วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แอ่ว ภูเก็ต



ถ้าไปยืนตรงประตูผู้โดยสารขาเข้า ของสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วถามนักท่องเที่ยวต่างชาติว่า มีโปรแกรมจะเที่ยวที่ไหนในเมืองไทย คำตอบส่วนใหญ่มีอยู่สองคำตอบ คือ เที่ยวกรุงเทพ ลงไปภูเก็ต แล้วขึ้นไปเชียงใหม่
ส่วนอีกคำตอบคือ เที่ยวกรุงเทพ ขึ้นไปเชียงใหม่ แล้วลงมาเที่ยวภูเก็ต
ภูเก็ต กับ เชียงใหม่ นั้นถือว่าเป็นหัวเมืองยอดนิยม สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาโดยตลอด ต่างฝ่ายต่างมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง เชียงใหม่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรม และขุนเขา
       ส่วนภูเก็ตนั้น ฉายาไข่มุกแห่งอันดามัน ก้อเป็นเหมือนหนังสือการันตีว่าถ้ามาเมืองไทย..พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง


สองเมืองกลายเป็นพิกัดหลักของนักท่องเที่ยวทั้งไทย-เทศ  เลยเข้ากฏแห่งเศรษฐศาสตร์ เมื่อดีมานด์มันเพิ่มพรวด ซัพพลายก็วิ่งตามติดมาทันที โดยเฉพาะนกเหล็กสายการบินต่างๆ ที่ตอนนี้กลายเป็นการเดินทางยอดนิยมของคนไทย
       สายการบินต่างๆ เหลียวซ้ายมองขวาก้อมองออกว่า ตลาดของเส้นทางนี้กำลังเปิดกว้าง ล่าสุดเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา นกเหล็กบางกอกแอร์เวย์ ก็เปิดไฟล์ทบินตรงเชียงใหม่-ภูเก็ต ขึ้นมารองรับสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งหลาย ทางบางกอกแอร์เลยส่งเทียบเชิญให้ผมร่วมบินไปสำรวจกับไฟล์ทนี้
บางกอกแอร์เวย์ ที่ได้ฉายาบูติก แอร์ไลน์นั้น ช่วงหลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ถูกอกถูกใจบรรดาผู้โดยสารทั้งหลายที่พูดเป็นเสียงเดียวกันคือ  ห้องรับรองในสนามบิน ที่เปิดบริการให้กับลูกค้าของสายการบินทุกคน เมื่อก่อนหลายคนออกอาการเบื่อ เวลาที่ต้องมานั่งรอเที่ยวบินในสนามบินนานๆ  แต่พอบินกับบางกอกแอร์เวย์ ปัญหานี้หมดไปทันที แถมตอนนี้ยังออกแนวป๋า เข้ากับกระแสคนไทยฮิตปั่นจักรยาน โดยสารการบินเปิดไฟเขียวให้ลูกค้าสามารถโหลดจักรยานขึ้นเครื่องฟรี ทุกเส้นทาง แถมยังเข้ากับธีมของเชียงใหม่ ที่กำลังรณรงค์ให้เป็น"เมืองจักรยาน"


วกกลับมาถึงห้องรับรองในสนามบินของบางกอกแอร์เวย์ หลายคนชอบไปนั่งรอในห้องรับรอง ของบางกอกแอร์ เพราะสะดวกสบาย อาหารการกิน ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม เสริฟแบบไม่อั้น จนเริ่มติดใจกันเป็นทิวแถว
เครื่องเทคออฟที่เชียงใหม่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก้อแลนดิ้ง สู้สนามบินภูเก็ต ดินแดนแห่งทะเลสวย และหาดทรายขาว
เหลียวหลังไปมองภูเก็ตในอดีต  มีหลายกระแส บ้างก็ว่าภูเก็ตเป็นเกาะ ที่ค้นพบโดยชาวประมง แต่เดิมเรียกว่า “บูกิต” ซึ่งเป็นภาษามลายูแปลว่าภูเขา เพราะเมื่อมองจากทะเล จะเห็นเหมือนมีภูเขา โผล่ขึ้นกลางน้ำ แต่บางกระแส ก็ว่าภูเก็ตมาจากคำว่า “ภูเก็จ” แปลว่าภูเขาที่มีค่า


แต่ที่แน่ๆ ภูเก็ตนั้นขึ้นแท่นว่า เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่ 543.034 ตร.กม เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่น้อยที่สุดในประเทศไทย ประชากรที่บันทึกไว้ล่าสุดอยุ่ที่ 369,522 คน เฉลี่ยความหนาแน่น บวกลบคูณหารแล้วได้ตัวเลข 680.47 คน/ตร.กม. แต่ความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขจริงของประชากรของภูเก็ตตอนนี้อาจจะมากกว่าหลายเท่า เพราะมีคนจากต่างถิ่นเข้ามาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย ดังนั้น ผู้คนก็หลั่งไหลเข้ามาขุดทอง ทำธุรกิจกันเต็มเมือง
ในอดีตนั้น ชาวเลเป็นชาวกลุ่มแรก ๆ ที่มาอาศัยอยู่บนเกาะภูเก็ต จากนั้นมาจึงกลุ่มชนอื่น ๆ อพยพตามมาอีกจำนวนมาก ทั้งชาวจีน ชาวไทย ชาวมาเลเซีย ฯลฯ จนมีวัฒนธรรมเฉพาะเป็นของตนเองสืบทอดมา จนถึงปัจจุบัน นับเป็นสีสันอย่างหนึ่งของภูเก็ต  เพราะปัจจุบันชาวภูเก็ตว่าเป็นพวกผสมผสานกันทางด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมกับชาวมลายู
ปัจจุบันชาวภูเก็ตส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ชาวจีนฮกเกี้ยน ชาวจีนช่องแคบ ชาวจีนกวางตุ้ง ฯลฯ รวมไปถึงชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม แถบอำเภอถลาง โดยเฉพาะชาวไทยมุสลิมมีจำนวนถึงร้อยละ 20-36 ของประชากรในภูเก็ต  นี่ยังไม่รวมแรงงานต่างด้าวชาวพม่า ลาว และเขมรราวหมื่นคน
ด้านทางศาสนา ประชากรส่วนใหญ่ในภูเก็ตนับถือศาสนาพุทธร้อยละ 73, ศาสนาอิสลามร้อยละ 25, ศาสนาคริสต์และอื่น ๆ ร้อยละ 2


พอดีผมโชคดีที่ทริปนี้ ทางบางกอกแอร์ เขาจับมือกับโรงแรมแคป พันวา โรงแรมหรู ตั้งอยู่บริเวณแหลมพันวา ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ต เป็นที่พัก โรงแรมแคป พันวา ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือเกษมกิจ เพราะฉะนั้นไม่ต้องอธิบายมากความว่า โรงแรมจะหรูหรา มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพรียบพร้อมแค่ไหน


        แถมโรงแรมแคป พันวา ยังเพิ่งลงทุนไปหลายสิบล้าน ในการรีโนเวท เพื่อสมกับฉายาว่าเป็นโฉมงามแห่งธรรมชาตินั้น  โดยเฉพาะห้องพักใหม่ให้เป็นห้องสวีททั้งหมด ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น คอนเทมโพรารี ในบรรยากาศรีสอร์ต แถมมีหาดทรายขาวส่วนตัวทอดยาวเกือบ 300 เมตร ให้ กับแขกที่มาพักได้สำผัสกับทะเล แบบไม่มีใครรบกวน
งานนี้ผมเองเลยเคลิ้มๆ นึกว่าตัวเองเป็นนักข่าว วีไอพี ไปโดยปริยาย

ถ้าใครถามว่า ไปภูเก็ตแล้วเที่ยวที่ไหนดี ก้อต้องบอกว่าจังหวัดภูเก็ตมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีชื่อเสียงมากมายและหลากหลายรูปแบบ โดยมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่โดดเด่นคือชายหาดต่างๆ เช่น หาดป่าตอง หาดกะรน หาดกะตะ หาดกมลา ฯลฯ
        นอกจากนี้ยังมีเกาะใหญ่น้อยต่างๆ รอบภูเก็ต เช่น เกาะไม้ท่อน เกาะราชา เกาะรัง เกาะเฮ เกาะสิเหร่ เป็นต้น รวมทั้งมีน้ำตกบางแป น้ำตกกะทู้ และน้ำตกโตนไทรด้วย
        สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวด้านประวัติศาสตร์และศาสนสถานที่สำคัญ ได้แก่ พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคาคีรี วัดฉลอง ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว เป็นต้น
        นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ภูเก็ตแฟนตาซี พิพิธภัณฑ์เปลือกหอย สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ สวนสัตว์ภูเก็ต ฯลฯ

ใครที่เริ่มอยากเดินเล่นชายหาด สัมผัสกลิ่นไอทะเล ภูเก็ตเป็นทางเลือกที่มองข้ามไม่ได้โดยเด็ดขาด โดยเฉพาะคนไทย ไม่ต้องไปเที่ยวที่ไหนไกลๆหรอกครับ ของดีเมืองไทยมีอยู่เยอะแยะ
          อยู่ที่ว่าสนใจจะไขว่คว้าหรือเปล่า..เท่านั้นเอง!

