื่อนร่วมถนนด้วยกัน
       น้องๆมาแอ็คชั่นเกรียนๆแบบนี้ ระวังจะโดนกระแสโลกออนไลน์ตีกลับ งานนี้บอกได้เลยครับว่า..ได้ไม่คุ้มเสียครับ
สังคมจะอยู่ได้ ถ้าเราหยุดประนาม แล้วหาทางออกร่วมกัน
ปิดท้ายด้วยความฝัน  ก้อได้แต่หวังว่าซักวัน จะตะโกนบอกเพื่อนๆได้เต็มปากว่า
"เมืองช้านนนน..เป็นเมืองจักรยาน"



กุนซือ
p_kiti@hotmail.com

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

ญี่ปุ่นเข้าคิว




ชั่วโมงนี้ประเทศที่นักท่องเที่ยวชาวไทยพาเหรดกันเข้าไปท่องเที่ยวมากที่สุด เห็นจะไม่มีที่ไหนเกินแดนปลาดิบ ประเทศญี่ปุ่น หลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดไฟเขียวให้คนไทยเข้าไปเที่ยวได้แบบไม่ต้องขอวีซ่า
กระแสสะพายเป้ โดดขึ้นเครื่องบินตระเวณแดนซามูไร ก็ฮอตฮิตขึ้นมาทันที ตัวเลขนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นตอนนี้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว และยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
งานนี้ตรงตามวัตถุประสงค์ของพี่ยุ่นเค้าครับ เพราะหลังจากเจอภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง เค้าก็ต้องเริ่มมองหาหางแก้ไขวิกฤติทางด้านการเงิน รายได้อย่างหนึ่งที่ไหลมาเป็นกอบเป็นกำ คงจะไม่มีอะไรมาง่ายและเร็วกว่ารายได้จากการท่องเที่ยว
พี่ยุ่นคงเหลียวซ้าย มองขวามานาน แล้วมาสะดุดตรงนักท่องเที่ยวไทย ที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนระดับโลกว่า ถึงแม้จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่เป็น"เล็กดี รสโต"
นักท่องเที่ยวไทยเหยียบไปที่ไหน รับรองว่า"ช๊อปปิ้งกระจายยยย.."
ซื้อแบบไม่ลังเล ซื้อแบบไม่งอแง เห็นปุ๊บซื้อปั๊บ กลับมาถึงโรงแรมบางทียังแปลกใจว่า"ตรูซื้อมาทำไม" อะไรทำนองนั้น
การบินไทย สายการบินแห่งชาติ ยังต้องใช้เครื่องบิน A380 เครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้มาบิน เพื่อรองรับกับปริมาณนักเที่ยวชาวไทยทั้งหลายจะได้ไปสัมผัสกับแดนซากุระ
มีเรื่องขำๆที่เล่าต่อกันมาว่า ที่สนามบินคันไซ ทางสนามบินจัดให้เครื่องของการบินไทยได้จอดงวงสุดท้ายมาตลอด เวลาเดินในเทอร์มินอล ผู้โดยสารไทยก็ต้องเดินไกลกว่าสายการบินอื่นเค้า
ทีนี้พอคนไทยแห่เข้าไปเที่ยวญี่ปุ่นมากๆเข้า บรรดาทัวร์ทั้งหลายก็ส่งเสียงไปที่สนามบิน ขอให้เปลี่ยนเครื่องการบินไทยมาจอดงวงใกล้ๆหน่อยได้ป่าว นักท่องเที่ยวจะได้สบายไม่ต้องเดินไกล  สนามบินคันไซก็ใจดี"โอเค้..จัดไป"


พอการบินไทยมาจอดใกล้ๆ ลงเครื่องปุ๊บ เดินไปเอากระเป๋าได้ใกล้ๆลูกทัวร์ทั้งหลายก็สุขใจ  แต่ได้ไม่นานเท่าไหร่ ก็มีเสียงโวยวายไปทางสนามบินคันไซ ให้ย้ายการบินไทยกลับมางวงสุดท้ายเหมือนเดิม
คนร้องเรียนทั้งหลายไม่ใช่ใครที่ไหน บรรดาร้านค้าที่อยู่ในสนามบินนั่นเอง เพราะตลอดทางเดินจะมีร้านค้าต่างๆตั้งดักให้ผู้โดยสารช๊อปปิ๊ง พอคนไทยจอดงวงแรก ลงปุ๊ปไปเอากระเป๋าได้เลย ร้านค้าทั้งหลายก็ยอดขายตกฮวบ
ชาติอื่นไม่เป็นไร แต่ขอชาติไทยชาติเดียว ที่ต้องให้เดินไกล ผ่านร้านค้าต่างๆ รับรองว่าเงินเยนสะพัดทุกร้าน
สมศักดิ์ศรีฉายา"ไทยช๊อปแชมป์"ที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
อย่างหนึ่งที่เราจะเห็นจนชินตาเวลาไปญี่ปุ่นคือ การเข้าคิวครับ ไปทางไหนมีแต่คนเข้าคิว เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่แย่งกัน ไม่มีเบ่ง ร้านอาหารเล็กๆคนก็ต่อคิวกันแถวยาวเหยียด เป็นภาพที่น่าดู ผมเองยังคิดเลยว่า ถ้าเป็นเมืองไทยร้านไหนมีคนต่อคิวเป็นระเบียบแบบนี้ ร้อยทั้งร้อยๆคนไทยก็ต้องคิดว่า "ร้านนี้สงสัยมีเมนูทีเด็ด คนถึงแห่กันมาเข้าคิวขนาดนี้" แต่เผอิญญี่ปุ่นประชากรเยอะ 127 ล้านคน ประมาณสองเท่าของบ้านเรา
ดังนั้นภาวะแย่งกันอยู่ แย่งกันกินเลยเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ลองหลับตาว่า ถ้าคนญี่ปุ่นไม่มีวินัย เวลาเลิกงาน ผู้คนไหลออกมาจากตึกเหมือนกองทัพมด เดินเบียดกันไปซื้อข้าวเย็นกัน แย่งกันซื้อ เพื่อจะรีบกลับบ้าน ผมว่ารับรองมีชกต่อย เหยียบกันตายแน่
ผมเคยไปเดินเล่นแถวย่ายช๊อปปิ้งนัมบะ เมืองโอซากา เห็นภาพถนนยาวเหยียด ผู้คนเดินกันแน่นทั้งถนน แน่นแค่ไหน ประมาณว่าถ้ายืนเฉยๆเนี่ย ร่างกายอาจจะเคลื่อนไหวเดินหน้าไปได้เพราะว่าฝูงชนพาไป
เริ่มเข้าใจชีวิตปลากระป๋องตราสามแม่ครัว ตั้งแต่บัดนั้นเป้นต้นมา


ช่วงหลังๆเราๆท่านๆ ชอบด่านักท่องเที่ยวจีนว่า เวลามาเที่ยวเมืองไทยแล้วไร้วินัย สร้างความวุ่นวายปั่นป่วนไปทั่ว  เวลาเช่ารถมาขับ อยากจะเลี้ยวตอนไหนก็เลี้ยว ถือว่าเป็นการสร้างสีสรรให้กับท้องถนนในเมืองไทย ให้คนไทยตื่นตัวอยู่เสมอ
เวลาเข้าร้านอาหารไหนก็ส่งเสียงดังไม่เกรงใจคนอื่น แถมยังเลอะเทอะเสริมเข้ามาอีก
เรื่องนี้ก็ต้องเข้าใจว่า ประเทศเค้าประชากรเยอะ ถึง..เยอะมากกกก
แถมประเทศใหญ่ พื้นที่อาณาเขตก็กว้างใหญ่ไพศาล วัฒนธรรมแต่ละมณฑล ก็แตกต่างกัน แถมลักษณะของคนประเทศเขาก็ออกจะแนว"จริงจังแค่ไหน แค่ไหนเรียกจริงจัง"
ดังนั้นก็เลยต้องส่งเสียงดังบ้าง เพื่อแสดงให้เห็นว่า...ซินเซีย
เหมือนคนบ้านเราไปเที่ยวญี่ปุ่นนั่นแหละครับ บางทีเราก็ทำผิดแบบไม่รู้ตัว เพราะไม่ได้ศึกษาวัฒนธรรมของเขามาก่อน ยิ่งตอนนี้คนไทยแห่กันไปญุี่ปุ่น
เหมือนเป็น"เบาหวานเพราะกินอิชิตัน แล้วเสี่ยตัน..พาไปเที่ยวปลอบใจ"
คือดูทรงแล้วเหมือนไปฟรี...เต็มทุกไฟล์ท  ย่านช๊อปปิ้งตามเมืองใหญ่ๆของญี่ปุ่น ถ้าคุณไปเดินแล้วไม่ได้ยินเสียงภาษาไทย ผมว่าคุณอาจจะไปผิดประเทศ
ด้วยเหตุที่วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน บางครั้งนักท่องเที่ยวไทยเรายังคุยโทรศัพท์มือถือในรถไฟใต้ดินญี่ปุ่น ซึ่งเค้าจะถือว่าเสียมารยาท เวลาเดินขึ้นบันไดเลื่อนเราก็ยืนกันเต็มทั้งสองด้าน ทั้งที่เราต้องยืนชิดติดด้านขวา เพื่อด้านซ้ายจะต้องเว้นไว้ ให้คนที่รีบเร่ง


