วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

นักข่าวออนไลน์-ครบรอบเชียงใหม่นิวส์ 2555









                ถ้านักข่าวรุ่นใหม่ๆสามารถย้อนเวลากลับไปซักประมาณ 20 ปี หลายคนอาจจะตกใจว่าการทำงานของนักข่าวนั้นเปลี่ยนโฉมชนิด”ตุ๊กกี้เปลี่ยนมาเป็นญาญ่า”เลยทีเดียว สมัยก่อนเครื่องไม้ เครื่องมือไม่ไฮเทค มีตัวช่วยมากมายเหมือนสมัยนี้
                นักข่าวต้องหิ้วกล้องอันเบ้อเริ่มเทิ่มแบกออกไปทำข่าว ถ่ายรูปเสร็จก็ต้องบึ่งรถกลับมาร้านถ่ายรูปเพื่อตัดฟิลม์ ล้าง อัด ได้รูปแล้วก็บึ่งมาส่งต้นฉบับที่กอง บ.ก กว่าจะทำข่าวเสร็จชิ้นหนึ่งค่อนข้าวจะลำบากลำบนพอสมควร
                แถมเมื่อก่อน คอมพิวเตอร์ยังไม่อุแว้ออกมาดูโลก เครื่องมือหากินก็หนีไม่พ้นเครื่องพิมพ์ดีดนี่แหละครับ ซึ่งตอนนี้เครื่องพิมพ์ดีด กำลังกลายเป็นวัตถุโบราณที่ควรเก็บสะสมไว้ให้ลูกหลานได้ดู ได้เห็น ว่าเมื่อก่อนรุ่นคุณลุง คุณป้า โตมาพร้อมกับเครื่องพวกนี้และวิทยุธานินทร์ และตู้เย็นซิงเกอร์
                ผมตอนเป็นนักข่าวใหม่ๆ เจอความกดดันอย่างมาก เพราะต้องใช้สมาธิสูงเวลาส่งข่าว เพราะเมื่อเดินเข้ามาถึงห้องกองบ.ก จะเจอเสียง”ข้าวตอก”เครื่องพิมพ์ดีด ดังระรัวจะบรรดาเหยี่ยวข่าวโต๊ะต่างๆ ผมต้องใช้เวลาปรับตัวพอสมควรเวลาพิมพ์งาน เพราะมือไม้มักจะพาลกดผิด กดถูก อยู่เสมอ เนื่องจากอัตราเร่งคนละพิกัดกับบรรดารุ่นพี่ทั้งหลาย
                ผมพิมพ์ในอัตราความเร็วระดับ “เดินจงกลม”แต่บรรดาพี่ท่านแต่ละคนพิมพ์เหมือนคนขับ”เอฟวัน “ทำให้จังหวะในการพิมพ์ของผมพัง พิมพ์ผิดตลอด แถมบางคนยังพรสวรรค์สูง ไม่ต้องพิมพ์ตามตำรา ที่ต้องเอานิ้วมือทั้งหน้าวางเรียงรางบนแป้นพิมพ์ เพราะใช้ดัชนีนิ้วเดียว พิมพ์ดีด แต่ความเร็วและผลงานที่ได้อาจจะทำให้เลขาหน้าห้องของบริษัทไหน อายเอาได้ง่ายๆ
                แต่โลกใบนี้หมุนเร็วเกินไปครับ พออินเตอร์เน็ตเข้ามาเกี่ยวข้องกับผู้คนบนโลกมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนบนโลกชนิดที่บอกได้ว่า”โลกใบนี้ จะไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนดั่งเดิม”
                คนข่าว ก็ไม่ได้รับการละเว้น...เฉกเช่นกัน
                นับวันสังคมของความเป็นจริงของผู้คนบนโลก โดนลดบทบาทความสำคัญลงไปเรื่อยๆ แต่กลับกลายเป็นสังคมออนไลน์ ที่เข้ามาแทนที่ ถ้า 5 ปีก่อน มีคนมาบอกว่าเชื่อมั้ยว่าคนไทยต่อไปอีกไม่กี่ปีจะหมกหมุ่นอยู่กับโลกของโชเชียล เน็ตเวิร์ค ผมคงส่ายหัวบอกว่าเป็นไปได้ยาก ถ้าเป็นฝรั่งมังค่าอาจจะเป็นไปได้ง่าย แต่คนไทยคงต้องใช้เวลามากกว่านั้น
                สุดท้ายก็หน้าแหกตามระเบียบ เพราะลืมจุดเด่นของคนไทยที่คนทั้งโลกต่างกลัวเกรงคือ
คนไทยเป็นคนชอบบริโภคและเป็นนักซื้อตัวยง  เราเป็นประเทศเล็กๆ แต่ชื่อเสียงเรื่องช๊อปแชมป์นั้น เราได้ตำแหน่งมานานแล้ว ฝรั่ง ยุ่น จีน แขก ฯลฯ ต่างซูฮกในพฤติกรรมการซื้อ แบบราบเป็นหน้ากลองของพี่ไทยมานมนานแล้ว
ว่ากันว่า ทัวร์ไทยไปเที่ยวเมืองนอก ลงช๊อปร้านไหน ถ้ายี่ห้อถูกใจ...มีเท่าไหร่ ก้อหมด!
มาถึงตอนนี้คนไทยสร้างชื่อครั้งใหม่ ลบโปรไฟล์ “ช๊อปแชมป์”ออกไป หลังมีการเปิดสถิติว่าในบรรดาเมืองหลวงของโลกใบนี้นั้น เมืองหลวงของประเทศไหนครองแชมป์มีประชากร เฟซบุ๊ค ของคุณน้องมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ค มากที่สุด
บางกอก เมืองหลวงของสยามประเทศไทยขึ้นแท่นคว้าแชมป์อันดับหนึ่งด้วยยอดประชาชนกรเฟซบุ๊คถึง 8,600,00 คน อันดับสองก็คือประเทศที่มีคนนับถืออิสลามมากที่สุดในโลก บ้านใกล้เรือนเคียงในย่ายอาเซียนนี่เอง กรุงจาการ์ต้า ของอินโดนีเซีย วิ่งไล่ขึ้นมาเป็นอันดับสองด้วยยอด 7,400,000 คน ส่วนที่สามคือ อิสตันบลู ของตุรกี ที่มีคนเล่นเฟซบุ๊คเฉพาะในเมืองหลวง 7,000,000 คน
มหานครลอนดอน ที่ว่าแน่ๆ ยังต้องคุกเข่าคารวะในลำดับที่สี่ เพราะถึงแม้จะมีคนแออัดยัดเยียด แย่งกันอยู่ แย่งกันหายใจขนาดไหน ยังมีคนเล่นเฟซบุ๊คแค่ หกล้านหนึ่งแสนคนเท่านั้น
เห็นมั้ยครับ ว่าไทยเราเจ๋งจริง ไรจริง จนคนต่างชาติบางคนอิจฉาออกมาพูดเชิงกระแนะกระแหนว่า”เรื่องไม่เป็นเรื่องเนี่ย...คนไทย เก่งนัก!555
วกกลับมาพูดถึงเรื่องใกล้ตัว คือสังคมข่าวในยุคนี้ สมัยนี้ ที่ไม่ต้องเถียงว่าโลกออนไลน์ ในปี พ.ศ.นี่สำคัญขนาดไหน เอาง่ายๆว่า ถ้าคุณๆเดินเข้าไปในร้านอาหาร หรือร้านกาแฟ แล้วมองดูรอบตัว ถ้าเผอิญว่าผู้คนในร้านไม่มีใครก้มหน้า ก้มตา กดโทรศัพท์แชดบ้าง หรือเล่นเฟซบุ๊คบ้าง หรือเล่นเน็ตบ้าง ขอให้ขยี้ตา แล้วกลับเข้าไปมองอีกหน ถ้ายังเจอผลลัพท์เดิมๆให้อุปมาได้ว่า เป็นร้านของผู้สูงวัย และไม่มี Wi-Fi ให้ใช้...
ดังนั้นเมื่อโลกอนาคตบังคับให้ผู้คนต้องออนไลน์ ดังนั้นนักข่าวทั้งหลายก็ต้องแปลงกายมาเป็น”นักข่าวออนไลน์”ให้เข้ากับยุคสมัย
คุณสุทธิชัย หยุ่น “เจ้าพ่อเนชั่น” ซึ่งบรรดาน้องๆยกนิ้วให้เป็นปรมาจารย์ของคนข่าว คุณสุทธิชัย ด้วยความที่เป็นคนที่โลกกว้าง คุณสุทธิชัย มองเห็นว่าอนาคตของนักข่าวเมืองไทยจะต้องเดินไปอย่างไร หลายปีที่ผ่านมา หลายสำนักข่าวยังคงไม่ตื่นตัวต่อสภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงไป แต่คุณสุทธิชัย ได้เรื่มเปลี่ยนพฤติกรรมนักข่าวของสำนักข่าวของตนเพื่อรับมือกับโลกของข่าวสารในอนาคต เพราะยิ่งเปลี่ยนช้า นั่นย่อมหมายถึงล้าหลังไปทุกนาที
ผมเองติดตามวิสัยทัศน์ของสุทธิชัย หยุ่นมาตลอด แถมแอบเอาเป็นต้นแบบในการทำข่าว พี่ๆน้องๆนักข่าวหลายคนที่กำลังเป็นนักข่าวออนไลน์ อาจจะยังสับสนและไม่เข้าใจบทบาทของคำว่า”นักข่าวออนไลน์”ที่จะต้องรับมือกับอะไรบ้างในอนาคต ผมขอหยิบบทความของคุณสุทธิชัย ที่เขียนในบล็อกเอามาเผยแพร่อีกรอบ เพื่ออย่างน้อยอาจจะสร้างมุมมองสำหรับโลกออนไลน์....