กุนซือ
p_kiti@hotmail.com

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ไอโฟน6



ไอโฟน6 มาแล้วจ้า


                 ว่ากันว่า ถ้าคนเดินมา 10 คน จะมีคนก้มหน้าเล่นมือถือซะ 7 คน โลกเปลี่ยนกลายเป็นสังคมก้มหน้า กันเป็นแถว  หันมามองคนไทย ที่ขึ้นชั้นติดทำเนียบมานานเรื่องตามกระแสเนี่ย ไม่มีใครเกินครับ                  หลังมือถือไอโฟน6 เปิดตัวมาระยะหนึ่ง แต่ยังไม่จำหน่ายในเมืองไทย ปรากฏว่ามีคนไปหิ้วเครื่องจากเมืองนอกมาขาย อัพราคากลายเป็นเท่าตัว แต่เหลือเชื่อว่ายังมีคนยอมควักเงินซื้อ เพียงเพื่อจะพก แล้วบอกให้สังคมว่า ฉันเป็นคนทันสมัย ใช้ไอโฟนรุ่นใหม่ที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มี  เห็นค่านิยมแบบนี้บอกเลยครับว่า...น่ากลัว
พอดีเดย์ ได้ฤกษ์iPhone 6 และ iPhone 6 Plus  จะอวดโฉมจำหน่ายในเมืองไทยในวันที่ 31 ตุลาคม ปรากฏว่าเกิดปรากฏการณ์ ไอโฟนพีเวอร์ขึ้นมาทันที  พอค่ายมือถือเปิดให้จองปุ๊บ เข็มนาฬิกากระดิกไปแค่ 8 นาที ก็ต้องปิดการจอง เพราะยอดเต็ม
อะเมซซิ่ง ไทยแลนด์ จริงๆ
สาเหตุซึ่งก็เป็นไปได้ว่าเพราะเครื่อง iPhone 6 Plus ที่ได้มาอาจจะมีจำนวนน้อย แต่จากกระแสใน Social Network หลายคนก็เลือกที่จะจอง iPhone 6 Plus มากกว่า เพราะราคาต่างจาก iPhone 6 ไม่มากนักนั่นเอง
วันนี้เลยหยิบเอาข้อมูลว่าไอโฟน 6 มันต่างจากไอโฟนรุ่นเก่าอย่างไรบ้าง ถึงทำให้กระแสยอดความต้องการพุ่งพรวดถึงขนาดนี้
1.จอใหญ่
เราจะยังไม่พูดถึง iPhone 6 Plus ที่จอ 5.5 นิ้ว เอาเฉพาะ iPhone 6 ก่อน ไอโฟน 6 มีหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นมาจากไอโฟน 5S อีก 0.7 นิ้ว คือจากเดิม 4.0 นิ้วเพิ่มขึ้นมาเป้น 4.7 นิ้ว คนที่ชอบจอใหญ่ๆคงจะถูกใจกันไม่น้อยละ เพราะรุ่นเล็กสุดก็เริ่มมาที่ 4.7 นิ้ว
2.บางแล้วบางอีก
คือทุกปีพี่แอปเปิ้ลต้องหาเรื่องทำให้สมาร์ทโฟนของแกบางลงกว่าเดิมให้ได้ ปีนี้ก็บางลงได้อีกจากจาก 5 S ที่ 7.6มิลลิเมตรที่ว่าบางมากแล้ว ปีนี้พี่แกจัดมาให้เลย 6.9 มิลลิเมตร บางลงกว่าเดิมอีก 0.7 มิลลิเมตร ใครที่อยากได้สมาร์ทโฟนบางๆตระกูล iOS รุ่นนี้คงบางสมใจท่านแล้ว
3.มาซักทีจอ Full HD
ตามธรรมเนียมของ Apple เวลาพัฒนาอะไรขึ้นมาจากรุ่นก่อนต้องมีชื่อเรียกให้มันเว่อร์ๆเข้าไว้ จอ Full HD ของไอโฟน 6 ได้ชื่อกิ๊บเก๋ว่า “Retina HD Display” โดยเจ้ารุ่น 4.7 นิ้วมาพร้อมกับความละเอียด 1334?750 พิกเซล (326ppi) และ iPhone 6 Plus หน้าจอ 5.5 นิ้ว มาพร้อมความละเอียด 1920?1080 พิกเซล (401ppi) มากกว่า iPhone 5s 1 ล้านพิกเซล และ 2 ล้านพิกเซลตามลำดับ
4.Cpu รุ่นใหม่แรงขึ้นกว่าเดิม 25%!
ในที่สุดไอโฟนตัวใหม่ก็ได้ใช้ Cpu Apple A8 64-bit ที่ให้พลังแรงขึ้น 25% ในขณะที่มีขนาดเล็กลง 13% และกินพลังงานน้อยลง 50% เมื่อเทียบกับชิป Apple A7 ของ iPhone 5S แถมชิปตัวใหม่นี้ยังมีพร้อมกับระบบ Motion Coprocessor ที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูลการออกกำลังกายของคุณด้วย
5.กล้องหลัง 8 ล้านเท่าของเก่า แต่ไม่เหมือนเดิม
แม้ว่าความละเอียดของกล้องหลังยังอยู่ที่ 8 ล้านพิกเซลเท่าเดิมแต่แอปเปิลได้เพิ่มระบบ “Focus Pixel” ที่ตัวเลนส์สามารถขยับเข้าหรือออกอัตโนมัติเพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุดเข้ามา ทำให้ภาพ 8 ล้านพิกเซลของ iPhone 6 นั้นจะดูดีและคมชัดกว่า 5S อย่างแน่นอน   ส่วน noise reduction เป็นระบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามาช่วยปรับภาพอัตโนมัติเพื่อให้ภาพคมชัดมีจุดน้อยซ์น้อยลง ส่วน tone mapping จะทำให้ภาพมีสีสันตรงกับของจริงที่สุด ดังนั้นสรุปได้ว่า พิกเซลเท่าเดิมแต่ภาพจะดูสวยงามมากขึ้นครับ  อนึ่ง หากใครอยากได้กันสั่นต้องไปเล่น iPhone 6 Plus นะครับ 6 ธรรมดาไม่มีกันสั่นมาให้
6.ไฟแฟลชเป็นแบบ True Tone
เจ้า True Tone นั้นเป็นไฟแฟลช LED ที่พูดง่ายๆว่าจะไม่ทำลายโทนสีของภาพครับ คือแทนที่จะฉายแสงขาวจ้าๆไปดื้อๆเลย มันจะปรับโทนสีให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่สุดถึงจะยิงแฟลชออกไป ช่วยให้ภาพที่ได้ไม่ขาวเว่อร์และมีสีสันใกล้เคียงของจริงมากที่สุด ซึ่งเจ้าระบบนี้พึ่งมีมาใน ไอโฟน 6 เป็นรุ่นแรกของแอปเปิ้ล
7.กล้องหน้าเพิ่มจาก 1.2 ล้านเท่าเดิมแต่ได้ความสามารถเพิ่ม
แม้ว่าค่าพิกเซลจะเท่าเดิมที่ 1.2 ล้านแต่ f 2.2 ที่ลดลงจาก f 2.4 ที่ได้มาในกล้องหน้าก็ทำให้ภาพคมชัดและสว่างมากขึ้น เทียบกับ 5S ก็สว่างขึ้นกว่า 81% มี Burst mode สำหรับการถ่ายต่อเนื่องและเพิ่มความสามารถตรวจจับใบหน้ามากขึ้นจาก 5S รวมทั้งถ่ายวีดีโอ HDR ผ่านกล้องหน้าได้ด้วย
8.ถ่ายวีดีโอความละเอียด Full HD
ใครที่ใช้ iPhone 5S น่าจะเคยถ่ายวีดีโอ Slow-mo (ภาพช้า)ที่ 120 fps กันมาบ้าง ใน ไอโฟน 6 Slo-Mo เพิ่ม fame-rate เป็น 240fps เพิ่มจากเดิมเท่าตัว ทำให้ได้ภาพเคลื่อนไหวที่ช้าลง และมีความละเอียดมากขึ้น
        9.แบตเตอรี่อึดขึ้น
แบตของ iPhone 6 ให้มา 1800 mAH ม้หน้าจอจะใหญ่ขึ้นแต่ชิป A8 ก็กินไฟน้อยกว่า หากเทียบสเปคง่ายๆ ไอโฟน 6 โทรคุยต่อเนื่องได้ 14 ชม ในขณะที่ 5S คุยต่อเนื่องได้ 10 ชม.อึดกว่ากันตามขนาดของแบตเลย
ใครอยากได้ ประดับกายก้อว่ากันไปตามสะดวกครับ ส่วนผมเอง ยังก้มหน้าใช้ไอโฟน 4s เหมือนเดิม เพราะด้วยเหตุว่าแอปเปิ้ลเค้ายังปราณี ให้รุ่นผมนั้น...ยังได้ไปต่อกับ ios8 แฮ่มมมม!

