วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การเมือง 3 นาที








คือว่า...กรูรำคาญอ่ะนะ ขอระบายยาวๆนิดนึง ใครไม่ชอบก้อช่วยกดสไลด์ผ่านไปละกัน
คือเห็นพูดกันจังว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งเนี่ย กรูไหว้ละ เมิงช่วยดูภาพรวมนิดนึงได้ป๊ะ!
การเลือกตั้งมันคือพิธีกรรมส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง สมมุตินะ..สมมุติว่าประเทศไทยเนี่ย มันคือบริษัท บริษัทหนึ่ง ทีนี้ไอ้พวกเราตาดำๆเนี่ย ก็ถือหุ้นคนละ 1 หุ้น แต่ละปีพวกเราเนี่ยก้อต้องเสียค่าธรรมเนียม เพื่อหล่อเลี้ยงบริษัทให้ก้าวหน้า 
ทีนี้คนถือหุ้นมันเยอะ ใช่ป๊ะ เราก้อเลยบอกว่า...เฮ้ย! เราต้องรับสมัครซีอีโอ มาบริหารบริษัท เพราะงานมันเยอะ เงินทองก้อมหาศาล มันก้อมีไอ้โน่น อีนี่ มาสมัครมากมาย
ทีเสือกมีผู้หญิงคนหนึ่งมาสมัคร คนส่วนหนึ่งก้อบอก เฮ้ย...มาสมัครจริงหรา  พวกกรูดูประวัติแล้ว เมิงไม่เคยผ่านงานมาเลยนะจ๊ะ งบประมาณก้อดูไม่เป็น กฎระเบียบอะไรก้อไม่รู้ซักอย่าง ผลงานกรูก้อไม่เคยเห็น แต่...แม่มม คนส่วนใหญ่ก้อเลือกเจ๊เค้ามาเป็นซีอีโอ 
เพราะว่า เมิงไม่เก่งกรูไม่สน กรูชอบพี่ชายเมิงงงง...
โอเค้...คนส่วนใหญ่เลือกแล้วนิ ก้อต้องว่ากันไป
แต่..เฮ้ย!พวกหุ้นส่วนทั้งหลาย พวกเราต้องเข้าใจอย่างหนึ่งนะ เราเลือกเค้าเป็นซีอีโอให้มาบริหารบริษัทเนี่ย ไม่ใช่ว่าพอเลือกตั้งเสร็จ เราก้อไม่ต้องสนใจอีก ไอ้อีทั้งหลายที่ได้รับเลือก จะทำหงส์ ทำห่าน อะไรก้อได้ พวกเมิงเป็นลูกน้องพวกกรูนะ กรูเอาเงินบริษัทจ้างเมืองทำงานเป็นซีอีโอเฉยๆ ถ้ากรูจับได้ว่าเมิงยักยอกเงินบริษัท เอาพี่น้องมาหาประโยชน์กับบริษัท เมิงเล่นแร่แปรธาตุจนบริษัทขาดทุนยับ กรูไล่เมิงออก พร้อมแจ้งตำรวจจับนะ
แล้วเวลาเมิงทำอะไรผิด เมิงจะมาบอกว่า หนูไม่ผิดเพราะคนส่วนใหญ่เลือกหนูมาหนูจะเป็นซีอีโอต่อ บลาๆๆ..
กรูว่าเมิงเข้าใจไรผิดป๊ะ!