เราชอบซื้ออาหารแล้วเดินไป กินไป ซึ่งคนของเค้าจะไม่ทำ เค้าจะยืนกินให้เสร็จแล้วค่อยเดิน คนไทยบางคนเห็นผู้หญิงญี่ปุ่นเค้าใส่ชุดกิโมโน ก้อวิ่งโร่เข้าไปถ่ายคู่กับเค้าทันที โดยไม่มีถามเขาก่อนว่าเขาจะอนุญาตให้ถ่ายคู่ไหม  ถือว่าผิดมารยาทมากฯลฯ
เรื่องนี้ก็ต้องเรีนรู้กันไป ที่สำคัญอย่าเพิ่งด่าพี่จีนมากนัก
เดี๋ยวจะโดนพี่จีนย้อนเกล็ดเอามั้งว่า"เออ..อยากด่า ด่าไป อย่าให้ลื้อไปญี่ปุ่นบ้างก้อแล้วกัน"
วกกลับมาถึงเรื่องพี่ยุ่นเข้าคิวก้นต่อครับ  อาจารย์ฮารา ชินทาโร่ ซึ่งเป็นอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้เขียนถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมคนญี่ปุ่นเข้าแถว ไม่แซงคิว
โดยอาจารย์บอกว่าเขาเองก็ไม่ทราบว่า ทำไมคนญี่ปุ่นเข้าคิวทุกครั้ง และแทบจะไม่มีใครกล้าแซงคิว ที่สำคัญมันยังเป็นหัวข้อที่น่าสนใจสำหรับงานวิจัยด้วย
1. เป็นวัฒนธรรมในสังคมญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นถูกสอนตั้งแต่สมัยอนุบาลศึกษา ทั้งพ่อแม่ ทั้งครู และทั้งบรรดาผู้ใหญ่จะดุเด็กๆ ที่แซงคิวหรือไม่เข้าคิว ตั้งแต่สมัยเด็ก
         ก็เข้าใจว่าการแซงคิวนั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับดีหรือไม่ดี แต่อยู่ที่ว่าทำได้หรือทำไม่ได้มากกว่า เนื่องจากว่าทุกครั้งที่พยายามจะแซงคิว เด็กๆจะโดนผู้ใหญ่ดุ และไม่มีผู้ใหญ่ที่แซงคิว ทำให้เด็กรู้ว่า ฉันก็ทำไม่ได้
2. คนที่แซงคิวถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่มีคุณค่า เพราะคนนั้นเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ไม่เกรงใจคนอื่น และทำให้คนอื่นรอนานเพราะความเห็นแก่ตัวของตนเอง
        ชาวญี่ปุ่นแทบทุกคนเน้นความตรงต่อเวลามาก ดังนั้น การแซงคิวหมายความว่า คนที่แซงนั้นไม่ให้เกียรติต่อเวลาของคนอื่น เมื่อคนใดคนหนึ่งไม่เห็นคุณค่าในเวลาของคนอื่น คนนั้นก็ถูกมองว่าคนที่ไร้คุณค่า  แม้ว่าประเทศญี่ปุ่นเผชิญกับสึนามิโศกนาฎกรรมน่าเศร้าเช่นนี้ ญี่ปุ่นก็ยังแสดง ภาพน่าประทับใจให้เห็นถึงสังคมที่มีรูปแบบอย่างดีสามารถรับมือกับวิกฤตอย่าง นิ่งสงบและมีระเบียบ
3. สิทธิและความเท่าเทียมกัน แม้ว่าคนที่อยู่ข้างหน้าของแถวนั้นเป็นคนใดก็ตาม เราก็รู้สึกว่า เขามีสิทธิมากกว่าเรา แม้ว่าเราจะมีอำนาจสูกว่า มีเงินมากกว่า มีการศึกษาสูงกว่า ตำแหน่งที่สูงกว่าก็ตาม ในแถวนั้น คนที่มีสิทธิมากที่สุดก็คือคนที่มาเร็วที่สุด คนนั้นเป็นใคร ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เวลาคนญี่ปุ่นเค้าจะข้ามถนนยังต้องเข้าแถวเลย
4. สังคมญี่ปุ่นเชื่อว่า การเข้าคิวนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะถ้าไม่มีคิว คนที่ได้เปรียบที่สุดก็คือ คนที่ไม่รู้จักคำว่าอาย เราก็ไม่อยากจะให้สังคมของเราเป็นสังคมที่คนที่ไม่รู้จักคำว่า อาย ได้เปรียบ ทุกคนก็ยอมรับที่จะเข้าแถว แม้ว่าแถวนั้นจะยาวเป็นหลายกิโลก็ตาม
ในสังคมบางสังคม ในขณะที่เราเข้าแถว ผู้ใหญ่มาถึงที่นั้น มักจะมีคนที่ต้อนรับท่านผู้ใหญ่และบอกว่า “เชิญทางนี้นะค่ะ/ครับ” หลังจากนั้นก็จะให้บริการแก่ท่านผู้ใหญ่คนนั้นก่อนคนที่เข้าแถวเป็นเวลานาน
ถ้าในประเทศญี่ปุ่น อาจจะมีคนที่ต้อนรับท่านผู้ใหญ่ (แม้ว่าหายาก) แต่คนที่ต้อนรับท่านผู้ใหญ่นั้นก็ต้องบอกว่า
“ขอบคุณครับท่าน ขอโทษนะครับ วันนี้ คิวมันจะยาวหน่อยครับ”
อ่านข้อเขียนของอาจารย์เสร็จ  ผมเดินไปหยิบธงของหมอลักษณ์ออกมาฟัน
ว่าประโยคช่วงหลังๆ อาจารย์พูดถึงประเทศสารขัณฑ์...ชัวร์


                                                                                              กุนซือ
               p_kiti@hotmail.com

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

อาหารชาตินิยม







         วานก่อนไปนั่งทานก๋วยเตี๋ยวแถวๆบ้าน ร้านที่ผมทานประจำลูกค้าค่อนข้างเยอะ เรียกว่าเข้าๆออกๆ แตะมือผลัดกันตลอด  เพราะน้ำซุปอร่อย  ควมจริงก๋วยเตี๋ยวจะอร่อย หรือไม่อร่อยเนี่ย มันมีองค์ประกอบอยู่หลายอย่างนะครับ  แต่ผมว่าน้ำซุปนี่แหละครับที่ถือเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่ง
เผอิญมีนักท่องเที่ยวชาวจีนสองคน ชาย-หญิง เดินเข้ามาในร้าน หันรีหันขวาง พยายามหาโต๊ะนั่ง สุดท้ายก็ได้โต๊ะใกล้ๆกับผม  เลยถือโอกาสเอียงหูฟัง  ว่านักท่องเที่ยวจีนเค้าจะสั่งก๋วยเตี๋ยวแนวไหน เผื่อเป็นวิทยาทาน อีกหน่อยมีสตุ้งสตางค์อาจจะเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวรับแต่ทัวร์จีน โกยเงินกับเค้ามั้ง
หลังจากมองโน่น มองนี่ซักพัก เพราะมีแต่ป้ายภาษาไทย เค้าคงอ่่านไม่ออก ออเดอร์แรกที่นักท่องเที่ยวจีนตัดสินใจสั่งคือ.."คุณมีผัดไทยไหม?"
         ผมเลยถึงบางอ้อว่า  อาหารไทยที่สร้างชื่อให้เมืองไทย ที่ยังอยู่ในใจคนทั้งหลายมีอยู่ 3 อย่างเหมือนเดิม คือ...
ต้มยำกุ้ง  ส้มตำ และ ผัดไทย
อาหารเทพ 3 อย่าง มาเมืองไทยถ้าไม่ได้ลิ้มลอง แปลว่า..มาไม่ถึงเมืองไทย
เลยลองไปค้นคว้าที่มาของผัดไทย ว่าอุแว้ครั้งแรกในเมืองไทยเมื่อไหร่  เผื่ออีกหน่อยเจอนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่เค้าอยากรู้ที่มา  ที่ไป ของผัดไทยของเรา จะได้ยีดอกอธิบายได้ถูก
สำหรับผัดไทยเนี่ย เค้าว่าพึ่งเกิดสมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม นายกฯในตำนานของเมืองไทย นี่เอง ว่ากันว่าท่านจอมทพล ป.  เห็นคนไทยกินกันแต่ผัดซีอิ๊วของคนจีนเลยดำริให้คิดหาสูตรก๋วยเตี๋ยวผัดมาแข่งกับผัดซีอิ๊วก็ได้มาเป็นผัดไทยนั้นเอง
แม้ว่าหน้าตาของเจ้าผัดไทยจะกระเดียดไปทางอาหารจีน เพราะใช้เส้นก๋วยเตี๋ยวผัด แต่จริงๆ แล้ว ผัดไทยเป็นอาหารที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของคนไทยแท้ๆ เลย มิหนำซ้ำยังเกิดในช่วง “รัฐนิยม” สมัยจอมพล ป.พิบูลย์สงครามเสียด้วย อย่างที่รู้ๆ กันว่าช่วงนั้นกระแสความเป็น “ชาติไทย”ฟีเวอร์ขนาดไหน ในเมื่อเรามีอะไร ๆ ที่เป็นไทยแล้วมากมาย จะขาด“อาหารไทย” ไปได้อย่างไร
        ผัดไทยจึงเกิดขึ้นมาด้วยประการฉะนี้
ผัดไทย ประกอบไปด้วย เส้นเล็ก เต้าหู้เหลืองซอย กุ้งแห้ง ใบกระเทียม ไข่ถั่วงอกดิบ สมัยนี้ยังมีผัดไทยกุ้งสด บางทีก็ผัดไทยห่อไข่ด้วย แถมบางเจ้ามีผัดไทยใส่หมูเสียด้วย
        แต่รู้ไหมครับว่าผัดไทยที่เป็นไทยแท้ๆ นั้น ต้องไม่ใส่หมูเด็ดขาด
         หลายคนอาจจะทำหน้าแมวสงสัยว่า ทำไมไม่ใส่หมู  เหตุผลก็เพราะว่าคนในสมัย “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” เขามองว่าหมูเป็นอาหารของคนจีน คนไทยนานๆ ถึงจะกินหมูสักที ดังนั้น เนื้อหมูเลยหมดสิทธิ์มาอยู่ในจานอาหารไทยรัฐนิยม
ผลพวงของนโยบายชาตินิยมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นั้น ได้ก่อกำเนิดอาหารขึ้นมาชนิดหนึ่งและเหลือมาถึงปัจุบัน อาหารชนิดนั้นเกิดขึ้นเพราะจอมพล ป. พิบูลสงคราม เห็นว่าในสมัยนั้น "ก๋วยเตี๋ยว" เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมมากเพราะมีร้านก๋วยเตี๋ยวทั้งแบบตั้งอยู่กับที่และแบบเคลื่อนที่ไม่ว่าจะเป็น ทางรถ(เข็น)หรือทางเรือก็ตาม ซึ่งก๋วยเตี๋ยวนั้นจอมพล ป. เห็นว่าเป็นอาหารที่มีพื้นแพ มาจากประเทศจีน
ในช่วงนั้นรัฐบาลพยายามอย่างมาก ที่จะถอดถอนความเป็นจีนออกจากคนไทยเชื้อสายจีนทั้งหลายที่อยู่ในประเทศไทย ถึงกับมีการสั่งห้ามไม่ให้มีการสอนหนังสือจีน ในเมืองไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ยากแก่การปราบปรามก็คือ "ก๋วยตี๋ยว"นี่เอง ทำให้ก๋วยเตี๋ยวเป็นหนามตำใจของรัฐบาลในขณะนั้น
       แสดงว่าอิทธิ์ฤทธิ์ของก๋วยเตี๋ยวนั้นยังคงขลัง  และทรงพลังมาจนถึงบัดนี้
        แต่ในที่สุดรัฐบาลก็ได้คิดค้นอาหารขึ้นมาชนิดหนึ่งเพื่อจะส่งเสริมให้ประชาชนนำไปทำมาค้าขายแทนที่การขายก๋วยเตี๋ยว (จีน) โดยอาหารชนิดนี้พยายามสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองที่ตรงกันข้ามกับก๋วยเตี๋ยว (จีน)
       เราก็ได้ "เส้นจันท์" ขึ้นมา ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะแก่การผัดในกระทะ ก๋วยเตี๋ยว (จีน) มักจะกินเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำ อาหารนี้กินแบบแห้งเท่านั้น (เพราะใช้ในการผัด) และสุดท้าย
       เพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปรู้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งว่าอาหารนี้เป็น อาหารของคนไทยอย่างแน่นอน จึงตั้งชื่อว่า "ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย"
ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทยจึงเป็นอาหารที่เกิดขึ้นมาภายใต้วัฒนธรรมแบบชาตินิยมที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามพยายามสร้างขึ้นโดยแท้ เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมการกินแบบชาตินิยม ก็เห็นจะไม่ผิดไปจากความจริง
ปิดท้ายด้วยคำถามที่หลายคนสงสัย ว่าผัดไทย  นั้นสะกดอย่างไรถึงจะถูก เพราะเห็นร้านอาหารทั้งหลายที่ขาย บางร้านก้อเขียน"ผัดไทย"  บางร้านก้อเขียน "ผัดไท"  สรุป มี ย. ห้วยตามท้ายหรือไม่
สรุปคือ เมื่อผัดไทย เป็นอาหารที่ถูกคลอดมาเพื่อสร้างความเป็นชาตินิยมของคนไทย  ดังนั้น ต้องสะกดว่า"ผัดไทย"เท่านั้น ที่ถูกต้องที่สุด  ร้านค้าทั้งหลายที่ยังเขียนผิดอยู่ ช่วยเอาปากกาไปเขียน ย.ยักษ์ เติมท้ายโดยพลัน
        เดี๋ยวจะโดนกล่าวหาว่าทำอาหารไม่มีความเป็นชาตินิยม...แฮ่ม!