                                                                              กุนซือ

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

10 อันดับองค์กรลับของโลกที่มีอยู่จริง

10 อันดับองค์กรลับของโลกที่มีอยู่จริง จนน่าทึ่งว่าพวกเขาสามารถปกปิดองค์กรเป็นความลับสุดยอดได้ยาวนานมากๆ ได้อย่างไร และจะมีองค์อะไรบ้าง ไปติดตามกันเลยค่ะ
เรียบเรียงโดย teen.mthai.com
bush-society
อันดับ 10 Skull and Bones

10 อันดับองค์กรลับของโลกที่มีอยู่จริง มีดังนี้

เริ่มจากอันดับ 10 องค์กร Skull and Bones
สมาคมหัวกะโหลกและกระดูกไขว้เป็นสมาคมที่ก่อตั้งในมหาวิทยาลัยเยลในปี 1832 เริ่มต้นขึ้นในหมู่นักศึกษาปีสุดท้าย จากนั้นสมาชิกเก่าจะคัดเลือกทาบทามเชิญนักศึกษาเพียงปีละ 15 คน โดยมีคุณสมบัติของผู้จะได้รับการคัดเลือกคือ ในครอบครัวเคยเป็นสมาชิกองค์กรนี้มาก่อน, เป็นคนหนุ่มไฟแรงมีความกระตือรือร้นสูง, ชอบการเมือง, ฐานะดี, ฉลาด, เก่งกีฬาและชอบทำงานเป็นทีม โดยสมาชิกทุกคนจะต้องมาพบหน้าทุกวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ของแต่ละสัปดาห์ โดยสมาชิกเหล่านี้ถูกเรียกว่า “สุสาน” สมาคมแห่งนี้ให้ความสำคัญต่อสมาชิกเป็นหลัก และเคารพกฎเหนือสิ่งอื่นใด โดยทิ้งความเชื่อเดิมและรับเอาเป้าหมายและปรัชญาของสมาคม เพียงหนึ่งเดียวคือ เป็นผู้นำโลก ในแต่ละช่วงสมาชิกสมาคมนี้จะมีประมาณ 500-600 คน ปัจจุบันว่ากันว่าสมาชิกของสมาคมนี้ก่อร่างสร้างตัวเป็นตระกูลมั่งคั่ง เป็นเจ้าเศรษฐกิจ มีอิทธิพลไพศาลของโลก เช่นตระกูล Harriman, Rockefeller, Payne, Davison นอกจากนี้ยังแทรกซึมไปทุกวงการของสังคมอเมริกัน เช่น รัฐบาล นักกฏหมาย นักการเมือง สื่อสารมวลชน การศึกษา ธนาคาร นักธุรกิจ การค้า อุตสาหกรรม สำนักพิมพ์ คริสตจักร ในตำแหน่งบริหารอันดับสูง ทำการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย กิจกรรมทุกอย่าง แม้กระทั่งชื่อจริงของสมาชิกจะต้องถูกปกปิดเป็นความลับสุดยอด ว่ากันว่าองค์กร CIA ถูกสมาคมนี้ชักใยอยู่เบื้องหลัง และบุคคลสำคัญในปัจจุบันที่เปิดเผยตัวได้ คือ อดีตประธานาธิบดีอเมริกา จอร์จ บุช เขาเป็นสมาชิกของสมาคม หัวกระโหลกไขว้ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญใน CFR
Freemasonry_Barnstar
อันดับ 9 Freemasonry
อันดับ 9 องค์กร Freemasonry
องค์กรฟรีเมสัน เป็นองค์กรภราดรภาพที่มีที่มาของเบื้องหลังอันลึกลับตั้งแต่ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 จนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป้าหมายแรกของพวกฟรีเมสันคือการต่อสู้กับศาสนาคริสต์ หลังจากนั้น เป้าหมายของพวกนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นการต่อสู้กับทุกสิ่ง นอกจากนั้นแล้ว พวกนี้ยังได้ใช้เครื่องหมายใหม่เป็นรูปสามเหลี่ยมและวงเวียนปลายแหลมสองด้าน เป็นสัญลักษณ์อีกด้วย แหล่งพบปะหรือที่เรียกกันว่า “ลอดจ์” (lodge) แห่งแรกของคนพวกนี้ถูกตั้งขึ้นในอังกฤษโดยใช้คำขวัญใหม่ว่า “เสรีภาพ ภราดรภาพและเสมอภาค” การเข้าเป็นสมาชิกฟรีเมสันส์จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมาก จะต้องเป็นชายที่มีความเป็นอิสระ ไม่ผูกพัน, เชื่อในความมีตัวตนของพระผู้เป็นเจ้า มีอายุไม่ตํ่ากว่า 18 ปี ต้องมีจิตใจดีงาม มีคุณธรรมและจริยธรรม และข้อสุดท้ายก็คือ จะต้องมีชาติกำเนิดที่เป็นไท ไม่เคยตกเป็นทาส และ ต้องผ่านพิธีกรรมลับ หากใครก็ตามที่แอบเห็นการกระทำพิธีกรรมลับอันนี้ ก็จะต้องถูกให้เข้าเป็นสมาชิกของฟรีเมสันส์ องค์กร ฟรีเมสันในปัจจุบันมีด้วยกันหลายรูปหลายแบบในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยมีสมาชิกประมาณ 5 ล้านคนที่รวมทั้งเกือบ 2 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา และราว 480,000 คนในอังกฤษ, สกอตแลนด์ และ ไอร์แลนด์ เชื่อกันว่าองค์การนี้ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกกระจายอยู่ในทุกวงการ เช่น ประธานาธิบดี รัฐมนตรี ผู้พิพากษาศาลสูง วุฒิสมาชิก ผู้ว่าการรัฐ ฯลฯ คนระดับโลกที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกขององค์กรลับตั้งแต่เด็กๆ องค์กรเหล่านี้รับสมาชิกยากมากจริงๆ แต่เมื่อรับไปแล้ว สมาชิกก็จะเขยิบขึ้นเป็นคนระดับโลก เดินทางมาไหนไปประเทศใด จะมีมือที่มองไม่เห็นคอยจัดการอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง เมื่อปฏิบัติ การงานสิ่งใด ก็จะมีมือที่มองไม่เห็นคอยจำกัดศัตรูเพื่อให้ท่านใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น
อันดับ 8 Rosicrucians
อันดับ 8 Rosicrucians
อันดับ 8 องค์กร Rosicrucians
โรสิครูเซี่ยน เป็นศาสนศาสตร์สมาคมลับที่ก่อตั้งขึ้นประมาณศตวรรษที่ 16 โดย คริสเตียน โรเซนครูสทธ์ (Chrisan Rosenkreuz) ชาวเยอรมัน ที่ถือหลักคำสอน “ความจริงลึกลับของอดีตกาล” มีเอกสารสามชุดเผยแพร่คือ Fama Fraternitatis Rosae Crucis(ค.ศ.1614), Confessio Fraternitatis(ค.ศ.1615) and The Chymical Wedding (ปี ค.ศ.1616) เอกสารเหล่านี้เผยแพร่อย่างกว้างขวางและมีอิทธิพลต่อประวัติศาตร์ เนื่องด้วยเนื้อหาบอกเรื่องราวลึกลับการศึกษาวิถีแบบโบราณ การศึกษา ภาษาคับบาลายุคโบราณ จิต วิญญาณและเทคนิคของการเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อความมั่งคั่งโดยสามารถแปรธาตุโลหะทั่วไปให้เป็นธาตุทองคำได้ ที่ต่อมาสมาชิกของสมาคมนี้ก็กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ และมีอิทธิพลในยุโรปในหลายสาขา และการเมืองของยุโรป และมีความเกี่ยวข้องกับฟรีเมสัน เพราะแนวคิดบางส่วนของโรซิครูเซียนถูกนำไปใช้ร่วมกับแนวคิดของฟรีเมสัน นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับลัทธิโปรเตสแตนต์ และขยายไปทั่วโลกในเวลาต่อมา …สัญลักษณ์ ของสมาคม คือ ไม้กางเขน และดอกกุหลาบซึ่งอยู่ตรงกลางไม้กางเขน ว่ากันว่าชาวเยอรมันเป็นผู้นำอย่างพระเจ้าไกเซอร์ และฮิตเลอร์เคยเป็นสมาชิกในองค์กรนี้ด้วย
7 Ordo Templis Orientis
7 Ordo Templis Orientis
อันดับ 7 องค์กร Ordo Templis Orientis
ออโด เทมพลี โอเรี่ยนติส เป็นองค์กรศาสนาก่อตั้งต้นศตวรรษที่ 20 โดยอเลสเตอร์ โครวลีย์ (Aleister Crowley) ชาวอังกฤษ องค์กรนี้มีเอี่ยวกับฟรีเมนสัน มีเป้าหมายคือต้องการให้องค์กรที่ร่างกฎหมายในองค์กรมาใช้เป็นศูนย์กลางหลัก และเป็นศาสนาใหม่สำหรับยุคใหม่ โดยสมาชิกกลุ่มมี พิธีกรรม การแต่งตัวและพิธีเป็นของตัวเอง และว่ากันว่าพิธีกรรมเหล่านี้ลึกลับ มนต์ดำ กามราคะ ฯลฯ ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 3,000 คนทั่วโลก และหลายคนบอกว่าเป็นกลุ่มลัทธิซาตานสมัยใหม่
อันดับ 6 Hermetic Order of The Golden Dawn