กรูมองหนูมาตั้งแต่ปีแรกแระ กรูว่าหนูสับสนตัวเองนะ ปีก่อนโน้น ยุให้พวกกรูซื้อรถคันแรก แล้วเอาเงินบริษัทจ่ายคืนคนละแสน พวกกรูก้อแห่กันไปซื้อล้านกว่าคัน บริษัทชิบหายไปแสนกว่าล้าน ได้นโยบาย”รถติดทุกทางด่วน” หัวเราะอิ่มจนพุงกางคือค่ายรถเมืองยุ่นหอบเงินกลับประเทศกันเป็นถุงเป็นถัง
เสร็จสรรพปีต่อมา เมิงขอให้บริษัทไปกู้เงินสองล้าน 
โห..สองล้านล้านเนี่ย ถ้ากรูเดินเข้าแบงก์เบิกเงินออกมาวันละล้าน รู้ป่าว...กรูต้องเดินไปแบงก์ทุกวันไม่มีหยุด...ห้าปีสี่เดือนเลยนะเฟ้ย
แล้วทำเสียงหวานบอกว่าจะเอาเงินมาสร้างรถไฟขนผัก อ้าว..ชิบหาย ปีที่แล้วยุพวกกรูซื้อรถ ปีนี้จะขอเงินสร้างระบบขนส่งมวลชน
อะไรของเมิงเนี่ยยยยย.....
แล้วอีเรื่องข้าวก้อเหมือนกัน จะจำนำๆๆๆ  ดันเสือกเอาเงินบริษัทไปซื้อข้าวราคาสูงกว่าท้องตลาด แล้วลองเอานิ้วก้อยตีนด้านซ้ายคิดดูดิ จะมีใครมาไถ่ถอนจำนำ เพราะราคามันดีกว่าตลาด บริษัทชิบหายไปอีกหลายแสนล้าน
ถ้าเป็นเงินเมิง กรูไม่ว่าอ่ะนะ แต่...นี่มันเงินพวกกรูทั้งหลาย
แล้วสองปีกว่า เมืงซื้อข้าวมากองเกือบเท่าดอยอินทนนท์เนี่ย เมิงขายให้ใครได้ป่าว 
หุ้นส่วนทั้งหลายเขาก้อทำหน้าสงสัย ถามเมื่อไหร่ เมิงก้อไม่ยอมบอก บอกว่าขายจีทูจี ...จีทูจี เชี้ยไร บอกประเทศมาดิ เดี๋ยวพวกกรูไปสืบเองว่าขายให้จริงหรือเปล่า กรูเห็นแต่เอ็มโอยู มันใช่สัญญาซื้อขายแมะ...สุดท้ายก้อ..อมสาก ไบ้แดก
กรูถามจริงๆเถอะ นี่มันข้าวหรือว่ายาบ้า ทำไมมันต้องปกปิดลึกลับขนาดนั้น แต่กรูรู้นะ พวกเมิงขนข้าวมาเวียนเทียนแดกกันจนเจ๊ซาลาเปา อ้วกออกมาเป็นแบงก์พันแระ
ที่ใครบอกว่าพี่ชายเจ๊ จะเอาเงินคืนสี่หมื่นกว่าล้านนะ โถๆๆๆ..โครงการนี้โครงการเดียว มันก้อได้เงินคืนแถมกำไรบานเบอะ...
อย่าไง่ดิ!
ทีคนเค้าออกมาเดินถนนกันเป็นล้านๆคนนะ เขาก้อมองออกว่า ถ้าเลือกตั้ง แม่มมมม...ก้อเข้าอีหรอบเดิม กรูอยากเป็นซีอีโอ อยากหาแดกกับบริษัท กรูก้อลงทุนนิดนึง เงินกรูมีนิ....กรูจ่ายล่วงหน้าไปก่อน ให้ส.ส คนละ 20-30 ล้าน บวกลบคูณหารแล้ว จ่ายเงินมัดจำไม่กี่พันล้าน  เสร็จแล้วก้อเอาไปซื้อเสียงดิ แล้วกลับมายืดคอในสภาให้ได้ แต่พอได้เป็น ส.ส แล้วเมิงต้องฟังกรูคนเดียวนะ เพราะเงินกรูงัยที่จ่ายให้เมิงได้เข้ามา...จำได้ป๊ะ
กรูชี้ไปที่ควาย แล้วบอกว่า...มันคือนก  เมิงทั้งหลาย ก้อต้องตอบว่านก...โอเค้
แล้วบรรดาอีหุ้นส่วนบริษัททั้งหลาย ส่วนใหญ่ก้อมีมโนธรรม จริตธรรมกันอิ๋บอ๋าย เวลาเค้าจ่ายเงินซื้อเสียง พอแบมือรับตังค์ ก้อเดินไปกาให้ บอกว่า..”เกรงใจ รับเงินเค้ามาแล้วอ่ะ”
มันก้อเลยได้ใจงัย ซื้อความเป็นคน ซื้อสิทธิ์อของบรรดาหุ้นส่วนเนี่ย แม่มมม...จ่ายแค่พันห้า ก้อได้แระ แล้วกรูค่อยไปถอนทุนคืนทีหลัง งานนี้กรูจะเอาให้หนำใจเลยแระ
นี่งัยทำให้บริษัทเรา เมื่อสิบกว่าปีก่อน คนทั่วโลกบอกว่า จะกลายเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย ตอนนี้กลายเป็นแมวตัวที่เท่าไหร่แล้วก้อไม่รู้...