กุนซือ
p_kiti@hotmail.com

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

หนีห่าว...กากี่นั้ง




หนีห่าว..กากี่นั้ง

ว่ากันว่าถ้าคนที่มีเชื้อสายจีน นัดแนะเวลากัน แล้วทุกคนกระโดดพร้อมกัน จะเกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหวขึ้นมาในโลก ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยว่าคนจีนบนโลกใบนี้มีมากมายเท่าได
        ลองหันไปหยิบหนังสือสถิติขึ้นมาดู คนจีนยังเป็นแชมป์ ทีมียอดประชากรสูงที่สุดในโลกประมาณ 1,369 ล้านคน อันดับสองรองลงมาที่มาแรงไม่แพ้กันคืออินเดีย ที่จำนวนประชากรเพิ่มแบบพรวดๆๆๆ ขึ้นมาแตะ1,252  ล้านคน
        อันดับสามเป็นพี่เบิ้มพญาอินทรี ที่มีตัวเลข 322 ล้านคน เรียกว่าอันดับหนึ่งกับสอง ทิ้งห่างอันดับที่สามแบบหายห่วง
อันดับที่สี่คืออินโดนีเซีย อันดับห้าได้แก่ดินแดนกาแฟบราซิล  อันดับหก คือปากีสถาน แล้วต่อด้วยไนจีเรีย บังคลาเทศ และญี่ปุ่น ตามลำดับ
ส่วนพี่ไทย ของเราติดโผอยู่ในอันดับที่ 20 ตัวเลขประชากรเคาะออกมาราวๆ 66 ล้านคน
หลายคนอาจจะสงสัยอยากรู้ว่าประเทศไหนประชากรน้อยที่สุด  เชื่อว่าหลายคนต้องทายว่า ประเทศหรือเขตปกครองพิเศษที่มีประชากรน้อยที่สุดคือ นครรัฐวาติกัน ที่มีประชากรอยู่ 900 คน
แต่ข้อมูลล่าสุด พบว่า ประเทศหรือเขตปกครองที่มีประชากรน้อยที่สุดในโลกคือ หมู่เกาะพิตแคร์น ที่มีประชากรอยู่แค่ 58 คนเท่านั้น
คิดกันง่ายๆว่า ถ้าคนบนโลกเดินมา 100 คน  เราจะเจอคนจีนซะ 19 คน คนอินเดีย 17 คน เป็น
คนมะริกันซะ 4 คน เป็นคนอินโดฯ 3 คน เป็นคนรัสเซีย 2 คน มียุ่นเดินมาแค่ 1 คน ที่เหลือก็คละกันไป ส่วนพี่ไทย ตัวเลขบวก ลบ คูณ หาร ออกมาแล้ว ในร้อยคน เรามียังไม่ถึงหนึ่งคนเลยครับ
         นี่ยังไม่รวมบรรดาคนที่อาศัยอยู่ในประเทศต่างๆ แล้วมีเชิ้อสายจีนอีกต่างหาก ดูง่ายๆในเมืองไทย คนไทยเชิ้อสายจีนเนี่ย มีกระจัดกระจายอยู่ทุกแห่งหน ทุกตำบล จนเราถือเป็นเรื่องปรกติ นับนิ้วกดเครื่องคิดเลขกันไม่หวาดไม่ไหวกันเลยละครับ



ดังนั้นเวลาคนจีนขยับทำอะไร มักจะเป็นเรื่องครับ เพราะคนเยอะ เรื่องราวก้อต้องแยะตามไปด้วย
ช่วงนี้เป็นช่วงตรุษจีน ที่คนจีนทั้งหลายกำลังมีค่านิยมเดินทางออกท่องเที่ยวยังต่างประเทศ แถมประเทศไทยยังเป็นเมืองในฝันของบรรดานักท่องเที่ยวจีน  เพราะเมืองสวย วัฒนธรรมดี คนน่ารัก สินค้าราคาก็ประหยัด อาหารอร่อย แถมมีสิ่งบันเทิงรองรับแบบครบครัน
โดยเฉพาะเชียงใหม่ ที่ช่วงหลังๆ กลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจีนที่ตนนี้มีค่านิยมใหม่คือ ชอบท่องเที่ยวด้วยตัวเอง โดยไม่ใช้บริการจากบริษัทท่องเที่ยวหรือบริษัททัวร์ เหมือนกับเมื่อก่อน
ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีนทะลักเข้ามาในเมืองเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง และปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีก็ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ไม่ว่าจะด้วยเรื่องภาษา  หรืออุปนิสัยของคนจีนที่อาจจะแตกต่างกับบ้านเราในเรื่องวัฒนธรรม ทำเอาคนเชียงใหม่หลายคนถึงกับผวา เวลาเจอนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มใหญ่ๆ เพราะกลัวจะเป็นปัญหาของเมือชียงใหม่งเต่อไปในอนาคต
แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า บรรดานักท่องเที่ยวจีนเหล่านี้ เมื่อเวลาเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ ก็ได้สร้างรายได้ให้กับเชียงใหม่ได้อย่างอักโข มี่เงินหมุนเวียนสะพัดทั่วเชียงใหม่จำนวนมหาศาลในช่วงที่ผ่านมา
ถึงแม้จะมีปัญหาที่เกิดขึ้นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะอุปนิสัยของเค้า ที่อาจจะส่งเสียงดัง ลัดคิว หรือไม่รักษาความสะอาด ฯลฯ
เรื่องเหล่านี้ จะให้แก้แบบฉับพลัน ก็คงเป็นเรื่องยากครับ งานนี้อาจจะต้องท่องภาษิตไว้ในใจครับว่า
"เมื่อต่อต้านไม่ได้ ก้อ...เข้าร่วม"(แฮ่ม)
ตอนนี้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น ททท.หรือว่าองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้อง ก็พยายามหาวิธีรับมือกับนักท่องเที่ยวจีนอย่างไร
         ให้เกิดอาการ"win-win" กันทั้งสองฝ่าย
โดยเน้นความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการ ในการควบคุมดูแลการเข้า-ออกของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย การตรวจสอบและดูแลการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติอย่างเข้มงวดการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ทราบถึงค่านิยม และวัฒนธรรมไทย สิ่งที่ควรทำ ไม่ควรทำ
เพื่อจะได้เรียนรู้และปฏิบัติตาม ก่อนการเดินทางเข้ามาประเทศไทย
มีการจัดทำป้ายหรือสัญลักษณ์ เพื่อแจ้งเตือนสิ่งที่ควรรู้ให้นักท่องเที่ยวเข้าใจ ตลอดจนส่งเสริมให้คนไทยเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านภาษาต่างประเทศ ทั้งนี้ในส่วนของ ททท. เขาจะนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการปรับโครงสร้างตลาด มุ่งเน้นส่งเสริมตลาดระดับบนอย่างจริงจัง
ช่วงตรุษจีนปีนี้ ก้อเลยอยากบอกพ่อแม่พี่น้องชาวเชียงใหม่ครับว่า กองทัพนักเที่ยวจากเมืองจีนจะทะลักเข้ามาในเชียงใหม่หลายแสนคน ดังนั้น เราๆท่านๆ อาจจะต้องทำใจกันบ้างครับ
       ก็เหมือนที่เกริ่นมากล่วงหน้าแหละครับ เมื่อคนมันเยอะ ปัญหามันก็ต้องแยะเป็นของคู่กัน หลายคนอาจจะหงุดหงิดเวลาเจอพฤติกรรมที่แย่ๆของนักท่องเที่ยวบางคน
งานนี้ก็ต้องบอกว่า ต้องใจเย็นๆ ถือเสียว่าเขาเป็นแขกบ้านแขกเมืองของเรา หนักนิด เบาหน่อย ก็ขอหยวนๆกันไป ถือว่าเรายังรักษาสัญลักษณ์"ยิ้มสยาม"ของเราให้ดำรงอยู่
ถ้ายังไม่หาย ยังอึดอัดอยู่ ลองหายใจยาวๆลึกๆ ท่องวลีโบราณเอาไว้ข่มใจครับ...
"จีนไทย ใช่อื่นไกล..พี่น้องกัน"
"หนีห่าว...กากี่นั้ง" คร๊าบบบบ ผม