อันดับ 6 Hermetic Order of The Golden Dawn
อันดับ 6 องค์กร Hermetic Order of The Golden Dawn
เป็นลัทธิมนต์ดำที่รุ่งเรืองมากในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นศูนย์รวมของจิตวิญญาณและเคยเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีอิทธิพลใหญ่ที่สุดในโลกตะวันตกมาแล้ว ก่อตั้งในปี ค.ศ.1888 โดยคนสามคน ซึ่งก็คือ William Wynn Westcott , William Robert Woodman และ MacGregor และสามคนนี้เป็นมันสมองของ Free Manson (สรุปคือกลุ่ม ฟรีเมนสันมีเกี่ยวทุกงาน) กลุ่มนี้มีจุดประสงค์คือการสอนปรัชญาลึกลับและพัฒนาบุคลากรให้เข้าใจหลักโหราศาสตร์, การทำนายต่างๆ กลุ่มนี้มีความพยายามรวบรวมพิธีกรรมและหลักปรัชญาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งทำให้เกิดอิทธิพลอย่างมากต่อชาวตะวันตกในช่วงระยะเวลานั้น โดยบุคคลที่มีชื่อเสียงในกลุ่มนี้ก็มี A.E.Waite (ผู้กำเนิดไพ่ทาโรต์ ) นอกจากนี้ยังมีผู้กวี, นักประพันธ์, นักเขียนบทละคร, นักแสดงที่มีชื่อเสียงมากมายที่เป็นสมาชิกกลุ่มนี้ ซึ่งหมายความว่ากลุ่มนี้มีอิทธิพลในวงการศิลปะและวัฒนธรรมนั้นเอง กลุ่ม Golden Dawn นี้ ได้ปิดฉากลงในปี1914 เพราะสมาชิกร่อยหรอและหมดความสนใจลง รวมระยะเวลาของลัทธินี้เป็นเวลา 26 ปี แต่กระนั้นก็มีการฟื้นฟูลัทธินี้อยู่ในช่วงศตวรรษที่ 19 เป็นองค์การทางศาสนาแล้ว แม้จะยังมีการสอนเรื่องไพ่อยู่ แต่ก็อิงไปทางศาสนาอยู่มากจนถึงปัจจุบัน
อันดับ 5 The Knights Templar
อันดับ 5 The Knights Templar
อันดับ 5 องค์กร The Knights Templar
อัศวิน เทมพลาร์ หรือชื่อเต็มคือ (full name: The United Religious, Military and Masonic Orders of the Temple and of St John of Jerusalem, Palestine, Rhodes and Malta) เป็นกลุ่มอัศวินศาสนาคริสเตียนที่มีบทบาทในสงครามครูเสด ก่อตั้งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 12 ในปี 1119 Hughes de Payens ชนชั้นสูงจากฝรั่งเศส พร้อมกับอัศวินผู้ติดตามอีก 8 คน จุดมุ่งหมายคือปกป้องผู้แสวงบุญในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สร้างระบบธนาคาร ภายหลังมีตำนานต่างๆ ที่เกิดจากกลุ่มนี้ รวมไปถึงกลุ่มนี้ค้นพบของวิเศษบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ ที่โมเสสใช้ติดต่อกับพระเจ้า บางตำนานก็ว่า ชิ้นส่วนของไม้กางเขนที่ใช้ตรึงพระเยซู บางตำนานก็กล่าวว่าในนั้น เก็บเอกสารสำคัญบางอย่างที่มีมาตั้งแต่สมัยพระเยซู แม้จะสร้างผลงานมากมาย แต่ในระยะแรกกลุ่มอัศวินนี้ใช้ชีวิตอย่างสมถะ ประทังชีวิตด้วยของบริจาค จึงได้รับการขนานนามว่า อัศวินผู้ยากไร้ จนกระทั้ง 9 ปีต่อมา กลุ่มนี้สร้างชื่อเสียงหลายครั้ง จนมีผู้บริจาคเงินทองมากมายอีกทั้งมีกิจการหลายแห่ง มีดินแดนจนแทบจะครองยุโรปได้ คนชนชั้นสูงชาวยุโรปหลายคนยังส่งลูกหลานของตัวเองให้เข้าร่วมกลุ่มด้วย ทำให้กลุ่มนี้เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีอำนาจนอกเหนือกฎหมาย แต่แล้วจุดตกต่ำของกลุ่มนี้ก็มาถึง เมื่อกลุ่มอัศวินนี้มีธุรกิจกู้ยืมเงิน มีลูกค้ามากู้ยืมเงินเพื่อไปทำสงครามมากมาย หนึ่งในนั้นเป็นพระราชา และเมื่อทำสงครามพ่ายแพ้พวกเขาไม่มีเงินมาจ่ายหนี้ เลยวางแผนใส่ร้ายกลุ่มอัศวินนี้ว่าเป็นพวกนอกรีต บูชาปีศาจบาโฟเมต และสั่งประหาร และยึดทรัพย์สิน ผู้นำอัศวินถูกเผาทั้งเป็น จนกลุ่มอัศวินนี้ล้มสลายในที่สุด ถึงแม้อัศวินเทมพลาร์จะล่มสลายลง แต่ยังคงทิ้งปริศนาเอาไว้หลายอย่าง เช่น เกิดอะไรขึ้นกับสมาชิกที่ยังหลงเหลือในยุโรป ทรัพย์สินของอัศวินเทมพลาร์หายไปใหน ในปัจจุบันมีตำนานเล่าลือของพวกอัศวินเทมพลาร์อยู่ทั่วไปว่ากันว่าพวกเขาได้แทรกซึมไปทั่ว ราชสหอาณาจักรอังกฤษ และมีสาขาองค์กรแตกแขนง ซึ่งส่วนใหญ่จุดประสงค์คือช่วยเหลือมนุษย์ หนึ่งในนั้นคือ สมาคม Freemasonry ที่รับธรรมเนียมปฏิบัติและพิธีกรรมจากกลุ่มฮัศวิน จนกระทั้งกลายเป็น ปริศนายอดฮิตที่มักมีคนนำไปแต่งนิยาย เกมส์หรือภาพยนตร์เสมอ
อันดับ 4 Illuminati
อันดับ 4 Illuminati
อันดับ 4 องค์กร Illuminati
สมาคมอิลลูมิ นาติ มาจากภาษาลาติน แปลว่า การรู้แจ้ง เป็นอีกหนึ่งสมาคมที่อยู่เบื้องหลังความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถูกเชื่อมโยงกับการปฏิวัติโดยเฉพาะอเมริกา ฝรั่งเศส รัสเซีย และไทย สมาคมนี้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 1776 (ปีเดียวกันกับที่อเมริกาประกาศอิสรภาพ)ในเมืองอินกอลสตาดท์ (บาวาเรียตอนบน) โดยอดัม ไวส์ฮอปต์ (Adam Weishaupt) ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน เกิดในปี ค.ศ.1748 ซึ่งเป็นผู้เลื่อมใสในคณะเยซูอิต และเป็นศาสตราจารย์ด้านประมวลกฎหมายโรมันเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นฆราวาสคนแรก ที่มหาวิทยาลัยอินกอลสตาดท์ ต่อมาสมาคมนี้ได้มีอิทธพลต่อปัญญาชนและกฎหมาย มีสมาชิกหลายคนเป็นนักการเมืองที่เจริญในหน้าที่การงาน แนวคิดและจุดประสงค์นิกายนี้ค่อนข้างน่ากลัวนิดหนึ่ง คือกลุ่มนี้ยึดถือมั่น “การจัดระเบียบโลกใหม่” การกำกับดูแลปกครองประเทศต่างๆ ทั่วโลก ผ่านรัฐบาลโลกอิสระ โดยยึดถือกฎเดียวกัน คือ ยึดถือศาสนายูดาย โดยมีกลุ่มชนชาติยิวเป็นกำลังหลัก มีบางทฤษฎีก็เชื่อว่า มีความต้องการที่จะให้ประเทศอิสราเอลเป็นเมืองหลวง Illuminati เป็นกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังอำนาจอย่างลับๆ โดยการควบคุมเหตุการณ์ในโลกทุกวันนี้ผ่านทางรัฐบาลและกลุ่มบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์หลายเหตุการณ์ไม่ว่าจะเป็น การแทรกซึมและโค่นล้มรัฐบาลของหลายๆรัฐในยุโรป การปฎิวัติที่ฝรั่งเศส และรัสเซีย จัดฉากและก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย เป็นผู้สนับสนุนเงินทั้งหมดให้ฮิตเลอร์ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวไป 6 ล้านคน, ก่อตั้ง UN หรือสหประชาชาติ IMF และ World Bank หรือธนาคารโลก และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ขึ้นเพื่อเดินหมากตัวต่อไป……ยึดครองโลก สำหรับในปัจจุบัน หลายคนเชื่อว่าสมาคมนี้ยังคงเป็นเงาที่ดำเนินการและจัดการนโยบายรัฐบาลของ โลก ครอบคลุมถึงการแทรกซึมควบคุมทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง การใช้อำนาจอย่างลับๆ โดยการควบคุมเหตุการณ์ในโลกทุกวันนี้ผ่านทางรัฐบาลและกลุ่มบุคคลอื่นๆ ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วย และคำว่า อิลลูมินาติ มักจะถูกใช้อ้างถึง New World Order (NWO) นักทฤษฎีสมคบคิดจำนวนมากเชื่อว่าอิลลูมินาติอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่การสถาปนาลัทธิดังกล่าว และข้อเท็จจริงที่สร้างความสับสนมากขึ้นไปอีกก็คือ ปัจจุบันมีกลุ่มภราดรหลายกลุ่มที่มีคำว่า “อิลลูมินาติ” อยู่ในชื่อกลุ่มด้วย