คุณสุทธิชัย หยุ่นเขียนเล่าไว้ในบทความว่า
“ห้องข่าวดิจิตัลคือศูนย์ปฏิบัติการที่คนทุกตำแหน่งทุกหน้าที่จะต้องปรับตัว,ปรับความคิด, ปรับทัศนคติต่อการทำงานข่าวอย่างเป็นรูปธรรม
ไม่ใช่เพียงบอกว่าเห็นด้วยกับการต้องปรับเปลี่ยน, แต่เดินกลับไปที่โต๊ะทำงานก็ยังใช้กระบวนการคิดและทำงานเหมือนเดิม
อย่างที่มีคำกล่าวในหลายวงการว่า "ยิ่งเปลี่ยน,ยิ่งเหมือนเดิม"
             แต่สัจธรรมวันนี้สำหรับคนข่าวก็คือว่าหากเขาไม่เปลี่ยนให้สอดคล้องกับความเป็นไปของการรับรู้ข่าวสารในสังคม เขาก็จะไม่มีที่ยืนในสังคมที่ทุกอย่างขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง ไม่มีความปรานีสำหรับคนที่ปฏิเสธความเป็นจริงของวันนี้
            เข้าสูตร Adapt or Die
            หรือ Change...or be changed

นั่นแปลว่าหากคุณไม่เปลี่ยน, คุณก็จะถูกเปลี่ยนอยู่ดี
เริ่มจากกระบวนการทำงานของนักข่าวในภาคสนามซึ่งจะต้องใช้ความเป็นดิจิตัล และ social media รวมถึงความ
            สามารถในการใช้ "ปัญญาแห่งฝูงชน" (wisdom of the crowd) ในการตรวจสอบ, แสวงหา, วิเคราะห์, ระดมความคิด, แจกแจงและแจกจ่ายข่าวสารและข้อมูลอย่างคล่องแคล่วทึ่จังหวะการทำงานตลอดทั้งวัน
 ถ้าคุณเป็นนักข่าวสายทั่วไป, คุณใช้ทวิตเตอร์ในการรายงาน breaking news ณ นาทีที่เหตุการณ์เกิดขึ้น
หากคุณอยู่สายข่าวทำเนียบรัฐบาลหรือสภาฯ คุณต้อง live-tweet การประชุมที่มีความสำคัญ และเพื่อรวบรวมความ
          เคลื่อนไหวของข่าวเดียวกันให้เห็นภาพรวม คุณก็จะส่งข้อความที่ทวีตหลาย ๆ ข้อความไปที่ blog ของคุณเพื่อให้เห็น ภาพรวมและเบื้องหลังของข่าวที่สามารถตีความให้สอดคล้องกับความต้องการของคนอ่านได้
                        หากคุณใช้ Storify เป็น คุณก็สามารถรวบรวมข้อความทั้งของคุณและคนอื่น ๆ ที่ทวีตหรือที่เขียนลงเฟซบุ๊คและคลิบที่ส่งขึ้น YouTube ในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งเพื่อการเรียบเรียงและรวบรวมให้เห็นการไหลเทของเหตุการณ์หรือความเห็นใน แต่ละเรื่องนั้น ๆ อย่างเป็นระเบียบและตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำได้อย่างต่อเนื่อง
                       ทุกวันนี้ คนข่าวที่คล่องแคล่วจรู้จักวิธีใช้ Twitter, Facebook, Google+ และ YouTube ให้ได้ประโยชน์สูงสุดในการทำข่าวและสร้างชุมชมข่าวของตน
                      ไม่ว่าคุณจะอยู่สายข่าวไหน การทำงานของคุณจะผสมผสานวิธีการทำงานแบบดั้งเดิมแต่ทรงประสิทธิภาพ นั่นคือการเช็ค
  ข่าวด้วยโทรศัพท์, ด้วยการนัดพบแหล่งข่าว และตรวจสอบข่าวดิจิตัลผ่านการเฝ้าติดตาม #hashtags หรือ feeds ในทวิตเตอร์และหน้าของเฟซบุ๊ค อีกทั้งใช้ Searches ของ social media อย่างเป็นระบบ
              คุณต้องเรียนรู้ที่จะใช้ TweetDeck หรือ HootSuite หรือ Twitter Lists ในการเฝ้าระวังแหล่งข่าวสำคัญ ๆ รวมไปถึงการค้นหาและ hashtags ของคนอื่น ๆ ที่เกาะติดเรื่องราวที่อยู่ในสายข่าวของคุณอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
               ในฐานะนักข่าวดิจิตัลในภาคสนาม คุณทวีตข่าวที่เกิดขึ้น และส่งข้อความเบื้องหลังข่าวไปถึงบรรณาธิการข่าวของคุณ
                  ทันทีที่คุณตรวจสอบความแม่นยำอย่างรวดเร็วและฉับพลัน
อย่าให้ "ความเร็ว" มาทำลาย "ความแม่นยำ" หรือ "ความน่าเชื่อถือ" เป็นอันขาด
ดั่งคำขวัญที่ผมคิดว่าควรจะต้องเขียนตัวโต ๆ ติดไว้ข้างฝาของห้องข่าวทุกห้อง: Get it first. But first, get it right.
         ในกระบวนการทำงานข่าวประจำวันนั้น นักข่าวดิจิตัลต้องรู้จักใช้ crowdsourcing อย่างชาญฉลาด..นั่นแปลว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับคนทั่วไปที่เข้ามาอยู่ใน social media เช่นหากเป็นข่าวใหญ่หรือที่มีความสำคัญต่อชุมชน คุณก็ควรจะเข้าไป  live chat กับเพื่อนหรือผู้ตามคุณในเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์เพื่อขอความเห็นเพิ่มเติม, ความเห็นแย้ง, หรือมุมมองที่คุณมองข้าม
                   บ่อยครั้ง, คนที่อยู่ในแวดวงเครือข่ายสังคมจะสนทนากันในหัวข้อที่กำลังเป็นข่าวร้อนอยู่แล้ว คนข่าวจึงควรจะเข้าไปร่วมสนทนา หรือสอดแทรกข้อมูลและเบื้องหลังข่าวที่ตนได้มาจากการเช็คข่าวเพื่อให้การแลกเปลี่ยนใน social media เข้าประเด็นของเนื้อหาที่คุณกำลังเกาะติดอยู่ หรือเรียนรู้มุมมองใหม่ที่คุณคาดไม่ถึง
            เพราะ "ปัญญาแห่งฝูงชน" นั้นมีอยู่จริงและบ่อยครั้งจะทำให้ปัญญาของคนทำข่าวได้รับการเสริมส่งให้กว้างขวางและลุ่มลึกขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ
            นักข่าวรุ่นใหม่จะต้องมีความคึกคักในการแสวงหาและใช้ "ฐานข้อมูล" หรือ databases เพื่อการนำเสนอลักษณะ interactive และให้การเสนอข้อมูลมีทั้งภาพ, กราฟฟิค, วีดีโออย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