                   กุนซือ      
                                                                                   p_kiti@hotmail.com

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แอ่ว ภูเก็ต



ถ้าไปยืนตรงประตูผู้โดยสารขาเข้า ของสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วถามนักท่องเที่ยวต่างชาติว่า มีโปรแกรมจะเที่ยวที่ไหนในเมืองไทย คำตอบส่วนใหญ่มีอยู่สองคำตอบ คือ เที่ยวกรุงเทพ ลงไปภูเก็ต แล้วขึ้นไปเชียงใหม่
ส่วนอีกคำตอบคือ เที่ยวกรุงเทพ ขึ้นไปเชียงใหม่ แล้วลงมาเที่ยวภูเก็ต
ภูเก็ต กับ เชียงใหม่ นั้นถือว่าเป็นหัวเมืองยอดนิยม สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาโดยตลอด ต่างฝ่ายต่างมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง เชียงใหม่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรม และขุนเขา
       ส่วนภูเก็ตนั้น ฉายาไข่มุกแห่งอันดามัน ก้อเป็นเหมือนหนังสือการันตีว่าถ้ามาเมืองไทย..พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง


สองเมืองกลายเป็นพิกัดหลักของนักท่องเที่ยวทั้งไทย-เทศ  เลยเข้ากฏแห่งเศรษฐศาสตร์ เมื่อดีมานด์มันเพิ่มพรวด ซัพพลายก็วิ่งตามติดมาทันที โดยเฉพาะนกเหล็กสายการบินต่างๆ ที่ตอนนี้กลายเป็นการเดินทางยอดนิยมของคนไทย
       สายการบินต่างๆ เหลียวซ้ายมองขวาก้อมองออกว่า ตลาดของเส้นทางนี้กำลังเปิดกว้าง ล่าสุดเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา นกเหล็กบางกอกแอร์เวย์ ก็เปิดไฟล์ทบินตรงเชียงใหม่-ภูเก็ต ขึ้นมารองรับสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งหลาย ทางบางกอกแอร์เลยส่งเทียบเชิญให้ผมร่วมบินไปสำรวจกับไฟล์ทนี้
บางกอกแอร์เวย์ ที่ได้ฉายาบูติก แอร์ไลน์นั้น ช่วงหลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ถูกอกถูกใจบรรดาผู้โดยสารทั้งหลายที่พูดเป็นเสียงเดียวกันคือ  ห้องรับรองในสนามบิน ที่เปิดบริการให้กับลูกค้าของสายการบินทุกคน เมื่อก่อนหลายคนออกอาการเบื่อ เวลาที่ต้องมานั่งรอเที่ยวบินในสนามบินนานๆ  แต่พอบินกับบางกอกแอร์เวย์ ปัญหานี้หมดไปทันที แถมตอนนี้ยังออกแนวป๋า เข้ากับกระแสคนไทยฮิตปั่นจักรยาน โดยสารการบินเปิดไฟเขียวให้ลูกค้าสามารถโหลดจักรยานขึ้นเครื่องฟรี ทุกเส้นทาง แถมยังเข้ากับธีมของเชียงใหม่ ที่กำลังรณรงค์ให้เป็น"เมืองจักรยาน"


วกกลับมาถึงห้องรับรองในสนามบินของบางกอกแอร์เวย์ หลายคนชอบไปนั่งรอในห้องรับรอง ของบางกอกแอร์ เพราะสะดวกสบาย อาหารการกิน ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม เสริฟแบบไม่อั้น จนเริ่มติดใจกันเป็นทิวแถว
เครื่องเทคออฟที่เชียงใหม่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก้อแลนดิ้ง สู้สนามบินภูเก็ต ดินแดนแห่งทะเลสวย และหาดทรายขาว
เหลียวหลังไปมองภูเก็ตในอดีต  มีหลายกระแส บ้างก็ว่าภูเก็ตเป็นเกาะ ที่ค้นพบโดยชาวประมง แต่เดิมเรียกว่า “บูกิต” ซึ่งเป็นภาษามลายูแปลว่าภูเขา เพราะเมื่อมองจากทะเล จะเห็นเหมือนมีภูเขา โผล่ขึ้นกลางน้ำ แต่บางกระแส ก็ว่าภูเก็ตมาจากคำว่า “ภูเก็จ” แปลว่าภูเขาที่มีค่า


แต่ที่แน่ๆ ภูเก็ตนั้นขึ้นแท่นว่า เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่ 543.034 ตร.กม เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่น้อยที่สุดในประเทศไทย ประชากรที่บันทึกไว้ล่าสุดอยุ่ที่ 369,522 คน เฉลี่ยความหนาแน่น บวกลบคูณหารแล้วได้ตัวเลข 680.47 คน/ตร.กม. แต่ความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขจริงของประชากรของภูเก็ตตอนนี้อาจจะมากกว่าหลายเท่า เพราะมีคนจากต่างถิ่นเข้ามาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย ดังนั้น ผู้คนก็หลั่งไหลเข้ามาขุดทอง ทำธุรกิจกันเต็มเมือง
ในอดีตนั้น ชาวเลเป็นชาวกลุ่มแรก ๆ ที่มาอาศัยอยู่บนเกาะภูเก็ต จากนั้นมาจึงกลุ่มชนอื่น ๆ อพยพตามมาอีกจำนวนมาก ทั้งชาวจีน ชาวไทย ชาวมาเลเซีย ฯลฯ จนมีวัฒนธรรมเฉพาะเป็นของตนเองสืบทอดมา จนถึงปัจจุบัน นับเป็นสีสันอย่างหนึ่งของภูเก็ต  เพราะปัจจุบันชาวภูเก็ตว่าเป็นพวกผสมผสานกันทางด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมกับชาวมลายู
ปัจจุบันชาวภูเก็ตส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ชาวจีนฮกเกี้ยน ชาวจีนช่องแคบ ชาวจีนกวางตุ้ง ฯลฯ รวมไปถึงชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม แถบอำเภอถลาง โดยเฉพาะชาวไทยมุสลิมมีจำนวนถึงร้อยละ 20-36 ของประชากรในภูเก็ต  นี่ยังไม่รวมแรงงานต่างด้าวชาวพม่า ลาว และเขมรราวหมื่นคน
ด้านทางศาสนา ประชากรส่วนใหญ่ในภูเก็ตนับถือศาสนาพุทธร้อยละ 73, ศาสนาอิสลามร้อยละ 25, ศาสนาคริสต์และอื่น ๆ ร้อยละ 2


พอดีผมโชคดีที่ทริปนี้ ทางบางกอกแอร์ เขาจับมือกับโรงแรมแคป พันวา โรงแรมหรู ตั้งอยู่บริเวณแหลมพันวา ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ต เป็นที่พัก โรงแรมแคป พันวา ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือเกษมกิจ เพราะฉะนั้นไม่ต้องอธิบายมากความว่า โรงแรมจะหรูหรา มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพรียบพร้อมแค่ไหน


        แถมโรงแรมแคป พันวา ยังเพิ่งลงทุนไปหลายสิบล้าน ในการรีโนเวท เพื่อสมกับฉายาว่าเป็นโฉมงามแห่งธรรมชาตินั้น  โดยเฉพาะห้องพักใหม่ให้เป็นห้องสวีททั้งหมด ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น คอนเทมโพรารี ในบรรยากาศรีสอร์ต แถมมีหาดทรายขาวส่วนตัวทอดยาวเกือบ 300 เมตร ให้ กับแขกที่มาพักได้สำผัสกับทะเล แบบไม่มีใครรบกวน
งานนี้ผมเองเลยเคลิ้มๆ นึกว่าตัวเองเป็นนักข่าว วีไอพี ไปโดยปริยาย