อันดับ 3 The Bilderberg Group
อันดับ 3 The Bilderberg Group
อันดับ 3 องค์กร The Bilderberg Group
หาก Illuminati อยู่เบื้องหลังควบคุมการทหาร และการสงครามทั้งหมด The Bilderberg Groupd ก็คือสมาคมที่อยู่เบื้องหลังการเงิน เศรษฐกิจและที่ปรึกษาและการวางแผนระดับสูง และควบคุมนโยบายหลักๆ ของรัฐบาลของโลก บิล เดอร์เบิร์กเป็นอีกสมาคมหนึ่งที่อยู่คู่กับฟรีเมสัน ในยุค 1954 ก่อตั้งโดย Dr. Joseph Retinger ชาวยิวเจ้าเก่า โดยการประชุมนัดแรกนัดกันที่โรงแรม Hotel de Bilderberg เมืองอูสเตอร์บีก ฮอลแลนด์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อกลุ่ม กลุ่มนี้เป็นสมาคมลับของชนชั้นสูง สำหรับเหล่ามหาเศรษฐี ในโลกแห่งการทำธุรกิจและธนาคารข้ามชาติ, วงจรการเมือง และรวมถึงประชาชนทั่วไปที่เป็นมืออาชีพ โดยกลุ่ม Bilderberg จะทำการประชุมกันปีละครั้ง.. อย่างเปิดเผย โดยจะมีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 100 ที่นั่ง ทุก 1 ปีที่เจอกัน คนเหล่านี้มาด้วยคำถามซ้ำๆ กันทุกปีว่า “เราจะเปลี่ยนโลกนี้ ให้เป็นอย่างที่พวกเรา (ชาวยิว) อยากให้เป็นไปได้อย่างไร ? ในฐานะที่เรา (ชาวยิว) เป็นรัฐบาลโลกที่แท้จริง” พอประชุมเสร็จก็มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่าประชุมอะไรกันไปบ้าง แต่จะไม่พูดถึงวาระลับซ่อนเร้นที่รู้กันเฉพาะในหมู่สมาชิกเท่านั้น ว่ากันว่ากลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับ Illuminati และฟรีเมนสัน ในเหตุการณ์ถล่มอัฟกานิสถานและอิรัก ความพยายามในการสกัดกั้นจีน ความรุนแรงในบางจังหวัดของบางประเทศ ฯลฯ จุดมุ่งหมายคือเพื่อโลกเสรีไม่เอาคอมมิวนิสต์ ปัจจุบัน The Bilderberg Group มีสมาชิกมากมาย ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอำนาจจากภาคธุรกิจและการเมือง เช่น สมาชิกกลุ่มนี้ทั้งที่ตายไปแล้วและที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น เฮนรี คิสซิงเจอร์, บิลล์ เกตส์, เดน นิส เฮียเลย์ (อดีตผู้นําพรรคแรงงานและ รมว.ความมั่นคงของอังกฤษ), เดวิด ร็อคกีเฟลเลอร์, เจ้าชายเบิร์นฮาร์ด (พระสวามีของราชินีจูเลียนา แห่งเนเธอร์แลนด์), โรนัลด์ รัมส์เฟลด์ ฯลฯ.. นอกจากนี้ยังมี Lord Rothschild และ Laurance Rockefeller 2 ใน 100 บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เข้าร่วมด้วยอีกคน
อันดับ 2 The Priory of Sion
อันดับ 2 The Priory of Sion
อันดับ 2 องค์กร The Priory of Sion
ไพร เออรี ออฟไซออน หรือ สำนักศาสนาแห่งไซออน เป็นองค์กรลับสมาคมชายล้วนที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1956 โดยปิแอร์ ปลองตาร์ด (Pierre Plantard) ในเมืองอานเนอมาซ ทางตะวันออกของฝรั่งเศส โดยเขาได้ได้แต่งประวัติศาสตร์ขององค์กรขึ้นมา แต่อ้างว่ามันเป็นสมาคมลับที่ก่อตั้งขึ้นในกรุงเยรูซาเล็มเมื่อปี ค.ศ. 1099 มีหน้าที่ปกป้องสายเลือดของราชวงศ์เมโรแว็งเชียง เพื่ออ้างสิทธิในราชบัลลังก์ของฝรั่งเศส จนหลายคนเชื่อและแล้วก็แพร่หลายไปทั่วยุโรป ผู้คนมากมายที่เชื่อว่าไพรออรี ออฟ ไซออนเป็นสมาคมลับในยุคเก่าซึ่งได้ปกปิดความลับที่จะล้มล้างเอาไว้ เช่น ต้นกำเนิดพระเยซู, จอกศักดิ์สิทธิ ส่วนสมาชิกคนสำคัญของสมาคมนี้ถูกกล่าวถึงใน เลส์ โดสซิเยส์เซอเกรส์ (Les Dossiers Secrets) ได้แสดงรายชื่อของเหล่าประมุข ของสมาคมลับ เดอะไพรเออรี่ออฟไซออน ซึ่งมีทั้ง เลโอนาร์โด ดาวินชี, ซานโดร บอตตีเชลลี, โรเบิร์ต บอยล์, เซอร์ไอแซก นิวตัน, วีกเตอร์ อูโก ฯลฯ(ภายหลังมีคนบอกว่ามันเป็นของปลอม) เรื่อง ราวของลัทธินี้ถูกนำไปแต่งนิยายมากมาย ในฐานะทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด ประวัติศาสตร์เทียม และการสับสนอื่นๆ กลายมาเป็น กระแสหลักโด่งดังในหนังสือชื่อ The Holy Blood and the Holy Grail ในปี ค.ศ. 1982 และต่อมาในนวนิยายสืบสวนชื่อรหัสลับดาวินชี
อันดับ 1 Opus Dei
อันดับ 1 Opus Dei
อันดับ 1 องค์กร Opus Dei
โอปุสเดอีเป็นภาษา ละติน แปลว่า งานของพระเจ้า, ผลงานของพระเจ้า หรือ “คณะสงฆ์แห่งกางเขนศักดิ์สิทธิ์” เป็นองค์กรคาทอลิก อนุรักษ์นิยม ตั้งขึ้นในวันที่ 2 ตุลาคม 1928 โดยนักบวชสเปน โฆเซ่ มาเรียเอสคิวบา ที่ถูกประกาศความศักดิ์สิทธิ์เป็นนักบุญโดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ผู้ล่วงลับ จุดประสงค์ขององค์กรนี้คือช่วยเหลือ อุดหนุน สนับสนุน ส่งเสริม คณะผู้เผยแผ่คำสอนของพระเยซูเจ้าของคริสตจักรและโบสถ์ โดยส่วนหนึ่งขยายความถึงการร่วมงานกับกลุ่มพระนิกายเยซูอิ เรื่องราวขององค์กรนี้โด่งดังจาก หนังสือ Davinci code ของแดน บราวน์ ที่กล่าวถึงนักบวชบำเพ็ญทุกกริยา ซึ่งความจริงแล้วองค์กรนี้ไม่มีการประกอบพิธีกรรมหรือคลั่งศาสนาแต่อย่างใด เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ขององค์กร เป็นสามัญชนที่เชื่อในพระคริสต์และพร้อมที่จะเผยแผ่ความรักของพระองค์ออกไปในวงกว้างเท่านั้น นอกจากนั้นหนังสือของบราวน์ยังผูกเรื่องให้บิช็อปโอปุส เดอีผู้หนึ่ง สั่งการให้นักบวช (monk) โอปุส เดลี ไปกระทำฆาตกรรม แม้ความจริงแล้วองค์การนี้มิได้มีนักบวชประเภทนี้แต่อย่างใด หนังสือ แดน บราวน์ยังกล่าวไปอีกว่า องค์กรนี้อยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลต่อการประชุมลับของบรรดาพระคาร์ดินัล เพื่อคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาองค์ต่อไป ซึ่งความจริงแล้วในจำนวนพระคาร์ดินัล 115 คน ที่จะใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง มีเพียง 2 คน เท่านั้น ซึ่งนับเป็นสมาชิกของโอปุส เดอี แต่ที่แน่ๆ ปัจจุบันโอปุสเดอี มีจำนวนสมาชิกมากกว่า 85,000 คนใน 60 ประเทศ จนได้รับสมญานามว่า “ออคโตปุส (ปลาหมึก) ของพระเจ้า” มีศูนย์กลางการทำงานที่โรม ในปี1982 เป็นนิกายที่ขึ้นตรงกับพระราชาคณะชั้นสูง ภายใต้พระลัญจกรพระสันตะปาปา สามารถเข้าถึงพระสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2 ได้อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ อีกทั้งได้รับความสนับสนุนและการส่งเสริมจากพระคาร์ดินัลผู้ทรงอิทธิพล, พระและฆราวาสที่เป็นสมาชิกวงในของโอปุส เดอีจำนวนมาก สมาชิกในองค์กรได้ครองตำแหน่งสูงๆ ในระบบราชการของสำนักวาติกัน ทั้งนี้รวมถึง โจอาควิน นาวาร์โร-วัลส์ หัวหน้าโฆษกสำนักวาติกัน จึงไม่น่าแปลกอะไรที่หลายฝ่ายเชื่อว่าโอปุส เดอี เป็นองค์กรคริสตจักรอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว มีอำนาจบารมี ซึ่งซ่อนอยู่ภายใน โดยทำตัวลึกลับและคอยบงการชักใย คริสตจักรคาทอลิกอีกชั้นหนึ่ง