          นักข่าวดิจิตัลต้องรู้จักการใช้ #hashtag ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อของเรื่องราวที่คุณติดตามอยู่ หรือชื่อของชุมชนที่คุณรับใช้
             ด้านข่าวสาร หรือสองอย่างผสมกันเพื่อความสะดวกในการติดตามข่าวและความเห็นในหัวข้อนั้น ๆ ทั้งจากคุณเองและผู้ที่ติดตามการทำงานของคุณในทุกรูปแบบ
             เพราะเมื่อคุณใช้ #hashtag ใดในการทำข่าวหัวข้อใด, ชุมชนทั้งหมดที่เกาะติดเรื่องราวของคุณอยู่ก็สามารถจะใช้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างกันเองหรือกับคุณอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
            อย่าลืมว่านักข่าวดิจิตัลต้องเตือนตัวเองเสมอว่าจะต้องคิดวิธีนำเสนอข่าวในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ, แผนที่, ภาพ, ข้อความ, เอกสารต้นทาง, ลิงก์ไปยังแหล่งข่าวและข้อมูลอื่น ๆ
          การสร้าง "อัตตลักษณ์" ของตัวเองควบคู่ไปกับ "brand" ขององค์กรข่าวของตนคือเส้นทางแห่งการสร้างความเป็น "คนข่าวมืออาชีพยุคดิจิตัล" อย่างถาวรและแท้จริง
คนข่าวภาคสนามที่เรียกตัวเองว่า "ช่างภาพ" หรือ "ช่างกล้อง" แต่ดั้งเดิม ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ และต้องถือว่าตนเป็นเป็น "คนข่าวภาพ" หรือ visual journalist ซึ่งย่อมหมายความว่าจะรายงานข่าวและภาพ, วีดีโอและทุกอย่างที่เสนอผ่านสายตาของผู้บริโภาคข่าวได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ
            ในการปฏิบัติหน้าที่แบบ "Digital First" นั้น คนข่าวภาพจะวางตัวให้ทำกิจกรรมอย่างนี้
              ๑. ก่อนอื่นใช้มือถือรุ่นใหม่ถ่ายภาพเหตุการณ์หรือสิ่งที่พบเห็นทันทีและส่งทวีตหรือขึ้นบล็อกเป็น breaking news ทันที
๒. พร้อมกันนั้น เขาหรือเธอก็จะถ่ายวีดีโอ ไม่ว่าจะใช้กล้องวีดีโอใน smartphone หรือด้วยกล้องที่ใช้ในการรายงานข่าวทีวี
๓. คนข่าวภาพต้องคิดทันทีว่าจะถ่ายภาพหลาย ๆ มุมเพื่อสามารถจะทำเป็น slideshow ในภายหลัง และสามารถจะเลือกเอารูปที่โดดเด่นที่สุดของเหตุการณ์นั้น ๆ สำหรับสื่อสิ่งพิมพ์ในวันต่อไป
๔. เขาต้องไม่ลืมที่จะอัดเสียงรอบด้าน หรือเสียงให้สัมภาษณ์ของแหล่งข่าวในเหตุการณ์นั้นด้วยอุปกรณ์อัดเสียงที่ทุกวันนี้
             มีมากมายและ ติดมากับกล้องในทุกรูปแบบ เพื่อจะได้ใช้ประกอบ slideshow ที่จะทำขึ้นเว็บไซท์หรือบล็อกของตัวเอง
๕. หากมีโอกาส เขาจะถ่ายรูปหน้าของคนเป็นข่าว (mugshots) เพื่อใช้ประกอบบทความหรือสารคดีหรือใช้ในอนาคตเมื่อแหล่งข่าวนั้น ๆ กลายเป็นข่าวอีกในวันข้างหน้า
๖. หากเป็นกรณีภัยพิบัติ เขาจะถ่ายรูปของตึกรามบ้านช่องหรือฉากเหตุการณ์เพื่อจะได้นำไปใช้งานอีกหลายด้านที่นำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ หากมีความจำเป็นต้องใช้ หรือไม่ก็เก็บไว้เป็นวัตถุดิบในวันข้างหน้า
๗. คนข่าวภาพต้องไม่ลืมสอบถามและจดชื่อเสียงเรียงนามและตำแหน่งแห่งหนให้ถูกต้องแม่นยำ เพราะข้อมูลเช่นนี้จะมีความสำคัญมากเมื่อต้องนำเสนอพร้อมกับผลงานภาพนิ่ง, วีดีโอ, กราฟฟิกที่จะมีขึ้นในสื่อต่าง ๆ
๘. คนข่าวภาพภาคสนามจะปรึกษากับหัวหน้าโต๊ะหรือบรรณาธิการที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดว่าจะตัดต่อวีดีโอหรือเลือกภาพนิ่งใดในการนำเสนอ ไม่ว่าจะเอาขึ้นเว็บไซท์, บล็อก, เฟซบุ๊ค, ยูทูปหรือเพื่อตีพิมพ์ในสื่อของตนในเวลาต่อมา
              จะเห็นว่าในโลกสื่อยุคดิจิตัลวันนี้ คนข่าวที่คิดว่าตัวเองเป็นแค่ "ช่างภาพ" หรือ "ช่างกล้อง" และมีหน้าที่ถ่ายภาพหรือวีดีโออย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับการรายงานข่าวหรือบรรยากาศสีสันบรรยากาศ ณ ที่เกิดเหตุจะกลายเป็นคนรุ่นเก่าและจะถูกคนข่าวรุ่นใหม่ที่ฝึกปรือมาเป็น digital journalists for all platforms แซงหน้าจนหาบทบาทของตัวเองไม่เจอ
การปรับบทบาทครั้งใหญ่สำหรับห้องข่าวหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ "หัวหน้าโต๊ะ" หรือ "บรรณาธิการโต๊ะ" จะต้องเข้าใจบริบทใหม่ของ "อนาคตแห่งข่าว"
          ไม่ใช่แค่คนข่าวที่ต้องปรับตัวให้เข้ายุคดิจิตัล, ตำรวจไทยก็เริ่มเข้ามาใช้ social media ในการสร้าง "ชุมชนข่าว" ที่จะสอดประสานกับความต้องการของคนในเมืองหลวงที่ต้องการร่วมในการป้องกันและปราบปรามอาชญกรรมอย่างคึกคักแน่นอน
       สน. หัวหมากเป็นหน่วยงานตำรวจแห่งแรก ๆ ที่เปิด Facebook เพื่อให้เป็นแหล่งรายงาน, แจ้ง, และรับคำร้องเรียนจากประชาชนเพื่อช่วยในการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างฉับพลันทันการ อีกทั้งยังเป็นแหล่งข่าวสารที่ชุมชนข่าวสามารถนำมาแลกเปลี่ยนกันได้อย่างทันท่วงทีและกว้างไกล
        