เราบรรดาหุ้นส่วนทั้งหลายลองมานั่งสุมหัวกันแก้ปัญหาดีมั้ย เรามาเขียนกฎบริษัทกันใหม่ให้เข้มงวด เอาผิดกับคนโกง คนคอรัปชั่นในบริษัทเรา ใครโกง ใครคอรัปชั่น ไม่มีหมดอายุความ แถมบทลงโทษทั้งจำคุก ทั้งยึดทรัพย์  บทลงโทษให้มันเทียบเท่าหรือมากกว่าคดียาบ้าไปเลย
โดยเฉพาะการซื้อเสียงเนี่ย มันคือต้นตอของการคอรัปชั่น เอางี้ได้ป่าว...มือถือก้อมีกันทุกคน..ใช่ป๊ะ!
 ใครถ่ายคลิป มีหลักฐานว่าใครซื้อเสียง รับไปเลยยยยย....หนึ่งล้านบาท
จะเอาพันห้า หรือว่าจะเอาหนึ่งล้าน ถ้าคิดออก....เริ่มหัดถ่ายคลิปไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
แล้วเงินรางวัลเนี่ย ไม่ต้องควักเงินบริษัทนะ เอามาจากค่าปรับอีพวกซื้อเสียงเนี่ยแหละ มันจะได้เข็ดหลาบกันซักที
มิฉะนั้น ปัญหาของบริษัทมันก้อไม่ไปไหน มันก้อเป็นวังน้ำวนอย่างทีเห็น ยุบสภา ซื้อเสียง เลือกตั้ง กลับมาโกง คนไล่ ยุบสภา ซื้อเสียง....ฯลฯ
กลัดกระดุม ถ้าผิดตั้งแต่เม็ดแรก เม็ดต่อไปมันก้อผิดหมดแระ ว่าป่าววว...
นี่กรูเขียนนวนิยาย หรือว่าเขียนโพสเฟสบุ๊ค ว่ะเนี่ย ยาวเกินไปแระ ความจริงอยากเขียนในคอลัมน์นะ แต่ไม่อยากใช้ภาษาทางการ อยากใช้ประโยคคำพูดแบบเขียนในเฟสบุ๊ค เพราะมันสามารถเขียนและสื่อเหมือนพี่ๆน้องๆ มากกว่า 
อีกอย่าง ถ้าเขียนลงในคอลัมน์ เดี๋ยวพี่เสื้อแดง ยกพวกมาล้อมออฟฟิตกรูอีก กรูไม่อยากเหมือนโรงเรียนเรยีนา ขนาดมีแค่แม่ชีกับเด็ก ยังไม่รอดเลยนะคร๊าบบ เมิงงงง...
กรูยอมรับ....กรูกลัววววว
กรูกลัวจะเดินไปถามพวกพี่ๆเค้าว่า”เอ่อ...พี่ครับ พวกพี่มากันกี่คนครับ  อ๋อ..มาสองร้อยกว่าคนเหรอครับ รบกวนพวกพี่ๆช่วยส่งตัวแทนออกมาต่อยกับผม ตัวต่อตัว ได้มั้ยครับ ถ้าผมแพ้ ผมก้อหลับ ถ้าพี่แพ้  พี่ก้อกลับ โอเค..นะครับ”
แต่กรูกลัวว่าพวกพี่เค้าไม่เอาว่ะ เพราะกฎเหล็กพวกพี่เค้ายึดมั่นและแเขียนไว้ชัดเจนว่า...