ถ้าใครถามว่า ไปภูเก็ตแล้วเที่ยวที่ไหนดี ก้อต้องบอกว่าจังหวัดภูเก็ตมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีชื่อเสียงมากมายและหลากหลายรูปแบบ โดยมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่โดดเด่นคือชายหาดต่างๆ เช่น หาดป่าตอง หาดกะรน หาดกะตะ หาดกมลา ฯลฯ
        นอกจากนี้ยังมีเกาะใหญ่น้อยต่างๆ รอบภูเก็ต เช่น เกาะไม้ท่อน เกาะราชา เกาะรัง เกาะเฮ เกาะสิเหร่ เป็นต้น รวมทั้งมีน้ำตกบางแป น้ำตกกะทู้ และน้ำตกโตนไทรด้วย
        สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวด้านประวัติศาสตร์และศาสนสถานที่สำคัญ ได้แก่ พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคาคีรี วัดฉลอง ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว เป็นต้น
        นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ภูเก็ตแฟนตาซี พิพิธภัณฑ์เปลือกหอย สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ สวนสัตว์ภูเก็ต ฯลฯ

ใครที่เริ่มอยากเดินเล่นชายหาด สัมผัสกลิ่นไอทะเล ภูเก็ตเป็นทางเลือกที่มองข้ามไม่ได้โดยเด็ดขาด โดยเฉพาะคนไทย ไม่ต้องไปเที่ยวที่ไหนไกลๆหรอกครับ ของดีเมืองไทยมีอยู่เยอะแยะ
          อยู่ที่ว่าสนใจจะไขว่คว้าหรือเปล่า..เท่านั้นเอง!

กุนซือ
p_kiti@hotmail.com

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ไอโฟน6



ไอโฟน6 มาแล้วจ้า


                 ว่ากันว่า ถ้าคนเดินมา 10 คน จะมีคนก้มหน้าเล่นมือถือซะ 7 คน โลกเปลี่ยนกลายเป็นสังคมก้มหน้า กันเป็นแถว  หันมามองคนไทย ที่ขึ้นชั้นติดทำเนียบมานานเรื่องตามกระแสเนี่ย ไม่มีใครเกินครับ                  หลังมือถือไอโฟน6 เปิดตัวมาระยะหนึ่ง แต่ยังไม่จำหน่ายในเมืองไทย ปรากฏว่ามีคนไปหิ้วเครื่องจากเมืองนอกมาขาย อัพราคากลายเป็นเท่าตัว แต่เหลือเชื่อว่ายังมีคนยอมควักเงินซื้อ เพียงเพื่อจะพก แล้วบอกให้สังคมว่า ฉันเป็นคนทันสมัย ใช้ไอโฟนรุ่นใหม่ที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มี  เห็นค่านิยมแบบนี้บอกเลยครับว่า...น่ากลัว
พอดีเดย์ ได้ฤกษ์iPhone 6 และ iPhone 6 Plus  จะอวดโฉมจำหน่ายในเมืองไทยในวันที่ 31 ตุลาคม ปรากฏว่าเกิดปรากฏการณ์ ไอโฟนพีเวอร์ขึ้นมาทันที  พอค่ายมือถือเปิดให้จองปุ๊บ เข็มนาฬิกากระดิกไปแค่ 8 นาที ก็ต้องปิดการจอง เพราะยอดเต็ม
อะเมซซิ่ง ไทยแลนด์ จริงๆ
สาเหตุซึ่งก็เป็นไปได้ว่าเพราะเครื่อง iPhone 6 Plus ที่ได้มาอาจจะมีจำนวนน้อย แต่จากกระแสใน Social Network หลายคนก็เลือกที่จะจอง iPhone 6 Plus มากกว่า เพราะราคาต่างจาก iPhone 6 ไม่มากนักนั่นเอง
วันนี้เลยหยิบเอาข้อมูลว่าไอโฟน 6 มันต่างจากไอโฟนรุ่นเก่าอย่างไรบ้าง ถึงทำให้กระแสยอดความต้องการพุ่งพรวดถึงขนาดนี้
1.จอใหญ่
เราจะยังไม่พูดถึง iPhone 6 Plus ที่จอ 5.5 นิ้ว เอาเฉพาะ iPhone 6 ก่อน ไอโฟน 6 มีหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นมาจากไอโฟน 5S อีก 0.7 นิ้ว คือจากเดิม 4.0 นิ้วเพิ่มขึ้นมาเป้น 4.7 นิ้ว คนที่ชอบจอใหญ่ๆคงจะถูกใจกันไม่น้อยละ เพราะรุ่นเล็กสุดก็เริ่มมาที่ 4.7 นิ้ว
2.บางแล้วบางอีก
คือทุกปีพี่แอปเปิ้ลต้องหาเรื่องทำให้สมาร์ทโฟนของแกบางลงกว่าเดิมให้ได้ ปีนี้ก็บางลงได้อีกจากจาก 5 S ที่ 7.6มิลลิเมตรที่ว่าบางมากแล้ว ปีนี้พี่แกจัดมาให้เลย 6.9 มิลลิเมตร บางลงกว่าเดิมอีก 0.7 มิลลิเมตร ใครที่อยากได้สมาร์ทโฟนบางๆตระกูล iOS รุ่นนี้คงบางสมใจท่านแล้ว
3.มาซักทีจอ Full HD
ตามธรรมเนียมของ Apple เวลาพัฒนาอะไรขึ้นมาจากรุ่นก่อนต้องมีชื่อเรียกให้มันเว่อร์ๆเข้าไว้ จอ Full HD ของไอโฟน 6 ได้ชื่อกิ๊บเก๋ว่า “Retina HD Display” โดยเจ้ารุ่น 4.7 นิ้วมาพร้อมกับความละเอียด 1334?750 พิกเซล (326ppi) และ iPhone 6 Plus หน้าจอ 5.5 นิ้ว มาพร้อมความละเอียด 1920?1080 พิกเซล (401ppi) มากกว่า iPhone 5s 1 ล้านพิกเซล และ 2 ล้านพิกเซลตามลำดับ
4.Cpu รุ่นใหม่แรงขึ้นกว่าเดิม 25%!
ในที่สุดไอโฟนตัวใหม่ก็ได้ใช้ Cpu Apple A8 64-bit ที่ให้พลังแรงขึ้น 25% ในขณะที่มีขนาดเล็กลง 13% และกินพลังงานน้อยลง 50% เมื่อเทียบกับชิป Apple A7 ของ iPhone 5S แถมชิปตัวใหม่นี้ยังมีพร้อมกับระบบ Motion Coprocessor ที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูลการออกกำลังกายของคุณด้วย
5.กล้องหลัง 8 ล้านเท่าของเก่า แต่ไม่เหมือนเดิม
แม้ว่าความละเอียดของกล้องหลังยังอยู่ที่ 8 ล้านพิกเซลเท่าเดิมแต่แอปเปิลได้เพิ่มระบบ “Focus Pixel” ที่ตัวเลนส์สามารถขยับเข้าหรือออกอัตโนมัติเพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุดเข้ามา ทำให้ภาพ 8 ล้านพิกเซลของ iPhone 6 นั้นจะดูดีและคมชัดกว่า 5S อย่างแน่นอน   ส่วน noise reduction เป็นระบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามาช่วยปรับภาพอัตโนมัติเพื่อให้ภาพคมชัดมีจุดน้อยซ์น้อยลง ส่วน tone mapping จะทำให้ภาพมีสีสันตรงกับของจริงที่สุด ดังนั้นสรุปได้ว่า พิกเซลเท่าเดิมแต่ภาพจะดูสวยงามมากขึ้นครับ  อนึ่ง หากใครอยากได้กันสั่นต้องไปเล่น iPhone 6 Plus นะครับ 6 ธรรมดาไม่มีกันสั่นมาให้
6.ไฟแฟลชเป็นแบบ True Tone
เจ้า True Tone นั้นเป็นไฟแฟลช LED ที่พูดง่ายๆว่าจะไม่ทำลายโทนสีของภาพครับ คือแทนที่จะฉายแสงขาวจ้าๆไปดื้อๆเลย มันจะปรับโทนสีให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่สุดถึงจะยิงแฟลชออกไป ช่วยให้ภาพที่ได้ไม่ขาวเว่อร์และมีสีสันใกล้เคียงของจริงมากที่สุด ซึ่งเจ้าระบบนี้พึ่งมีมาใน ไอโฟน 6 เป็นรุ่นแรกของแอปเปิ้ล
7.กล้องหน้าเพิ่มจาก 1.2 ล้านเท่าเดิมแต่ได้ความสามารถเพิ่ม
แม้ว่าค่าพิกเซลจะเท่าเดิมที่ 1.2 ล้านแต่ f 2.2 ที่ลดลงจาก f 2.4 ที่ได้มาในกล้องหน้าก็ทำให้ภาพคมชัดและสว่างมากขึ้น เทียบกับ 5S ก็สว่างขึ้นกว่า 81% มี Burst mode สำหรับการถ่ายต่อเนื่องและเพิ่มความสามารถตรวจจับใบหน้ามากขึ้นจาก 5S รวมทั้งถ่ายวีดีโอ HDR ผ่านกล้องหน้าได้ด้วย
8.ถ่ายวีดีโอความละเอียด Full HD
ใครที่ใช้ iPhone 5S น่าจะเคยถ่ายวีดีโอ Slow-mo (ภาพช้า)ที่ 120 fps กันมาบ้าง ใน ไอโฟน 6 Slo-Mo เพิ่ม fame-rate เป็น 240fps เพิ่มจากเดิมเท่าตัว ทำให้ได้ภาพเคลื่อนไหวที่ช้าลง และมีความละเอียดมากขึ้น
        9.แบตเตอรี่อึดขึ้น
แบตของ iPhone 6 ให้มา 1800 mAH ม้หน้าจอจะใหญ่ขึ้นแต่ชิป A8 ก็กินไฟน้อยกว่า หากเทียบสเปคง่ายๆ ไอโฟน 6 โทรคุยต่อเนื่องได้ 14 ชม ในขณะที่ 5S คุยต่อเนื่องได้ 10 ชม.อึดกว่ากันตามขนาดของแบตเลย
ใครอยากได้ ประดับกายก้อว่ากันไปตามสะดวกครับ ส่วนผมเอง ยังก้มหน้าใช้ไอโฟน 4s เหมือนเดิม เพราะด้วยเหตุว่าแอปเปิ้ลเค้ายังปราณี ให้รุ่นผมนั้น...ยังได้ไปต่อกับ ios8 แฮ่มมมม!