......................................................................................................................................................

                ปลายปีที่ผ่านมา เชียงใหม่นิวส์ ได้มีการขยับตัวอย่างแรงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ ผ.อ สราวุธ แซ่เตี๋ยว สั่งให้กองบรรณาธิการตั้ง”นักข่าวออนไลน์”ขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อเป็นนักรบชุดแรกที่กระโจนเข้าไปในสังคมของข่าวออนไลน์ งานนี้มีการติดอาวุธ ด้วยสมาร์ทโฟนจากค่ายดัง เพื่อแปลงร่างให้นักข่าวทุกคน เป็น”โมโจ” ที่ย่อมาจาก Mojo (mobile journalist)

                ณ.บัดนาว หลังจากผ่านมาหลายเดือน ทีมงาน”ข่าวออนไลน์”ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้องๆไฟแรงทั้งหลาย กำลังเป็นกำลังหลักที่จะปรับเปลี่ยนเชียงใหม่นิวส์ให้เข้าสู่สนามข่าวแบบออนไลน์ เพื่อนำข้อมูล ข่าวสารต่างๆมานำเสนอให้ผู้คนทั่วไป ทั้งที่เป็นลูกต้าที่ซื้อหนังสือพิมพ์อ่าน หรือคนที่อ่านข่าวผ่านเว๊บไซต์ รวมถึงตามข่าวสารแบบฉับไวผ่านทางทวิตเตอร์ Live_chiangmai ซึ่งมีการรายงานข่าวสารแบบฉับไวตลอด 24 ชั่วโมง

                อนาคตของข่าวสารในโลกออนไลน์ จะปรับโฉมไปอีกเท่าใด มั่นใจว่าไม่มีใครทำนายได้ เพราะโลกของข่าวสารไม่เคยหยุดนิ่ง ดังนั้นนวัตกรรมใหม่ๆก็ต้องผุดขึ้นมาอวดโฉมตามมาเรื่อย ๆเฉกเช่นกัน

               อนาคตของ”นักข่าวออนไลน์” จึงน่าติดตาม ด้วยความตื่นตา ตื่นใจ เป็นอย่างยิ่ง...

                                                                                                                                                                                        กุนซือ

 

 



วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

แพงหรือไม่แพง 8-5-55



แพงหรือไม่แพง

                