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การเมือง 3 นาที








คือว่า...กรูรำคาญอ่ะนะ ขอระบายยาวๆนิดนึง ใครไม่ชอบก้อช่วยกดสไลด์ผ่านไปละกัน
คือเห็นพูดกันจังว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งเนี่ย กรูไหว้ละ เมิงช่วยดูภาพรวมนิดนึงได้ป๊ะ!
การเลือกตั้งมันคือพิธีกรรมส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง สมมุตินะ..สมมุติว่าประเทศไทยเนี่ย มันคือบริษัท บริษัทหนึ่ง ทีนี้ไอ้พวกเราตาดำๆเนี่ย ก็ถือหุ้นคนละ 1 หุ้น แต่ละปีพวกเราเนี่ยก้อต้องเสียค่าธรรมเนียม เพื่อหล่อเลี้ยงบริษัทให้ก้าวหน้า 
ทีนี้คนถือหุ้นมันเยอะ ใช่ป๊ะ เราก้อเลยบอกว่า...เฮ้ย! เราต้องรับสมัครซีอีโอ มาบริหารบริษัท เพราะงานมันเยอะ เงินทองก้อมหาศาล มันก้อมีไอ้โน่น อีนี่ มาสมัครมากมาย
ทีเสือกมีผู้หญิงคนหนึ่งมาสมัคร คนส่วนหนึ่งก้อบอก เฮ้ย...มาสมัครจริงหรา  พวกกรูดูประวัติแล้ว เมิงไม่เคยผ่านงานมาเลยนะจ๊ะ งบประมาณก้อดูไม่เป็น กฎระเบียบอะไรก้อไม่รู้ซักอย่าง ผลงานกรูก้อไม่เคยเห็น แต่...แม่มม คนส่วนใหญ่ก้อเลือกเจ๊เค้ามาเป็นซีอีโอ 
เพราะว่า เมิงไม่เก่งกรูไม่สน กรูชอบพี่ชายเมิงงงง...
โอเค้...คนส่วนใหญ่เลือกแล้วนิ ก้อต้องว่ากันไป
แต่..เฮ้ย!พวกหุ้นส่วนทั้งหลาย พวกเราต้องเข้าใจอย่างหนึ่งนะ เราเลือกเค้าเป็นซีอีโอให้มาบริหารบริษัทเนี่ย ไม่ใช่ว่าพอเลือกตั้งเสร็จ เราก้อไม่ต้องสนใจอีก ไอ้อีทั้งหลายที่ได้รับเลือก จะทำหงส์ ทำห่าน อะไรก้อได้ พวกเมิงเป็นลูกน้องพวกกรูนะ กรูเอาเงินบริษัทจ้างเมืองทำงานเป็นซีอีโอเฉยๆ ถ้ากรูจับได้ว่าเมิงยักยอกเงินบริษัท เอาพี่น้องมาหาประโยชน์กับบริษัท เมิงเล่นแร่แปรธาตุจนบริษัทขาดทุนยับ กรูไล่เมิงออก พร้อมแจ้งตำรวจจับนะ
แล้วเวลาเมิงทำอะไรผิด เมิงจะมาบอกว่า หนูไม่ผิดเพราะคนส่วนใหญ่เลือกหนูมาหนูจะเป็นซีอีโอต่อ บลาๆๆ..
กรูว่าเมิงเข้าใจไรผิดป๊ะ!
กรูมองหนูมาตั้งแต่ปีแรกแระ กรูว่าหนูสับสนตัวเองนะ ปีก่อนโน้น ยุให้พวกกรูซื้อรถคันแรก แล้วเอาเงินบริษัทจ่ายคืนคนละแสน พวกกรูก้อแห่กันไปซื้อล้านกว่าคัน บริษัทชิบหายไปแสนกว่าล้าน ได้นโยบาย”รถติดทุกทางด่วน” หัวเราะอิ่มจนพุงกางคือค่ายรถเมืองยุ่นหอบเงินกลับประเทศกันเป็นถุงเป็นถัง
เสร็จสรรพปีต่อมา เมิงขอให้บริษัทไปกู้เงินสองล้าน 
โห..สองล้านล้านเนี่ย ถ้ากรูเดินเข้าแบงก์เบิกเงินออกมาวันละล้าน รู้ป่าว...กรูต้องเดินไปแบงก์ทุกวันไม่มีหยุด...ห้าปีสี่เดือนเลยนะเฟ้ย
แล้วทำเสียงหวานบอกว่าจะเอาเงินมาสร้างรถไฟขนผัก อ้าว..ชิบหาย ปีที่แล้วยุพวกกรูซื้อรถ ปีนี้จะขอเงินสร้างระบบขนส่งมวลชน
อะไรของเมิงเนี่ยยยยย.....
แล้วอีเรื่องข้าวก้อเหมือนกัน จะจำนำๆๆๆ  ดันเสือกเอาเงินบริษัทไปซื้อข้าวราคาสูงกว่าท้องตลาด แล้วลองเอานิ้วก้อยตีนด้านซ้ายคิดดูดิ จะมีใครมาไถ่ถอนจำนำ เพราะราคามันดีกว่าตลาด บริษัทชิบหายไปอีกหลายแสนล้าน
ถ้าเป็นเงินเมิง กรูไม่ว่าอ่ะนะ แต่...นี่มันเงินพวกกรูทั้งหลาย
แล้วสองปีกว่า เมืงซื้อข้าวมากองเกือบเท่าดอยอินทนนท์เนี่ย เมิงขายให้ใครได้ป่าว 
หุ้นส่วนทั้งหลายเขาก้อทำหน้าสงสัย ถามเมื่อไหร่ เมิงก้อไม่ยอมบอก บอกว่าขายจีทูจี ...จีทูจี เชี้ยไร บอกประเทศมาดิ เดี๋ยวพวกกรูไปสืบเองว่าขายให้จริงหรือเปล่า กรูเห็นแต่เอ็มโอยู มันใช่สัญญาซื้อขายแมะ...สุดท้ายก้อ..อมสาก ไบ้แดก
กรูถามจริงๆเถอะ นี่มันข้าวหรือว่ายาบ้า ทำไมมันต้องปกปิดลึกลับขนาดนั้น แต่กรูรู้นะ พวกเมิงขนข้าวมาเวียนเทียนแดกกันจนเจ๊ซาลาเปา อ้วกออกมาเป็นแบงก์พันแระ
ที่ใครบอกว่าพี่ชายเจ๊ จะเอาเงินคืนสี่หมื่นกว่าล้านนะ โถๆๆๆ..โครงการนี้โครงการเดียว มันก้อได้เงินคืนแถมกำไรบานเบอะ...
อย่าไง่ดิ!
ทีคนเค้าออกมาเดินถนนกันเป็นล้านๆคนนะ เขาก้อมองออกว่า ถ้าเลือกตั้ง แม่มมมม...ก้อเข้าอีหรอบเดิม กรูอยากเป็นซีอีโอ อยากหาแดกกับบริษัท กรูก้อลงทุนนิดนึง เงินกรูมีนิ....กรูจ่ายล่วงหน้าไปก่อน ให้ส.ส คนละ 20-30 ล้าน บวกลบคูณหารแล้ว จ่ายเงินมัดจำไม่กี่พันล้าน  เสร็จแล้วก้อเอาไปซื้อเสียงดิ แล้วกลับมายืดคอในสภาให้ได้ แต่พอได้เป็น ส.ส แล้วเมิงต้องฟังกรูคนเดียวนะ เพราะเงินกรูงัยที่จ่ายให้เมิงได้เข้ามา...จำได้ป๊ะ
กรูชี้ไปที่ควาย แล้วบอกว่า...มันคือนก  เมิงทั้งหลาย ก้อต้องตอบว่านก...โอเค้
แล้วบรรดาอีหุ้นส่วนบริษัททั้งหลาย ส่วนใหญ่ก้อมีมโนธรรม จริตธรรมกันอิ๋บอ๋าย เวลาเค้าจ่ายเงินซื้อเสียง พอแบมือรับตังค์ ก้อเดินไปกาให้ บอกว่า..”เกรงใจ รับเงินเค้ามาแล้วอ่ะ”
มันก้อเลยได้ใจงัย ซื้อความเป็นคน ซื้อสิทธิ์อของบรรดาหุ้นส่วนเนี่ย แม่มมม...จ่ายแค่พันห้า ก้อได้แระ แล้วกรูค่อยไปถอนทุนคืนทีหลัง งานนี้กรูจะเอาให้หนำใจเลยแระ
นี่งัยทำให้บริษัทเรา เมื่อสิบกว่าปีก่อน คนทั่วโลกบอกว่า จะกลายเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย ตอนนี้กลายเป็นแมวตัวที่เท่าไหร่แล้วก้อไม่รู้...
เราบรรดาหุ้นส่วนทั้งหลายลองมานั่งสุมหัวกันแก้ปัญหาดีมั้ย เรามาเขียนกฎบริษัทกันใหม่ให้เข้มงวด เอาผิดกับคนโกง คนคอรัปชั่นในบริษัทเรา ใครโกง ใครคอรัปชั่น ไม่มีหมดอายุความ แถมบทลงโทษทั้งจำคุก ทั้งยึดทรัพย์  บทลงโทษให้มันเทียบเท่าหรือมากกว่าคดียาบ้าไปเลย
โดยเฉพาะการซื้อเสียงเนี่ย มันคือต้นตอของการคอรัปชั่น เอางี้ได้ป่าว...มือถือก้อมีกันทุกคน..ใช่ป๊ะ!
 ใครถ่ายคลิป มีหลักฐานว่าใครซื้อเสียง รับไปเลยยยยย....หนึ่งล้านบาท
จะเอาพันห้า หรือว่าจะเอาหนึ่งล้าน ถ้าคิดออก....เริ่มหัดถ่ายคลิปไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
แล้วเงินรางวัลเนี่ย ไม่ต้องควักเงินบริษัทนะ เอามาจากค่าปรับอีพวกซื้อเสียงเนี่ยแหละ มันจะได้เข็ดหลาบกันซักที
มิฉะนั้น ปัญหาของบริษัทมันก้อไม่ไปไหน มันก้อเป็นวังน้ำวนอย่างทีเห็น ยุบสภา ซื้อเสียง เลือกตั้ง กลับมาโกง คนไล่ ยุบสภา ซื้อเสียง....ฯลฯ
กลัดกระดุม ถ้าผิดตั้งแต่เม็ดแรก เม็ดต่อไปมันก้อผิดหมดแระ ว่าป่าววว...
นี่กรูเขียนนวนิยาย หรือว่าเขียนโพสเฟสบุ๊ค ว่ะเนี่ย ยาวเกินไปแระ ความจริงอยากเขียนในคอลัมน์นะ แต่ไม่อยากใช้ภาษาทางการ อยากใช้ประโยคคำพูดแบบเขียนในเฟสบุ๊ค เพราะมันสามารถเขียนและสื่อเหมือนพี่ๆน้องๆ มากกว่า 
อีกอย่าง ถ้าเขียนลงในคอลัมน์ เดี๋ยวพี่เสื้อแดง ยกพวกมาล้อมออฟฟิตกรูอีก กรูไม่อยากเหมือนโรงเรียนเรยีนา ขนาดมีแค่แม่ชีกับเด็ก ยังไม่รอดเลยนะคร๊าบบ เมิงงงง...
กรูยอมรับ....กรูกลัววววว
กรูกลัวจะเดินไปถามพวกพี่ๆเค้าว่า”เอ่อ...พี่ครับ พวกพี่มากันกี่คนครับ  อ๋อ..มาสองร้อยกว่าคนเหรอครับ รบกวนพวกพี่ๆช่วยส่งตัวแทนออกมาต่อยกับผม ตัวต่อตัว ได้มั้ยครับ ถ้าผมแพ้ ผมก้อหลับ ถ้าพี่แพ้  พี่ก้อกลับ โอเค..นะครับ”
แต่กรูกลัวว่าพวกพี่เค้าไม่เอาว่ะ เพราะกฎเหล็กพวกพี่เค้ายึดมั่นและแเขียนไว้ชัดเจนว่า...