                                                                              กุนซือ

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

10 อันดับองค์กรลับของโลกที่มีอยู่จริง

10 อันดับองค์กรลับของโลกที่มีอยู่จริง จนน่าทึ่งว่าพวกเขาสามารถปกปิดองค์กรเป็นความลับสุดยอดได้ยาวนานมากๆ ได้อย่างไร และจะมีองค์อะไรบ้าง ไปติดตามกันเลยค่ะ
เรียบเรียงโดย teen.mthai.com
bush-society
อันดับ 10 Skull and Bones

10 อันดับองค์กรลับของโลกที่มีอยู่จริง มีดังนี้

เริ่มจากอันดับ 10 องค์กร Skull and Bones
สมาคมหัวกะโหลกและกระดูกไขว้เป็นสมาคมที่ก่อตั้งในมหาวิทยาลัยเยลในปี 1832 เริ่มต้นขึ้นในหมู่นักศึกษาปีสุดท้าย จากนั้นสมาชิกเก่าจะคัดเลือกทาบทามเชิญนักศึกษาเพียงปีละ 15 คน โดยมีคุณสมบัติของผู้จะได้รับการคัดเลือกคือ ในครอบครัวเคยเป็นสมาชิกองค์กรนี้มาก่อน, เป็นคนหนุ่มไฟแรงมีความกระตือรือร้นสูง, ชอบการเมือง, ฐานะดี, ฉลาด, เก่งกีฬาและชอบทำงานเป็นทีม โดยสมาชิกทุกคนจะต้องมาพบหน้าทุกวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ของแต่ละสัปดาห์ โดยสมาชิกเหล่านี้ถูกเรียกว่า “สุสาน” สมาคมแห่งนี้ให้ความสำคัญต่อสมาชิกเป็นหลัก และเคารพกฎเหนือสิ่งอื่นใด โดยทิ้งความเชื่อเดิมและรับเอาเป้าหมายและปรัชญาของสมาคม เพียงหนึ่งเดียวคือ เป็นผู้นำโลก ในแต่ละช่วงสมาชิกสมาคมนี้จะมีประมาณ 500-600 คน ปัจจุบันว่ากันว่าสมาชิกของสมาคมนี้ก่อร่างสร้างตัวเป็นตระกูลมั่งคั่ง เป็นเจ้าเศรษฐกิจ มีอิทธิพลไพศาลของโลก เช่นตระกูล Harriman, Rockefeller, Payne, Davison นอกจากนี้ยังแทรกซึมไปทุกวงการของสังคมอเมริกัน เช่น รัฐบาล นักกฏหมาย นักการเมือง สื่อสารมวลชน การศึกษา ธนาคาร นักธุรกิจ การค้า อุตสาหกรรม สำนักพิมพ์ คริสตจักร ในตำแหน่งบริหารอันดับสูง ทำการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย กิจกรรมทุกอย่าง แม้กระทั่งชื่อจริงของสมาชิกจะต้องถูกปกปิดเป็นความลับสุดยอด ว่ากันว่าองค์กร CIA ถูกสมาคมนี้ชักใยอยู่เบื้องหลัง และบุคคลสำคัญในปัจจุบันที่เปิดเผยตัวได้ คือ อดีตประธานาธิบดีอเมริกา จอร์จ บุช เขาเป็นสมาชิกของสมาคม หัวกระโหลกไขว้ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญใน CFR
Freemasonry_Barnstar
อันดับ 9 Freemasonry
อันดับ 9 องค์กร Freemasonry
องค์กรฟรีเมสัน เป็นองค์กรภราดรภาพที่มีที่มาของเบื้องหลังอันลึกลับตั้งแต่ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 จนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป้าหมายแรกของพวกฟรีเมสันคือการต่อสู้กับศาสนาคริสต์ หลังจากนั้น เป้าหมายของพวกนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นการต่อสู้กับทุกสิ่ง นอกจากนั้นแล้ว พวกนี้ยังได้ใช้เครื่องหมายใหม่เป็นรูปสามเหลี่ยมและวงเวียนปลายแหลมสองด้าน เป็นสัญลักษณ์อีกด้วย แหล่งพบปะหรือที่เรียกกันว่า “ลอดจ์” (lodge) แห่งแรกของคนพวกนี้ถูกตั้งขึ้นในอังกฤษโดยใช้คำขวัญใหม่ว่า “เสรีภาพ ภราดรภาพและเสมอภาค” การเข้าเป็นสมาชิกฟรีเมสันส์จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมาก จะต้องเป็นชายที่มีความเป็นอิสระ ไม่ผูกพัน, เชื่อในความมีตัวตนของพระผู้เป็นเจ้า มีอายุไม่ตํ่ากว่า 18 ปี ต้องมีจิตใจดีงาม มีคุณธรรมและจริยธรรม และข้อสุดท้ายก็คือ จะต้องมีชาติกำเนิดที่เป็นไท ไม่เคยตกเป็นทาส และ ต้องผ่านพิธีกรรมลับ หากใครก็ตามที่แอบเห็นการกระทำพิธีกรรมลับอันนี้ ก็จะต้องถูกให้เข้าเป็นสมาชิกของฟรีเมสันส์ องค์กร ฟรีเมสันในปัจจุบันมีด้วยกันหลายรูปหลายแบบในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยมีสมาชิกประมาณ 5 ล้านคนที่รวมทั้งเกือบ 2 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา และราว 480,000 คนในอังกฤษ, สกอตแลนด์ และ ไอร์แลนด์ เชื่อกันว่าองค์การนี้ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกกระจายอยู่ในทุกวงการ เช่น ประธานาธิบดี รัฐมนตรี ผู้พิพากษาศาลสูง วุฒิสมาชิก ผู้ว่าการรัฐ ฯลฯ คนระดับโลกที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกขององค์กรลับตั้งแต่เด็กๆ องค์กรเหล่านี้รับสมาชิกยากมากจริงๆ แต่เมื่อรับไปแล้ว สมาชิกก็จะเขยิบขึ้นเป็นคนระดับโลก เดินทางมาไหนไปประเทศใด จะมีมือที่มองไม่เห็นคอยจัดการอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง เมื่อปฏิบัติ การงานสิ่งใด ก็จะมีมือที่มองไม่เห็นคอยจำกัดศัตรูเพื่อให้ท่านใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น
อันดับ 8 Rosicrucians
อันดับ 8 Rosicrucians
อันดับ 8 องค์กร Rosicrucians
โรสิครูเซี่ยน เป็นศาสนศาสตร์สมาคมลับที่ก่อตั้งขึ้นประมาณศตวรรษที่ 16 โดย คริสเตียน โรเซนครูสทธ์ (Chrisan Rosenkreuz) ชาวเยอรมัน ที่ถือหลักคำสอน “ความจริงลึกลับของอดีตกาล” มีเอกสารสามชุดเผยแพร่คือ Fama Fraternitatis Rosae Crucis(ค.ศ.1614), Confessio Fraternitatis(ค.ศ.1615) and The Chymical Wedding (ปี ค.ศ.1616) เอกสารเหล่านี้เผยแพร่อย่างกว้างขวางและมีอิทธิพลต่อประวัติศาตร์ เนื่องด้วยเนื้อหาบอกเรื่องราวลึกลับการศึกษาวิถีแบบโบราณ การศึกษา ภาษาคับบาลายุคโบราณ จิต วิญญาณและเทคนิคของการเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อความมั่งคั่งโดยสามารถแปรธาตุโลหะทั่วไปให้เป็นธาตุทองคำได้ ที่ต่อมาสมาชิกของสมาคมนี้ก็กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ และมีอิทธิพลในยุโรปในหลายสาขา และการเมืองของยุโรป และมีความเกี่ยวข้องกับฟรีเมสัน เพราะแนวคิดบางส่วนของโรซิครูเซียนถูกนำไปใช้ร่วมกับแนวคิดของฟรีเมสัน นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับลัทธิโปรเตสแตนต์ และขยายไปทั่วโลกในเวลาต่อมา …สัญลักษณ์ ของสมาคม คือ ไม้กางเขน และดอกกุหลาบซึ่งอยู่ตรงกลางไม้กางเขน ว่ากันว่าชาวเยอรมันเป็นผู้นำอย่างพระเจ้าไกเซอร์ และฮิตเลอร์เคยเป็นสมาชิกในองค์กรนี้ด้วย
7 Ordo Templis Orientis
7 Ordo Templis Orientis
อันดับ 7 องค์กร Ordo Templis Orientis
ออโด เทมพลี โอเรี่ยนติส เป็นองค์กรศาสนาก่อตั้งต้นศตวรรษที่ 20 โดยอเลสเตอร์ โครวลีย์ (Aleister Crowley) ชาวอังกฤษ องค์กรนี้มีเอี่ยวกับฟรีเมนสัน มีเป้าหมายคือต้องการให้องค์กรที่ร่างกฎหมายในองค์กรมาใช้เป็นศูนย์กลางหลัก และเป็นศาสนาใหม่สำหรับยุคใหม่ โดยสมาชิกกลุ่มมี พิธีกรรม การแต่งตัวและพิธีเป็นของตัวเอง และว่ากันว่าพิธีกรรมเหล่านี้ลึกลับ มนต์ดำ กามราคะ ฯลฯ ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 3,000 คนทั่วโลก และหลายคนบอกว่าเป็นกลุ่มลัทธิซาตานสมัยใหม่
อันดับ 6 Hermetic Order of The Golden Dawn