                 ชั่วโมงนี้ประเด็นเรื่องไหนก็ไม่เป็นที่น่าสนใจเรื่องประเด็น”ข้าวยาก หมากแพง”  เพราะโดนลูกหลงกันถ้วนหน้า ยิ่งฝ่ายค้านออกมาโจมตีเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้สโลแกนล้อเลียนว่า”แพงทั้งแผ่นดิน”เป็นตัวนำ
                  ทำเอาฝ่ายรัฐบาลถึงกับจุก พูดไม่ออก 
               เนื่องจากตอนหาเสียงก่อนเลือกตั้ง ดันป่าวประกาศว่า เป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ จะ”กระชากค่าครองชีพลงมา” แต่ทำไป ทำมา รูปการณ์จะกลายเป็นว่า จะถีบค่าครองชีพให้พุ่งติดฟ้าไปโน่น
                ยิ่งท่านนายกฯ มาบอกว่าเรื่องของแพงนั้นเป็นแค่ "ความรู้สึกของประชาชนเท่านั้น ความจริงของไม่ได้แพงอย่างที่คิด"
                ก็เกิดกระแสสวนกลับว่า คนไทยทั้งประเทศไม่ได้คิดไปเองหรอก ท่านนายกฯนั่นแหละครับที่คิดไปเอง เนื่องจากชาวบ้านเขาจ่ายตลาดทุกวัน รับรู้ได้ว่าของมันแพงขึ้นมากน้อยแค่ไหน
                เดือดร้อนรัฐบาล  เลยต้องส่งท่านรัฐมนตรีทั้งหลายออกมาท่องตลาด เพื่อดูสภาพความเป็นจริง สุดท้ายก็บอกว่า สำรวจมาแล้ว..ไม่แพงอย่างที่คิด
                แหม..ท่านรัฐมนตรีครับ ก่อนที่ท่านจะเข้าตลาด สำรวจ ตรวจสอบนะ ท่านก็ป่าวประกาศไปทั่วว่าพรุ่งนี้ ฉันจะไปตลาดโน้น ตลาดนี้ 
               ทัพหน้าเขาเข้าไปจัดตั้ง สร้างภาพให้เรียบร้อยแล้วละครับ พอท่านไปถึงข้าวของก็เหมือนโดนอาคม ราคาลดลงวูบวาบเลยครับ
                จนบรรรดานักข่าวเขาบอกว่า อยากซื้อของถูกให้ไปจ่ายตลาดกับคณะรัฐมนตรี รับรองว่าของถูกทันตาเห็น แต่พอท่านรัฐมนตรีขึ้นรถกลับ ของมันกลับขึ้นราคามาที่เดิมเฉยเลยครับ
 อะเมซซิ่ง ไทยแลนด์ จริงๆ
ถ้ารัฐบาลยังเอาข้อมูลที่ชงโดนข้าราชการที่หวังจะเอาใจอย่างเดียว ไม่สนว่าความจริงเป็นเช่นไร 
ผมว่า"ความเสื่อม"จะวิ่งมาเยือนเร็วๆนี้ เนื่องจากรัฐบาลถึงแม้จะเข้มแข็งเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ถ้าจะมีอันเป็นไป ก็ต้องมีเรื่องคอร์รัปชั่น กับเรื่องแก้ไขปัญหาข้าวยาก หมากแพง ไม่ได้นี่แหละครับ
ท่านนายกฯความจริงน่าจะโฉบแว๊ปๆ ไปดูความจริงตามตลาดร้านค้าต่างๆ โดยไม่ต้องมีหมายกำหนดการบ้าง เอาแบบโชว์เดี่ยว บาย ยิ่งลักษณ์ เลยครับ
  อาจจะได้รับข้อมูลความจริง ที่สามารถนำมาปรับใช้ และแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่ ถ้ามัวแต่ท่องว่า เรื่องนี้ คนไทยคิดไปเอง แถมท่านโฆษกของรัฐบาลยังออกมาสำทับว่าเป็น“อุปทานหมู่”  
โห...มันจะอุปทานอะไรกัน ทั่วประเทศขนาดนั้น
นี่แหละครับที่เค้าว่า”บางเรื่องไม่พูดบ้าง...ก็ได้ ไม่มีใครว่า”
ผมยังจำได้ตอนที่ท่านโฆษก รัฐบาลท่านออนแอร์บอกว่า ความจริงแล้วของไม่แพงหรอก แต่เป็นปรากฏการณ์”อุปทานหมู่”นั้น 
ผมเองยังคิดอยู่ในใจว่า”เอ๊ะ ความจริงมันเป็นอย่างที่ท่านเด็จพี่ พร้อมพงศ์ ว่าไว้หรือเปล่า ....“
คลำดูกระเป๋าตังค์ มันก็แฟ่บลง แฟ่บลง สงสัยกระเป๋าผมมันติดเชื้ออุปทานหมู่มาด้วยแน่ๆ
แต่เมื่อนั่งวิเคราะห์อย่างถ่องแท้ ผมก็บรรลุถึงความจริงว่า ที่รัฐบาลท่านบอกว่าคนไทยทั้งหลายคิดไปเองว่าของมันแพง นะ..รัฐบาลเขาพูดถูกแล้ว
ความจริงของมันแพงมันตั้งหลายเดือนแล้ว แหม...ดันมารู้สึกตอนนี้ สมน้ำหน้ากันทั่วไทย
                                                                                                                กุนซือ
                                                                                P_kiti@hotmail.com