“หมาหมู่...คือจุดยืน”

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

ประเทศที่ี่มีความสุบมากที่สุดในโลก



        ผมเป็นคนชอบเรื่องการจัดอันดับครับ สำนักไหนจัดอันดับเรื่องราวต่างๆ ชอบเข้าไปดู เข้าไปเปรียบเทียบ เพราะสนุกและเอาเก็บเป็นข้อมูลในอนาคต เผื่อที่จะต้องตัดสินใจเรื่องไหน จะได้เอามาเปรียบเทียบชั่งใจได้
ล่าสุดรายงานสำรวจประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก World Happiness Report ซึ่งจัดทำโดยสถาบันโลกของมหาวิทยาลัย Columbia ร่วมกับเครือข่ายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ ระบุว่าประเทศในแถบสแกนดิเนเวียเป็นประเทศที่ผู้คนมีความสุขที่สุด ส่วนประชาชนของประเทศในแถบอาฟริกาได้รับการจัดอันดับว่ามีความสุขน้อยที่สุด
  รายงาน World Happiness Report ปีนี้จัดทำขึ้นเป็นปีที่สองแล้ว ซึ่งผู้จัดทำรายงานได้สำรวจความเห็นของประชาชนในประเทศต่างๆทั่วโลก 156 ประเทศ โดยให้ผู้ตอบแบบสำรวจให้คะแนนความพอใจต่อชีวิตความเป็นอยู่โดยรวม ไม่ใช่แค่ความพอใจในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
  รายงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า ขณะที่ปัจจัยทางเศรษฐกิจยังคงมีความสำคัญต่อความคิดเห็นของผู้คนที่มีต่อคำว่า “ความสุข” แต่ปัจจัยอื่นๆเช่น อายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากร เสรีภาพในด้านต่างๆ และสวัสดิการทางสังคมอื่นๆ ก็มีความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน รายงานยังบอกด้วยว่าความสุขในฐานะความเป็นมนุษย์ควรมีบทบาทมากขึ้นต่อการวัดดัชนีความสุขของแต่ละประเทศ


      คุณ Jeffrey Sachs แห่งสถาบันโลกของมหาวิทยาลัย Columbia ผู้ร่วมเขียนรายงานชิ้นนี้ชี้ว่า ขณะนี้มีความต้องการเพิ่มขึ้นทั่วโลกให้รัฐบาลประเทศต่างๆ จัดทำนโยบายที่ให้ความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมากขึ้น 
 ในขณะเดียวกัน รายงานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าในช่วงระหว่างปี ค.ศ 2010-2012 ประชากรทั่วโลกมีความสุขมากขึ้นกว่าช่วงปี ค.ศ 2005-2011 
        โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศแถบละตินอเมริกา กับประเทศแถบทางใต้ของทะเลทรายซะฮาร่า แต่ประเทศที่ประสบปัญหาการเงินและวิกฤติการเมือง เช่นประเทศในยุโรปตะวันตกกับอียิปต์ พบว่าประชาชนมีความสุขน้อยลง
   สำหรับประเทศที่อยู่ในอันดับ 1 ในรายชื่อประเทศที่มีความสุขที่สุดของ World Happiness Report ได้แก่ เมืองแห่งโคนม เดนมาร์ก 
รองลงมาคือนอร์เวย์ สวิสเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ สวีเดน และแคนาดา ตามลำดับ
สังเกตุไหมครับว่า ประเทศที่ผู้คนมีความสุขส่วนใหญ่จะอยู่ในแถบยุโรปตอนเหนือ และแคนาดา พูดกันง่ายๆว่า ประเทศไหนอยู่ใกล้ขั่วโลกเหนือ
         ผู้คนส่วนใหญ่จะมีความสุข 
เราลองมาดูบรรดาประเทศมหาอำนาจทั้งหลายกันหน่อยครับ 
        ประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐมีชื่ออยู่ในอันดับ 17 อังกฤษตามมาเป็นอันดับ 22 เยอรมนี อยู่ในอันดับ 26 ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับ 43 รัสเซียตามมาที่อันดับ 68 และจีนอยู่ในอันดับที่ 93
มาดูอันดับล่างกันบ้าง  อันดับล่างสุด 5 อันดับล้วนอยู่ในอาฟริกา ได้แก่ รวันดา บะรันดี สาธารณรัฐอาฟริกากลาง เบนิน และโตโกอยู่ในอันดับสุดท้าย 
แล้วพี่ไทย ดินแดนแห่งเมืองยิ้ม ที่ตอนนี้เหลือแค่เป็นตำนานนั้นอยู่อันดับที่เท่าไหร่กันครับ
ความสุขของคนไทย ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 37 รองจากไซปรัสและโคลอมเบีย 
แต่ขอโทษนะครับ ถึงแม้ว่า คนในชาติจะทะเลาะกันมานานหลายปี มีแต่ปัญหารุมเร้า ความสุขของพี่ไทยยังเหนือกว่าเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีนและกัมพูชา อีกต่างหาก
เรื่องนี้ ต่างชาติหลายคนอาจจะงงงวย ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ได้ เพราะดูแล้ว คนไทยน่าจะมีความทุกข์มากกว่าความสุข เพราะการเมืองก็ทะเลาะกันไม่เลิก 
       คนในชาติก็แบ่งเป็นหลายฝ่ายด่าทอกันตลอด แถมปัญหาเศรษฐกิจก็เริ่มส่งพิษเนื่องจากโครงการประชานิยมทั้งหลาย ทำเอาสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหลายพาเหรดขึ้นราคากันถ้วนหน้า
         ผู้คนเดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพ แต่ไหงพอสำรวจออกมา.....ยังมีความสุขกันอีกต่างหาก
เรื่องนี้ ผมว่าเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยเราครับ
         คนไทยนั้นตั้งแต่อุแว้ออกมา ก็ร่าเริงมาตั้งแต่เกิด สัญชาตญาณ"เฮไหน เฮนั่น "ฝังลึกอยู่ในสายเลือดของคนไทย  เอาง่ายๆคนไทยเราสามารถทำตัวเนียนแจมกับชาวโลกได้อย่างสม่ำเสมอ
        ตรุษจีน เราก็ใส่กี่เผ้าร่วมฉลองกับเขา คริสต์มาสเราก็ จิงเกลเบล กันทั่วเมืองนี่ 
        วันฮาโลวีนปล่อยผี เราก็แต่งผีออกมาเนียมกับเค้า ยังไม่รวมเทศกาลของไทย ที่ทยอยมาให้ฉลองให้เที่ยวกันอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าสนุกกันทั้งปีแบบนันสต๊อป
ผมเห็นอย่างเดียวที่พี่ไทยถอย ไม่ค่อยไปยุ่งเกี่ยวกับเค้า ก็คือ.....
        "เทศกาลถือศีลอด" ของคนมุสลิม!
กุนซือ

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

นิค วูจิซิส





นิค วูจิซิส

         หลายปีก่อนมีคนส่งคลิปหนึ่งมาให้ผม พร้อมสำทับว่า"ต้องดูให้ได้" เปิดดูความยาวไม่กี่นาที แต่ทำเอาอึ้งจนบอกไม่ถูก
        ภาพหนุ่มคนหนึ่งที่พิการแขนขา แต่มาพูดให้เด็กๆฟังถึงแรงบันดาลใจ และโลกทั้งใบไม่ได้เลวร้าย ทุกประโยค ทุกคำพูด ทุกอาการที่แสดงออก ทำให้คนที่มือไม้ครบ 32 อย่างคนทั่วไป ถึงกับต้องก้มหน้าบอกตัวเองชีวิตที่เราบ่น เราท้อ เราโมโหกับเรื่องร้ายๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ความจริงมันก็แค่เศษเสี้ยว ถ้า...เรามองโลกในแง่บวก ผู้ชายคนนั้นชื่อ
นิค วูจิซิส
นิค วูจิซิส หนุ่มออสเตรเลียที่เกิดมาพร้อมกับโรค tetra-amelia syndrome ซึ่งทำให้เขาเองไม่มีแขนและขา และต้องต่อสู้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่นิคก็ต่อสู้กับชีวิต จนกลายมาเป็นนักพูดที่มีชื่อเสียง คอยให้กำลังใจกับผู้คนทั่วโลก
ในวัยเด็ก นิค เองมีชีวิตที่ลำบาก เขาเกิดมาโดยที่ไม่มีแขนขา และต้องต่อสู้กับคำสบประมาททั้งหลายรวมทั้งการกลั่นแกล้งจากเพื่อน ๆ จนทำให้เขาเองเกือบที่จะฆ่าตัวตายในวัยเพียง 8 ขวบ แต่สุดท้าย เมื่อแม่ของนิค เอาหนังสือพิมพ์ที่มีบทความของชายคนหนึ่ง ที่ต่อสู้กับความพิการของร่างกาย นิค ก็เกิดแรงบันดาลใจในการมีชีวิตต่อไป
เขาเริ่มต้นฝึกฝนทักษะต่าง ๆ มากมาย จนเป็นที่ยอมรับของเพื่อน ๆ และเขาสามารถเรียนจบในด้านบัญชีและวางแผนการเงิน จากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ (Griffith University) ตอนอายุ 21 ปี
         จากนั้น เขาก็ได้รับเชิญให้ไปพูดบรรยายให้กำลังใจกับผู้คนทั่วโลก จนนิคเอง ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้คนนับล้าน ต่อสู้กับชีวิตอันแสนโหดร้าย เขาพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เขาเองแม้จะพิการไม่มีแขนขา แต่เขาก็มีความสามารถทุกสิ่งทุกอย่าง เฉกเช่นที่คนปกติทั่วไปทำ
ผมชอบประโยคหนึ่งของนิคที่บอกว่า"เขาไม่ได้มองว่าร่างกายเป็นความบกพร่อง แต่นึกเสมอว่า มันเป็นความท้าทายที่พระเจ้ามอบให้ "
สั้นๆแต่ได้ใจความ
ถ้าคุณพิการมาตั้งแต่กำเนิด ประโยคนี้กลั่นออกมาได้ แสดงว่ากำลังใจของคุณเหลือล้น