อันดับ 6 Hermetic Order of The Golden Dawn
อันดับ 6 องค์กร Hermetic Order of The Golden Dawn
เป็นลัทธิมนต์ดำที่รุ่งเรืองมากในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นศูนย์รวมของจิตวิญญาณและเคยเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีอิทธิพลใหญ่ที่สุดในโลกตะวันตกมาแล้ว ก่อตั้งในปี ค.ศ.1888 โดยคนสามคน ซึ่งก็คือ William Wynn Westcott , William Robert Woodman และ MacGregor และสามคนนี้เป็นมันสมองของ Free Manson (สรุปคือกลุ่ม ฟรีเมนสันมีเกี่ยวทุกงาน) กลุ่มนี้มีจุดประสงค์คือการสอนปรัชญาลึกลับและพัฒนาบุคลากรให้เข้าใจหลักโหราศาสตร์, การทำนายต่างๆ กลุ่มนี้มีความพยายามรวบรวมพิธีกรรมและหลักปรัชญาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งทำให้เกิดอิทธิพลอย่างมากต่อชาวตะวันตกในช่วงระยะเวลานั้น โดยบุคคลที่มีชื่อเสียงในกลุ่มนี้ก็มี A.E.Waite (ผู้กำเนิดไพ่ทาโรต์ ) นอกจากนี้ยังมีผู้กวี, นักประพันธ์, นักเขียนบทละคร, นักแสดงที่มีชื่อเสียงมากมายที่เป็นสมาชิกกลุ่มนี้ ซึ่งหมายความว่ากลุ่มนี้มีอิทธิพลในวงการศิลปะและวัฒนธรรมนั้นเอง กลุ่ม Golden Dawn นี้ ได้ปิดฉากลงในปี1914 เพราะสมาชิกร่อยหรอและหมดความสนใจลง รวมระยะเวลาของลัทธินี้เป็นเวลา 26 ปี แต่กระนั้นก็มีการฟื้นฟูลัทธินี้อยู่ในช่วงศตวรรษที่ 19 เป็นองค์การทางศาสนาแล้ว แม้จะยังมีการสอนเรื่องไพ่อยู่ แต่ก็อิงไปทางศาสนาอยู่มากจนถึงปัจจุบัน
อันดับ 5 The Knights Templar
อันดับ 5 The Knights Templar
อันดับ 5 องค์กร The Knights Templar
อัศวิน เทมพลาร์ หรือชื่อเต็มคือ (full name: The United Religious, Military and Masonic Orders of the Temple and of St John of Jerusalem, Palestine, Rhodes and Malta) เป็นกลุ่มอัศวินศาสนาคริสเตียนที่มีบทบาทในสงครามครูเสด ก่อตั้งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 12 ในปี 1119 Hughes de Payens ชนชั้นสูงจากฝรั่งเศส พร้อมกับอัศวินผู้ติดตามอีก 8 คน จุดมุ่งหมายคือปกป้องผู้แสวงบุญในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สร้างระบบธนาคาร ภายหลังมีตำนานต่างๆ ที่เกิดจากกลุ่มนี้ รวมไปถึงกลุ่มนี้ค้นพบของวิเศษบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ ที่โมเสสใช้ติดต่อกับพระเจ้า บางตำนานก็ว่า ชิ้นส่วนของไม้กางเขนที่ใช้ตรึงพระเยซู บางตำนานก็กล่าวว่าในนั้น เก็บเอกสารสำคัญบางอย่างที่มีมาตั้งแต่สมัยพระเยซู แม้จะสร้างผลงานมากมาย แต่ในระยะแรกกลุ่มอัศวินนี้ใช้ชีวิตอย่างสมถะ ประทังชีวิตด้วยของบริจาค จึงได้รับการขนานนามว่า อัศวินผู้ยากไร้ จนกระทั้ง 9 ปีต่อมา กลุ่มนี้สร้างชื่อเสียงหลายครั้ง จนมีผู้บริจาคเงินทองมากมายอีกทั้งมีกิจการหลายแห่ง มีดินแดนจนแทบจะครองยุโรปได้ คนชนชั้นสูงชาวยุโรปหลายคนยังส่งลูกหลานของตัวเองให้เข้าร่วมกลุ่มด้วย ทำให้กลุ่มนี้เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีอำนาจนอกเหนือกฎหมาย แต่แล้วจุดตกต่ำของกลุ่มนี้ก็มาถึง เมื่อกลุ่มอัศวินนี้มีธุรกิจกู้ยืมเงิน มีลูกค้ามากู้ยืมเงินเพื่อไปทำสงครามมากมาย หนึ่งในนั้นเป็นพระราชา และเมื่อทำสงครามพ่ายแพ้พวกเขาไม่มีเงินมาจ่ายหนี้ เลยวางแผนใส่ร้ายกลุ่มอัศวินนี้ว่าเป็นพวกนอกรีต บูชาปีศาจบาโฟเมต และสั่งประหาร และยึดทรัพย์สิน ผู้นำอัศวินถูกเผาทั้งเป็น จนกลุ่มอัศวินนี้ล้มสลายในที่สุด ถึงแม้อัศวินเทมพลาร์จะล่มสลายลง แต่ยังคงทิ้งปริศนาเอาไว้หลายอย่าง เช่น เกิดอะไรขึ้นกับสมาชิกที่ยังหลงเหลือในยุโรป ทรัพย์สินของอัศวินเทมพลาร์หายไปใหน ในปัจจุบันมีตำนานเล่าลือของพวกอัศวินเทมพลาร์อยู่ทั่วไปว่ากันว่าพวกเขาได้แทรกซึมไปทั่ว ราชสหอาณาจักรอังกฤษ และมีสาขาองค์กรแตกแขนง ซึ่งส่วนใหญ่จุดประสงค์คือช่วยเหลือมนุษย์ หนึ่งในนั้นคือ สมาคม Freemasonry ที่รับธรรมเนียมปฏิบัติและพิธีกรรมจากกลุ่มฮัศวิน จนกระทั้งกลายเป็น ปริศนายอดฮิตที่มักมีคนนำไปแต่งนิยาย เกมส์หรือภาพยนตร์เสมอ
อันดับ 4 Illuminati
อันดับ 4 Illuminati
อันดับ 4 องค์กร Illuminati
สมาคมอิลลูมิ นาติ มาจากภาษาลาติน แปลว่า การรู้แจ้ง เป็นอีกหนึ่งสมาคมที่อยู่เบื้องหลังความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถูกเชื่อมโยงกับการปฏิวัติโดยเฉพาะอเมริกา ฝรั่งเศส รัสเซีย และไทย สมาคมนี้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 1776 (ปีเดียวกันกับที่อเมริกาประกาศอิสรภาพ)ในเมืองอินกอลสตาดท์ (บาวาเรียตอนบน) โดยอดัม ไวส์ฮอปต์ (Adam Weishaupt) ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน เกิดในปี ค.ศ.1748 ซึ่งเป็นผู้เลื่อมใสในคณะเยซูอิต และเป็นศาสตราจารย์ด้านประมวลกฎหมายโรมันเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นฆราวาสคนแรก ที่มหาวิทยาลัยอินกอลสตาดท์ ต่อมาสมาคมนี้ได้มีอิทธพลต่อปัญญาชนและกฎหมาย มีสมาชิกหลายคนเป็นนักการเมืองที่เจริญในหน้าที่การงาน แนวคิดและจุดประสงค์นิกายนี้ค่อนข้างน่ากลัวนิดหนึ่ง คือกลุ่มนี้ยึดถือมั่น “การจัดระเบียบโลกใหม่” การกำกับดูแลปกครองประเทศต่างๆ ทั่วโลก ผ่านรัฐบาลโลกอิสระ โดยยึดถือกฎเดียวกัน คือ ยึดถือศาสนายูดาย โดยมีกลุ่มชนชาติยิวเป็นกำลังหลัก มีบางทฤษฎีก็เชื่อว่า มีความต้องการที่จะให้ประเทศอิสราเอลเป็นเมืองหลวง Illuminati เป็นกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังอำนาจอย่างลับๆ โดยการควบคุมเหตุการณ์ในโลกทุกวันนี้ผ่านทางรัฐบาลและกลุ่มบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์หลายเหตุการณ์ไม่ว่าจะเป็น การแทรกซึมและโค่นล้มรัฐบาลของหลายๆรัฐในยุโรป การปฎิวัติที่ฝรั่งเศส และรัสเซีย จัดฉากและก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย เป็นผู้สนับสนุนเงินทั้งหมดให้ฮิตเลอร์ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวไป 6 ล้านคน, ก่อตั้ง UN หรือสหประชาชาติ IMF และ World Bank หรือธนาคารโลก และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ขึ้นเพื่อเดินหมากตัวต่อไป……ยึดครองโลก สำหรับในปัจจุบัน หลายคนเชื่อว่าสมาคมนี้ยังคงเป็นเงาที่ดำเนินการและจัดการนโยบายรัฐบาลของ โลก ครอบคลุมถึงการแทรกซึมควบคุมทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง การใช้อำนาจอย่างลับๆ โดยการควบคุมเหตุการณ์ในโลกทุกวันนี้ผ่านทางรัฐบาลและกลุ่มบุคคลอื่นๆ ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วย และคำว่า อิลลูมินาติ มักจะถูกใช้อ้างถึง New World Order (NWO) นักทฤษฎีสมคบคิดจำนวนมากเชื่อว่าอิลลูมินาติอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่การสถาปนาลัทธิดังกล่าว และข้อเท็จจริงที่สร้างความสับสนมากขึ้นไปอีกก็คือ ปัจจุบันมีกลุ่มภราดรหลายกลุ่มที่มีคำว่า “อิลลูมินาติ” อยู่ในชื่อกลุ่มด้วย