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

คำขวัญวันเด็ก 10-1-55




          ใกล้ถึงวันเด็กแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ วันนี้เลยขอคุยกันเรื่องเด็กๆกันบ้าง จำได้ว่าตั้งแต่เป็นเด็กประถม พอใกล้วันเด็กเมื่อไหร่ หัวใจมันพองตัว ตามประสาเด็กๆทั้งหลาย
        ที่ยืดอกประกาศว่าเป็น"วันของพวกเรา"
         พอถึงวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม เมื่อไหร่ แปลไทยได้ง่ายๆว่าเป็นวันยิ่งใหญ่ ของเด็กๆทั้งหลาย สามารถเรียกร้องพ่อแม่ ผู้ปกครองทั้งหลายให้"ตามใจเด็ก"ซักวันหนึ่ง
        มีทั้งวางแผนว่าจะไปโน่น ไปนี่ โดยเฉพาะสถานที่สำคัญต่างๆที่จัดกิจกรรมในวันเด็ก มีการละเล่น แจกของขวัญ สร้างความครื้นเครงเป็นประจำทุกปี
       แต่สิ่งหนึ่งที่ใกล้ถึงวันเด็ก ที่กลายเป็น"รูทีน"ของเด็กไทยทั้งหลายคือ...ต้องท่องคำขวัญวันเด็ก ประจำปีนั้นให้ได้ ถือว่าเป็นภารกิจหลักประจำปี
       คำขวัญวันเด็กส่วนใหญ่ที่นายกรัฐมนตรีไทยมอบให้ มักจะเป็นคำขวัญประเภทสั้นๆ ได้ใจความ ครอบคลุมความหมาย แต่บางครั้งอ่านแล้วอาจจะไม่รู้เรื่องว่าสรุปแล้ว อยากให้เด็กไทยทำอะไร
       เพราะเหตุที่ว่าคำขวัญวันเด็กที่ผ่านมา ความหมายมักจะ"อะราวด์ เดอะ เวิร์ด" ความหมายออกซ้าย ไปขวาได้ตลอด
       สำหรับปีนี้ คำขวัญที่ท่านนายกฯปูมอบให้กับเด็กไทยคือ"สามัคคี มีความรู้คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี"
       แปลสั้นๆได้ว่า ต้องเป็น"คนดี ฉลาดและอย่าพลาด...อินเตอร์เน็ต"
       บรรดาค่ายมือถือทั้งหลาย อาจจะใช้คำขวัญของท่านนายกฯมาพลิกแพลงใช้ในการตลาดได้ว่า" เกิดเป็นเด็กไทย ต้องใช้เน็ตแพจเกจ..เหมาจ่าย"
       อย่าลืมว่าท่านนายกฯให้คำขวัญทิ้งท้ายว่าต้อง....ใส่ใจเทคโนโลยี!!
        ผมไปดู"เดี่ยว 9"ของคุณโน๊ส อุดม แต้พานิช  ช่วงหนึ่งโน๊ส ตั้งปุจฉาว่า ทำไม! ต้องมีคำขวัญวันเด็ก เพราะเชื่อว่าเด็กไทยทั้งหลาย ได้แค่ท่อง แล้วก้อลืมในเวลาอันรวดเร็ว
      ประมาณท่องคำขวัญเป็นนกแก้ว นกขุนทอง ช่วงวันเด็กเท่านั้น หลังจากนั้น ก็เข้าโหมด"ลืมสนิท ศิษย์ส่ายหน้า"
       หลังจากวันเด็กผ่านพ้นไปแล้ว ถ้าตั้งคำถามกับเด็กไทยว่า คำขวัญวันเด็กปีนี้ หรือลึกลงไปอีกหน่อยว่า คำขวัญวันเด็กปีที่แล้วบอกว่าอย่างไร
       อาจจะได้คำตอบตามยุคสมัย ในแนวเด็กแนวว่า"ต้องถาม....พี่กู"
       แฮ่ม....คุณพี่กูเกิล ครับ...อย่าคิดมาก ว่าเด็กหยาบคาย
      ผมเองแอบยกธงเชียร์คุณโน๊ส อุดม อยู่ลึกๆเพราะว่าแนวคิดคล้ายกัน การรณรงค์ให้เด็กไทยเป็นคนดี คนซื่อสัตย์ ใฝ่คุณธรรม ฯลฯ นั้น อย่าทำแต่เพียงคำขวัญในวันเด็ก เพราะเชื่อได้ว่า ไม่เกิดประโยชน์ใดๆกับเด็กไทยขึ้นมาเลย อยากให้เด็กไทยเป็นคนดี มีคุณภาพในอนาคต
      ต้องเริ่มสอนด้วยการกระทำครับ ไม่ใช่แค่ บอกๆๆๆๆ แล้วหวังว่าเด็กจะเจริญรอยตาม ยิ่งสมัยนี้ บรรดานักการเมืองซึ่งถือว่าผู้มีเกียรติในสภาทั้งหลายที่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีกับเยาวชนไทย ดันทำตัวให้ผู้คนเบื่อหน่าย ทั้งทะเลาะเบาะแว้ง ทั้งโกงกินกันแบบมูมมาม จนติดชาร์ทอันดับที่คนทั่วประเทศไม่ไว้ใจมากที่สุด
      ถ้าแม่ปูเดินเบี้ยว บรรดาลูกปูทั้งหลายก็ต้องเดินคดเคี้ยวเป็นธรรมดา
      สังคมไทยตอนนี้น่าเป็นห่วงครับ โดยเฉพาะผู้คนทั้งหลายที่ผลโพลล์ ออกมาแล้วต้องน่าตกใจในความคิดที่ว่า"ถ้านักการเมืองทำงานดี ถึงจะโกง ก็ไม่ว่าอะไร..."
    โอว..ประเทศไทย เศร้าหมอง!!
       ครั้งหนึ่งผมเคยนั่งคุยกับเพื่อนที่เป็นนักธุรกิจชื่อดังของเชียงใหม่ พอวกมาคุยเรื่องการเมือง  เพื่อนผมให้ความเห็นว่า"แหม..ประเทศไทยมันโกงกันมาตั้งแต่นมนาน นักการเมืองมันก็โกงกันทุกคนแหละ ตอนนี้ขออย่างเดียวว่า ถ้าทำงานเก่ง โกงบ้าง ก็ไม่เป็นไร...รับได้!!"
      ผมถึงกับ อึ้ง ทึ่ง เสียว เพราะความคิดแบบนี้กระจายไปทั่วประเทศไทยในตอนนี้แล้วครับ
     ประเทศไทยเคยได้ชื่อว่าจะเป็นเสือตัวใหม่ของเอเซีย แต่ทุกวันนี้กลายเป็นแมวเชื่องๆ ปัญหาหลักก็คือ
     ปัญหาคอร์รัปชั่น ไปทุกหย่อมหญ้านี่แหละครับ
      ถึงเวลาที่เราต้องเริ่มปฎิวัติ ความคิดของเด็กไทยทั้งหลายให้จงเกลียด จงชัง กับปัญหาคอร์รัปชั่นทั้งหลาย เพราะถ้าทำได้ ประเทศไทยอาจจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เมื่อเด็กเหล่านี้เติบใหญ่เป็นอนาคตของชาติในวันข้างหน้า
      อย่าให้พวกเราต้องสอนลูกๆหลานๆทั้งหลายว่า...
        "ลูก ลูกจะโกงข้อสอบ อย่างไรก็ทำไปเถอะพ่อไม่ว่า ขออย่างเดียวลูกต้องได้เป็นที่หนึ่งของบรรดาเพื่อน  แค่นี้...พ่อก็ดีใจสุดๆแล้วแหละ.."
       เอวัง...ก็มีด้วยประการฉะนี้!!
                                                         กุนซือ

วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555

หวัดดีปีใหม่ 2-1-55

  

         ก่อนอื่นขอสวัสดีปีใหม่กับคุณๆทุกท่าน ถึงแม้ว่าจะช้าไปหน่อย เนื่องจากผมเข้าเวรเขียนคอลัมน์ในวันนี้ แต่ก็ขอให้ทุกท่านประสพกับความสุข ความสำเร็จตั้งแต่ต้นปีมะโรง หรือบางคนบอกว่า
เป็นปี"มังกรทอง" จะเรียกอย่างไรก็แล้วแต่อัธยาศัย
         ช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ปีนี้ เชียงใหม่กลายเป็นสถานที่ยอดฮิต เพราะอิทธิพลของลมหนาวและ"เหมยขาบ" ที่เผยแพร่ออกตามสื่อต่างๆ จนทำให้เชียงใหม่ได้นิยามเหมือนกับกรุงโรมใน

อดีตกาล คือ"ถนนทุกสายมุ่งสู่เจียงใหม่....เจ้า"
       ช่วงส่งท้ายปี ซึ่งบรรดากระจอกข่าวอย่างพวกผม ไม่มีวันหยุด เพราะหนังสือพิมพ์เชียงใหม่นิวส์ต้องวางแผงทุกวัน ดังนั้นรูปแบบการทำงาน การเดินทางต้องมีการปรับเปลี่ยนกันพอสมควร
      จากเดิมอยู่เชียงใหม่ ไม่ต้องวางแผนอะไรกันมากนัก อยากไปไหน ที่ใด ก็ตั้งเข็มทิศมุ่งหน้าตรงดิ่งไปทันที
         แต่ช่วงวันหยุดยาวสิ้นปีต้อง...คิดใหม่ ทำใหม่
        ผมเริ่มวางแผนเส้นทางจากบ้าน มาออฟฟิต ขับอ้อมหน่อย แต่ไม่เจอกับปัญหารถติด เพราะโลกโชเชียล มีเดีย รายงานผ่านทั้งทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊คมาให้รับทราบตลอดว่า เชียงใหม่นาทีนั้น