"เหน่ง"ธรรมศักดิ์ สุเมตติกุล เพื่อนซี้สมัยมหา'ลัย กริ๊งกร๊างมาหาผมบอกเล่าเก้าสิบว่า เป็นโต้โผ ที่จะจัดงานโดยนำนิค วูจิซิส มาเจอกับคนเชียงใหม่
เป็นมหกรรมรวมแรงบันดาลใจให้กับคนเหนือทุกคน โดยใช้ชื่องานว่า"เทศกาล ชีวิตบริบูรณ์"
"เหน่ง" เล่าให้ฟังว่า มีหลายเรื่องที่ต้องทำหน้าแมวสงสัย เวลาได้ยินเรื่องราวของนิค วูจิซิส
เชื่อมั้ยครับว่าในตู้เสื้อผ้าของนิค ยังเก็บรองเท้าอยู่คู่หนึ่ง ถึงแม้ว่านิค จะไม่มีแขนขา มาตั้งแต่เกิด แต่เขายังเก็บรองเท้าเอาไว้ เพราะ...อาจจะมีซักวันในอนาคตที่เขาจะได้สวมใส่
      ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ว่ากำลังใจเกินร้อยแค่ไหน
วันนี้เลยขอหยิบยื่นโอกาสดีๆ ที่คุณจะต้องอึ้งมาให้คนเชียงใหม่ ถ้าอยากได้ประสพการณ์ที่คุณอาจจะไม่ลืมเลือน และประทับใจไปอีกนาน
นิค วูจิซิส จะมาเชียงใหม่
2 กันยายน ตั้งแต่ สี่โมงถึงสามทุ่มครึ่ง ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่
ราคาบัตร 299 จ่ายสามร้อยทอนหนึ่งบาท ใครอยากซื้อบัตรกดมือถือไปได้ที่เบอร์ 053-894277 หรือ 0891919611
ผมเองรู้จักนิค วูจิซิส ทางคลิปมาโดยตลอด งานนี้เป็นโอกาสดี ที่จะได้เจอ"ตัวจริง เสียงจริง"และที่แน่ๆ ต้องได้"กอดจริง"
ความฝ้นของผู้คนสร้างได้ครับ แต่บางครั้งจะสานฝันให้สำเร็จอาจจะต้องใช้ แรงบันดาลใจ มาเป็นตัวขับเคลื่อน
วันนี้มีคนหยิบแรงบันดาลมาให้ถึงถิ่น....
พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงครับ
กุนซือ

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สุดยอด Gadget





หลายท่านอาจจะได้ยอินมาคำว่า แกดเจ็ท มานาน หลายคนอาจจะได้ยินเป็นครั้งแรก แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์มากขึ้นเรื่อง เราก็เริ่มได้ยินคำว่า Gadget มากขึ้นและบ่อยครั้ง
คำว่า Gadget  อธิบายได้สั้นๆคือ  เทคโนโลยีขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะเป็นโปรแกรมหรือสิ่งประดิษฐ์ที่มีใช้งานกันอยู่ในหลาย ๆ ด้าน ส่วนใหญ่จะเป็นด้านความบันเทิง หรือเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย   ตัวอย่างเช่น ในหน้าจอของ Window Vista น้อง ๆ คงจะเคยเห็นนาฬิกา ปฏิทิน หรือโน้ต ที่ไว้แปะเตือนความจำบน Desktop  หรือแม้แต่ตุ๊กตาในรูปซึ่งเป็นหุ่นไดโนเสาร์ Pleo รองรับ SD Card เพื่อบันทึกเสียงได้    เหล่านี้เป็นตัวอย่างของสิ่งที่ถูกเรียกว่า  Gadget
วานก่อนเปิดเคเบิ้ล ทีวี เจอรายการที่เขารวบรวมเอา gadget ที่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้จนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป  ซึ่งอันดับต่างๆนั้นทางกลุ่มบรรณาธิการ และผู้เชี่ยวชาญในแวดวงต่างๆ ได้มารวมตัวกันเพื่อจัดอันดับสิ่งประดิษฐ์ 101 ชิ้นที่ทรงอิทธิพลที่สุด และสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ได้มากที่สุดในช่วงเวลา 200 ปีที่ผ่านมา
เพื่อบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวเบื้องหลังอันน่าทึ่งของสิ่งของเหล่านี้ ซึ่งมีทั้งของใช้ที่ดูธรรมดาๆ ที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเครื่องจักรขนาดน้อยใหญ่ และอุปกรณ์สุดไฮเทคที่สร้างความฮือฮาให้กับคนทั้งโลก
ดูไปก้อเพลินไป เพราะ gadget แต่ละอย่างที่เขชาไล่เรียงจากอันดับท้ายๆไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ นั้นถือว่าทำให้ชีวิตของผู้คนบนโลกเปลี่ยนไปแบบไม่เหมือนเดิมจริง พอเข้าใกล้อันดับที่ 1 ผมเองก็เริ่มมองเค้าออกว่า แกดเจ็ท อันไหน ที่จะครองแชมป์  การเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ สุดท้ายก็เป็นไปตามคาดครับ
แชมป์แกดเจ็ท ที่เปลี่ยนโลกใบนี้จนไม่เหมือนเดิมคือ  สมาร์ทโฟน นั่นเอง
ดูรายการเสร็จ แต่ความสงสัยยังไม่หมด ผมเลยไปค้นหาข้อมูลว่า แล้วณ.บัดนาว แกดเจ็ท ไหนที่ผู้คนอยากได้มากที่สุด
เขามีการสำรวจว่าศตวรรษที่ 21 ผู้คนบนโลกต่างเริ่มเป็นทาสของอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ ไม่ต้องดูที่ไหน เหลียวซ้ายมองขวาตอนนี้ รับรองว่าคุณๆจะเห็นผู้คนที่อยู่รอบตัว ก้มๆเงยๆ กดแป้นโทรศัพท์มือถือกันอย่างเมามัน แชดกันบ้าง เล่นเน็ตบ้าง อัพเดทสเตตัสในเฟสบุ๊ก ฯลฯ
วันไหนแบตฯมือถือหมด ชีวิตเดือดร้อนยิ่งกว่าไม่มีข้าวกินเสียอีก   บรรดาแต่นักวิเคราะห์ทั้งหลาย เขาก็เลยพร้อมใจก็พาจัดทำรายชื่ออุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ 10 อย่าง ที่แต่ละลำดับผ่านการลงความเห็นแล้วว่า มีความสำคัญที่สุดสำหรับโลกในศตวรรษนี้
อันดับ     1              ไอโฟน สมาร์ทโฟนในใจของคนเกือบทั้งโลก
อันดับ     2              ไอแพ็ด อุปกรณ์ประมวลผลส่วนบุคคลขนาดเล็ก
อันดับ     3              ระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ ซอฟต์แวร์เปิดและฟรี
อันดับ     4              ไอพ็อด อุปกรณ์ที่เปลี่ยนโลก และทำให้แผ่นซีดีแทบจะสูญพันธุ์
อันดับ     5              คินเดิล ของอเมซอน สำหรับนักอ่านหนังสืออิเลกทรอนิกส์
อันดับ     6              ไดร์ฟยูเอสบี จดสิทธิบัตรไปเมื่อปี 2543
อันดับ     7              เครื่องเล่นเกมส์เอ็กซ์บอกซ์ และคิเน็กต์
อันดับ     8              แม็คบุ๊ค แอร์ แล็ปท็อบบางเฉียบ
อันดับ     9              เครื่องเล่นวีดิโอเกม วี
อันดับ     10            กล้องวีดิโอฟลิป แม้ปัจจุบันจะหายไปจากตลาดแล้ว แต่ช่วยปฎิวัติกล้องวีดิโอพกพา
ผมอ่านดูแล้ว ขอบอกว่าอาจจะไม่อัพเดท เท่าที่ควร อันดับ1 คือไอโฟน นะไม่มีใครเถียง แต่ผมว่าท๊อป 5  ณ.ช่วงเวลานี้น่าจะไม่ใช่ข้อมูลนี้เสียแล้ว กระซิบข้างหูว่า อย่าประมาท ซัมซุง เป็นอันขาด เพราะขาโจ๋และคนทำงานทั้งหลายลงความเห็นว่า....
เธอ..มาแรงเหลือเกิน
กุนซือ
p_kiti@hotmail.com