อันดับ 3 The Bilderberg Group
อันดับ 3 The Bilderberg Group
อันดับ 3 องค์กร The Bilderberg Group
หาก Illuminati อยู่เบื้องหลังควบคุมการทหาร และการสงครามทั้งหมด The Bilderberg Groupd ก็คือสมาคมที่อยู่เบื้องหลังการเงิน เศรษฐกิจและที่ปรึกษาและการวางแผนระดับสูง และควบคุมนโยบายหลักๆ ของรัฐบาลของโลก บิล เดอร์เบิร์กเป็นอีกสมาคมหนึ่งที่อยู่คู่กับฟรีเมสัน ในยุค 1954 ก่อตั้งโดย Dr. Joseph Retinger ชาวยิวเจ้าเก่า โดยการประชุมนัดแรกนัดกันที่โรงแรม Hotel de Bilderberg เมืองอูสเตอร์บีก ฮอลแลนด์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อกลุ่ม กลุ่มนี้เป็นสมาคมลับของชนชั้นสูง สำหรับเหล่ามหาเศรษฐี ในโลกแห่งการทำธุรกิจและธนาคารข้ามชาติ, วงจรการเมือง และรวมถึงประชาชนทั่วไปที่เป็นมืออาชีพ โดยกลุ่ม Bilderberg จะทำการประชุมกันปีละครั้ง.. อย่างเปิดเผย โดยจะมีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 100 ที่นั่ง ทุก 1 ปีที่เจอกัน คนเหล่านี้มาด้วยคำถามซ้ำๆ กันทุกปีว่า “เราจะเปลี่ยนโลกนี้ ให้เป็นอย่างที่พวกเรา (ชาวยิว) อยากให้เป็นไปได้อย่างไร ? ในฐานะที่เรา (ชาวยิว) เป็นรัฐบาลโลกที่แท้จริง” พอประชุมเสร็จก็มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่าประชุมอะไรกันไปบ้าง แต่จะไม่พูดถึงวาระลับซ่อนเร้นที่รู้กันเฉพาะในหมู่สมาชิกเท่านั้น ว่ากันว่ากลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับ Illuminati และฟรีเมนสัน ในเหตุการณ์ถล่มอัฟกานิสถานและอิรัก ความพยายามในการสกัดกั้นจีน ความรุนแรงในบางจังหวัดของบางประเทศ ฯลฯ จุดมุ่งหมายคือเพื่อโลกเสรีไม่เอาคอมมิวนิสต์ ปัจจุบัน The Bilderberg Group มีสมาชิกมากมาย ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอำนาจจากภาคธุรกิจและการเมือง เช่น สมาชิกกลุ่มนี้ทั้งที่ตายไปแล้วและที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น เฮนรี คิสซิงเจอร์, บิลล์ เกตส์, เดน นิส เฮียเลย์ (อดีตผู้นําพรรคแรงงานและ รมว.ความมั่นคงของอังกฤษ), เดวิด ร็อคกีเฟลเลอร์, เจ้าชายเบิร์นฮาร์ด (พระสวามีของราชินีจูเลียนา แห่งเนเธอร์แลนด์), โรนัลด์ รัมส์เฟลด์ ฯลฯ.. นอกจากนี้ยังมี Lord Rothschild และ Laurance Rockefeller 2 ใน 100 บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เข้าร่วมด้วยอีกคน
อันดับ 2 The Priory of Sion
อันดับ 2 The Priory of Sion
อันดับ 2 องค์กร The Priory of Sion
ไพร เออรี ออฟไซออน หรือ สำนักศาสนาแห่งไซออน เป็นองค์กรลับสมาคมชายล้วนที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1956 โดยปิแอร์ ปลองตาร์ด (Pierre Plantard) ในเมืองอานเนอมาซ ทางตะวันออกของฝรั่งเศส โดยเขาได้ได้แต่งประวัติศาสตร์ขององค์กรขึ้นมา แต่อ้างว่ามันเป็นสมาคมลับที่ก่อตั้งขึ้นในกรุงเยรูซาเล็มเมื่อปี ค.ศ. 1099 มีหน้าที่ปกป้องสายเลือดของราชวงศ์เมโรแว็งเชียง เพื่ออ้างสิทธิในราชบัลลังก์ของฝรั่งเศส จนหลายคนเชื่อและแล้วก็แพร่หลายไปทั่วยุโรป ผู้คนมากมายที่เชื่อว่าไพรออรี ออฟ ไซออนเป็นสมาคมลับในยุคเก่าซึ่งได้ปกปิดความลับที่จะล้มล้างเอาไว้ เช่น ต้นกำเนิดพระเยซู, จอกศักดิ์สิทธิ ส่วนสมาชิกคนสำคัญของสมาคมนี้ถูกกล่าวถึงใน เลส์ โดสซิเยส์เซอเกรส์ (Les Dossiers Secrets) ได้แสดงรายชื่อของเหล่าประมุข ของสมาคมลับ เดอะไพรเออรี่ออฟไซออน ซึ่งมีทั้ง เลโอนาร์โด ดาวินชี, ซานโดร บอตตีเชลลี, โรเบิร์ต บอยล์, เซอร์ไอแซก นิวตัน, วีกเตอร์ อูโก ฯลฯ(ภายหลังมีคนบอกว่ามันเป็นของปลอม) เรื่อง ราวของลัทธินี้ถูกนำไปแต่งนิยายมากมาย ในฐานะทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด ประวัติศาสตร์เทียม และการสับสนอื่นๆ กลายมาเป็น กระแสหลักโด่งดังในหนังสือชื่อ The Holy Blood and the Holy Grail ในปี ค.ศ. 1982 และต่อมาในนวนิยายสืบสวนชื่อรหัสลับดาวินชี
อันดับ 1 Opus Dei
อันดับ 1 Opus Dei
อันดับ 1 องค์กร Opus Dei
โอปุสเดอีเป็นภาษา ละติน แปลว่า งานของพระเจ้า, ผลงานของพระเจ้า หรือ “คณะสงฆ์แห่งกางเขนศักดิ์สิทธิ์” เป็นองค์กรคาทอลิก อนุรักษ์นิยม ตั้งขึ้นในวันที่ 2 ตุลาคม 1928 โดยนักบวชสเปน โฆเซ่ มาเรียเอสคิวบา ที่ถูกประกาศความศักดิ์สิทธิ์เป็นนักบุญโดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ผู้ล่วงลับ จุดประสงค์ขององค์กรนี้คือช่วยเหลือ อุดหนุน สนับสนุน ส่งเสริม คณะผู้เผยแผ่คำสอนของพระเยซูเจ้าของคริสตจักรและโบสถ์ โดยส่วนหนึ่งขยายความถึงการร่วมงานกับกลุ่มพระนิกายเยซูอิ เรื่องราวขององค์กรนี้โด่งดังจาก หนังสือ Davinci code ของแดน บราวน์ ที่กล่าวถึงนักบวชบำเพ็ญทุกกริยา ซึ่งความจริงแล้วองค์กรนี้ไม่มีการประกอบพิธีกรรมหรือคลั่งศาสนาแต่อย่างใด เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ขององค์กร เป็นสามัญชนที่เชื่อในพระคริสต์และพร้อมที่จะเผยแผ่ความรักของพระองค์ออกไปในวงกว้างเท่านั้น นอกจากนั้นหนังสือของบราวน์ยังผูกเรื่องให้บิช็อปโอปุส เดอีผู้หนึ่ง สั่งการให้นักบวช (monk) โอปุส เดลี ไปกระทำฆาตกรรม แม้ความจริงแล้วองค์การนี้มิได้มีนักบวชประเภทนี้แต่อย่างใด หนังสือ แดน บราวน์ยังกล่าวไปอีกว่า องค์กรนี้อยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลต่อการประชุมลับของบรรดาพระคาร์ดินัล เพื่อคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาองค์ต่อไป ซึ่งความจริงแล้วในจำนวนพระคาร์ดินัล 115 คน ที่จะใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง มีเพียง 2 คน เท่านั้น ซึ่งนับเป็นสมาชิกของโอปุส เดอี แต่ที่แน่ๆ ปัจจุบันโอปุสเดอี มีจำนวนสมาชิกมากกว่า 85,000 คนใน 60 ประเทศ จนได้รับสมญานามว่า “ออคโตปุส (ปลาหมึก) ของพระเจ้า” มีศูนย์กลางการทำงานที่โรม ในปี1982 เป็นนิกายที่ขึ้นตรงกับพระราชาคณะชั้นสูง ภายใต้พระลัญจกรพระสันตะปาปา สามารถเข้าถึงพระสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2 ได้อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ อีกทั้งได้รับความสนับสนุนและการส่งเสริมจากพระคาร์ดินัลผู้ทรงอิทธิพล, พระและฆราวาสที่เป็นสมาชิกวงในของโอปุส เดอีจำนวนมาก สมาชิกในองค์กรได้ครองตำแหน่งสูงๆ ในระบบราชการของสำนักวาติกัน ทั้งนี้รวมถึง โจอาควิน นาวาร์โร-วัลส์ หัวหน้าโฆษกสำนักวาติกัน จึงไม่น่าแปลกอะไรที่หลายฝ่ายเชื่อว่าโอปุส เดอี เป็นองค์กรคริสตจักรอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว มีอำนาจบารมี ซึ่งซ่อนอยู่ภายใน โดยทำตัวลึกลับและคอยบงการชักใย คริสตจักรคาทอลิกอีกชั้นหนึ่ง