        รถติดกันชนิดทุกหย่อมหญ้า!!
        เพื่อนผมหลายคนให้ความเห็นว่ารถยนต์ส่วนใหญ่ของประเทศคงมาอยู่ที่เชียงใหม่ เพราะเหลียวซ้าย มองขวา เจอแต่หลังคารถเต็มพรืดไปหมด
          บางคนถึงกับประชด ประชันว่า"ระวังจะโดนตุ๋นว่าคุณอยู่ที่เชียงใหม่ เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ป้ายทะเบียนกรุงเทพฯ"
        อารมณ์ขันแบบไทยๆ ที่ใช้ได้ในสถานการณ์...หงุดหงิด
        วันส่งท้ายปี หลายปีที่ผ่านมา ผมใช้เวลานับถอยหลังขึ้นปีใหม่ ที่ร้านกู๊ดวิว ของ"เดอะ หมวด"ธนิต ชุมแสง  เพราะนอกจากบรรยากาศคึกคักทุกปีแล้ว ยังมีพลุในระดับ"อลังการ งานสร้าง"มาโชว์
ให้คนเชียงใหม่ได้ดูทุกปี มูลค่าในระดับ"ตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำ" จุดพลุสิบกว่านาที แต่ต้องควักเงินจ่ายไปหลายแสน
      ดังนั้นทุกปีผมจึง..พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง
      แต่ปีนี้ข่าวคราวเรื่อง ผู้คนทั่วไทยต่างมุ่งตรงมาเชียงใหม่ ทำเอาผมเกิดอาการ"จิตวิตก" กับจำนวนประชากรในตัวเมืองเชียงใหม่
      เชื่อเถอะว่าหลายคนต้องคิดออกว่า ถ้าไปถึงร้านจะมีโต๊ะหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าหายากยิ่งกว่างมเข็ม ในมหาสมุทร เพราะเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่อย่างนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ที่จับจองโต๊ะเอา
ไว้แล้ว
     ทุกรายก็ใช้นโยบาย"นั่งแช่" มาตั้งแต่ตะวันเพิ่งลับขอบฟ้า แต่นั่งกันยาวๆไปจนทะลุเที่ยงคืน ดังนั้นการจะ"วอล์ค อิน" เดินลิ่วเข้าไปในร้าน แล้วภาวนาว่าจะมีแขกโต๊ะไหนเช็คบิล กลับบ้าน เป็นเรื่องที่ยากเกินแกง
       ถ้าจะออกแนว"ฝรั่งมังค่า" ยืนซื้อเบียร์จิบอยู่หน้าบาร์ ก็อาจจะไม่มีที่ยืนให้แทรกตัวเข้าไป เพราะใครๆก็คิดแบบนี้เหมือนกัน
       ประเด็นสำคัญอีกอย่างคือ ย่านสุดฮิตริมน้ำปิงแบบนี้ จะมีที่จอดรถเหลืออยู่หรือไม่ งานนี้หลับตาก็มองเห็นภาพบรรยากาศเหมือนลอยกระทง ผู้คนพลุกพล่าน รถติดในระดับ"มดเดิน" ขยับได้ทีละ
นิด ละหน่อย
      ผมเคยขับรถหลุดเข้าไปถนนเจริญราษฎร์ ช่วงลอยกระทง ติดแหง็กไม่ขยับเป็น ชั่วโมง ยังจำได้ทุกวันนี้ 
     ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น งานนี้คงไม่แตกต่างกัน
      ถ้าหลวมตัวเข้าไป ผมอาจจะต้องฉลองปีใหม่ในรถคนเดียวก็เป็นได้
     หลังจากบวก ลบ  คูณ หาร จนเสร็จสรรพ ก็ข้อสรุปว่า นอนดูทีวี ฉลองปีใหม่อยู่ที่บ้านเป็นดีที่สุด
     ถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ที่ฉลองปีใหม่อยู่ที่บ้าน งานนี้ทำเอาบรรดาพี่น้องของผม ทำตาโตเท่าไข่ห่าน สะบัดหน้าไม่อยากเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นความจริง
     แต่อย่าลืมว่า ยุคนี้เริ่ม"เปลี๊ยนไป๊" ....ไม่เหมือนในอดีต
    สมัยก่อนกอดคอเพื่อน นับถอยหลัง 3..2..1 ชนแก้ว ร้องเพลงขึ้นปีใหม่  เฮฮาปาร์ตี้กันสุดชีวิต สุดฤทธิ์ สุดเดช
    แต่นาทีนี้ต้อง"อินเทรนด์" ถึงแม้ตัวไม่ได้ไป เจอยังงัยก็สวัสดีปีใหม่กันได้ผ่าน...ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค
    โหลดภาพชนแก้วเบียร์ พร้อมโพสสวัสดีปีใหม่ให้เพื่อนๆ  เท่านี้ก็ได้ส่งความรู้สึก ไปให้กับทุกคนเหมือนกัน แตกต่างกันนิดเดียวตรงที่...

    ปีนี้ ผมไม่เมา เท่านั้นเอง 555
                                                                กุนซือ

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บันทึกลับ..นอสตราดามุส เขียนกลอนทำนายอนาคตเมืองไทย



จะมีหนึ่ง นารี ขี่ควายแดง
ควงคฑา มุ่งทิ่มแทง ไร้ความหวัง
ผู้ปกครอง จะเป็นหญิง พึงระวัง
สายน้ำหลั่ง กรากเชี่ยว หวาดเสียวใจ

ความฉิบหาย จะบังเกิด ในสยาม
หลังฝนคร้าม จักท่วมครืน ยืนไม่ได้
เข้าสู่ยุค น้องอัปรีย์ พี่จัญไร
พี่ดูไบ น้องดูโง่ โชว์ทุกวัน

คงเป็นแค่ หนึ่งอัปรีย์ สตรีสาว
อยากเป็นดาว สกาวเด่น กลับเป็นหมัน
พาพี่ชาย กลับบ้าน ย่านจรัญฯ
เจอน้ำดัน จนต้องแดก หญ้าแพรกเอย

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ความเชื่อมั่น 24-10-54





       ตอนนี้คนไทยทั้งหลายก็ได้รับทราบโดยทั่วกันแล้วว่า เราคงต้องอยู่กับน้ำไปอีกระยะหนึ่ง สำหรับบางคนที่ดูข่าว อ่านหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับน้ำท่วมมากๆจนเกิดความเครียดก็ต้องเริ่มทำใจ หันไปดู
อย่างอื่นแทนบ้างครับ เดี๋ยวความดง ความดันจะพุ่งเสียเปล่าๆ ผมเองช่วงหลังๆก็ใช้วิชานินจา ดูบ้าง ไม่ดูบ้าง เอาแบบแว๊บๆ เพราะเริ่มรู้สึกตัวว่าเราเครียดเพราะข่าวน้ำท่วมมากเกินไป
       ความจริงแล้วกองทัพน้ำ ครั้งนี้ เขาส่งสัญญานมานานแล้วครับว่า ปีนี "จัดหนัก" แถมยังมีมรสุมอีกหลายลูก เป็นตัวช่วย ปริมาณน้ำในปีนี้เลยทะลุทะลวงจนเดือดร้อนไปทั่ว ถึงแม้ว่ารัฐบาลของ
           ท่านนายกฯปูจะรู้สึกช้าไปหน่อย เพราะกว่าจะตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ.  ขึ้นมาได้ ประชาชนก็อ่วมกันไปหลายจังหวัด
          แถมนิคมอุตสาหกรรม ทั้งหลายก็โดนถล่มไล่เรียงมาเรื่อยๆ ถ้ากดเครื่องคิดเลขดูตอนนี้ก็บอกได้คำเดียวว่า"เจ๊กอั๊ก"กันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน หรือนายทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุน
          หรือว่าคนงานหลายแสนคนที่อาจจะต้องตกงาน เมือโรงงานต้องหยุดการผลิต หรือเ ผลอๆอาจจะต้องหยุดกิจการ เรียกว่าเป็นความเดือนร้อนในแบบ โดมิโน ล้มกันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ
        แต่ที่เป็นปัญหาซ้ำเติมประชาชนอยู่ในขณะนี้ คือ การทำงานของ ศปภ.เอง ที่กำลังทำลายตัวเองทีละน้อย ด้วยการทำงานแบบพลิกลิ้นกลับไปกลับมา
         แถลงข่าวสู่สาธารณชนวันนี้ เพียงแค่ชั่วข้ามคืนแถลงใหม่ข้อมูลที่สื่อออกมากลับตาลปัตรจากหน้ามือเป็นหลังมือ เริ่มจากการสร้างความวิตกให้ประชาชน ในช่วงที่ผ่านมา
      แถมยังมีบรรดานักการเมืองอยากดัง ออกหน้ามาสลอน เห็นกล้องทีวีเป็นไม่ได้ ต้องออกมาจ้อ มาพูด ทั้งที่"ข้อมูลยังไม่แน่น ไม่ผ่านการกลั่นกรอง" สุดท้ายประชาชนก็ได้ข้อมูลผิดๆเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็เกิดความสับสนว่า ข้อมูลไหนถูก ข้อมูลไหนผิด สรุปจะเชื่อใครดียุ่งอีรุงตุงนัง กันตั้งแต่ตั้งศูนย์ฯมาจนถึงบัดนี้
       นาทีนี้ บรรดาผู้คนทั้งหลาย ก็ต้องหันไปใช้ข้อมูลจากบรรดา โชเชียล มีเดีย แทนไม่ว่าจะเป็น เฟซบุค หรือว่าทวิตเตอร์ ที่รายงานสถานการณ์แบบวินาทีต่อวินาที ไม่เหมือนกับข้อมูลของ ศปภ.ที่กว่าจะแถลงว่าให้ประชาชนพื้นที่ไหนอพยพ น้ำก็จะมาถึงตัวอยู่รอมร่อ  แถมบางครั้งข้อมูลยังผิดพลาดอีกต่างหาก  ทำเอาผู้คนร้องยี้กันทั้งบ้าน ทั้งเมือง
        ถ้าไปดูบรรดาโพสความเห็นของผู้คน ที่ปรากฏตามทวิตเตอร์ หรือเฟซบุ๊ค ผมว่าท่านนายกฯกับผู้อำนวยการ ศปภ.อย่างท่านประชา พรหมนอก อาจจะกินข้าวไม่ลง
       เพราะตอนนี้ ผู้คนเขาโพสบอกกันว่า "ถ้า ศปภ.แถลงว่า พื้นที่ไหน ปลอดภัย ทางรัฐบาล"เอาอยู่"จัดการมวลน้ำได้แล้ว   เมื่อนั้นหมายถึงให้คนพื้นที่นั้นรีบเก็บของ อพยพ เป็นการด่วน เพราะน้ำจะท่วมในไม่ช้า
       หรือบางคนโพสบอกว่า "ถ้าอยากอยู่รอด ปลอดภัย ในช่วงน้ำท่วม วิธีง่ายๆคือ ทำอะไรก็ได้ที่ตรงข้าม กับสิ่งที่ ศปภ.แถลง"
       นี่เป็นการประจานถึงความบกพร่อง หัวไปทาง หางไปทาง ทำงานแบบสเปะสะปะ มั่วกันไปหมดภายใน ศปภ.ที่ถือเป็นหัวใจหลักในการแก้ไขวิกฤติน้ำท่วมในครั้งนี้
       แถมล่าสุดยังมี"ตลกได้ดี"อย่างคุณเจ๋ง  ดอกจิก ที่ติดหน้าอกว่าเป็นเลขานุการ รมช.มหาดไทย ได้โชว์กร่างกับผู้สื่อข่าวที่ทำข่าวใน ศปภ.โดยบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้มีการมอบเรือเพื่อช่วยเหลือให้กับผู้ที่ถูกน้ำท่วม       
     ท่านเลขาฯเจ๋ง ดอกจิก อยากได้ จึงเดินกร่างมาหาบรรดานักข่าว พร้อมบอกอำนาจ บารมีว่า “ผมคุมปภ.และใหญ่กว่าอธิบดีปภ.” และจะเอาเรือที่เอกชนบริจาคไป  บรรดาผู้สื่อข่าวได้ถามว่า
จะนำเรือไปช่วยประชาชนที่จังหวัดไหน คุณเจ๋ง ดอกจิก ก็ได้กล่าวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า “เรื่องของผม ผมจะเอาไปไหนก็สิทธิ์ของผม”
    จากนั้นก็สั่งให้นักข่าวทั้งหลายยกเรือ ตามเขาไป แต่ไม่มีผู้สื่อข่าวคนใดปฏิบัติตาม
        กรณีแบบนี้ มีคนบอกว่ามีอยู่ทั่วไปใน ศปภ.ที่ดอนเมือง มีคนเบ่ง คนกร่าง เดินกันให้พล่านเต็ม ศปภ.ที่ดอนเมือง จนล่าสุด บรรดาอาสาสมัครทั้งหลาย ที่เดินทางไปช่วยแพ็คของ หรือทำงานด้วยจิตอาสาให้กับ ศปภ.ต่างพากันเอือมระอา ถอนตัวกันเป็นแถว เพราะทนไม่ไหวกับพฤติกรรมแบบนี้
        ถึงเวลาแล้วครับที่ท่าทนนายกฯปู ของเรา จะต้องมาจัดระเบียบ ให้กับ ศปภ.แห่งนี้ ให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช้สะเปะ สปะกันอย่างนี้อยู่ทุกวัน
     และที่สำคัญที่สุดต้องเรียก"ความเชื่อมั่น"ของประชาชนคนไทยทั้งหลายให้กลับคืนมาให้เร็วที่สุด เพราะ ศปภ.นั้นถือเป็นแม่ทัพในการจัดการกับข้าศึกน้ำในครั้งนี้  และเชื่อได้เลยว่าศึกครั้งนี้ยังมียาวนาน ต้องมีการสู้รบ ชิงพื้นที่กันอีกหลายยก
        แต่ถ้าแม่ทัพขาดบารมี  ประชาชีทั้งหลายก็นับถอยหลังถึงวันหายนะ ครับผม
                                                                                                       
                                                                                               กุนซือ