“หมาหมู่...คือจุดยืน”

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

ประเทศที่ี่มีความสุบมากที่สุดในโลก



        ผมเป็นคนชอบเรื่องการจัดอันดับครับ สำนักไหนจัดอันดับเรื่องราวต่างๆ ชอบเข้าไปดู เข้าไปเปรียบเทียบ เพราะสนุกและเอาเก็บเป็นข้อมูลในอนาคต เผื่อที่จะต้องตัดสินใจเรื่องไหน จะได้เอามาเปรียบเทียบชั่งใจได้
ล่าสุดรายงานสำรวจประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก World Happiness Report ซึ่งจัดทำโดยสถาบันโลกของมหาวิทยาลัย Columbia ร่วมกับเครือข่ายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ ระบุว่าประเทศในแถบสแกนดิเนเวียเป็นประเทศที่ผู้คนมีความสุขที่สุด ส่วนประชาชนของประเทศในแถบอาฟริกาได้รับการจัดอันดับว่ามีความสุขน้อยที่สุด
  รายงาน World Happiness Report ปีนี้จัดทำขึ้นเป็นปีที่สองแล้ว ซึ่งผู้จัดทำรายงานได้สำรวจความเห็นของประชาชนในประเทศต่างๆทั่วโลก 156 ประเทศ โดยให้ผู้ตอบแบบสำรวจให้คะแนนความพอใจต่อชีวิตความเป็นอยู่โดยรวม ไม่ใช่แค่ความพอใจในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
  รายงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า ขณะที่ปัจจัยทางเศรษฐกิจยังคงมีความสำคัญต่อความคิดเห็นของผู้คนที่มีต่อคำว่า “ความสุข” แต่ปัจจัยอื่นๆเช่น อายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากร เสรีภาพในด้านต่างๆ และสวัสดิการทางสังคมอื่นๆ ก็มีความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน รายงานยังบอกด้วยว่าความสุขในฐานะความเป็นมนุษย์ควรมีบทบาทมากขึ้นต่อการวัดดัชนีความสุขของแต่ละประเทศ


      คุณ Jeffrey Sachs แห่งสถาบันโลกของมหาวิทยาลัย Columbia ผู้ร่วมเขียนรายงานชิ้นนี้ชี้ว่า ขณะนี้มีความต้องการเพิ่มขึ้นทั่วโลกให้รัฐบาลประเทศต่างๆ จัดทำนโยบายที่ให้ความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมากขึ้น 
 ในขณะเดียวกัน รายงานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าในช่วงระหว่างปี ค.ศ 2010-2012 ประชากรทั่วโลกมีความสุขมากขึ้นกว่าช่วงปี ค.ศ 2005-2011 
        โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศแถบละตินอเมริกา กับประเทศแถบทางใต้ของทะเลทรายซะฮาร่า แต่ประเทศที่ประสบปัญหาการเงินและวิกฤติการเมือง เช่นประเทศในยุโรปตะวันตกกับอียิปต์ พบว่าประชาชนมีความสุขน้อยลง
   สำหรับประเทศที่อยู่ในอันดับ 1 ในรายชื่อประเทศที่มีความสุขที่สุดของ World Happiness Report ได้แก่ เมืองแห่งโคนม เดนมาร์ก 
รองลงมาคือนอร์เวย์ สวิสเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ สวีเดน และแคนาดา ตามลำดับ
สังเกตุไหมครับว่า ประเทศที่ผู้คนมีความสุขส่วนใหญ่จะอยู่ในแถบยุโรปตอนเหนือ และแคนาดา พูดกันง่ายๆว่า ประเทศไหนอยู่ใกล้ขั่วโลกเหนือ
         ผู้คนส่วนใหญ่จะมีความสุข 
เราลองมาดูบรรดาประเทศมหาอำนาจทั้งหลายกันหน่อยครับ 
        ประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐมีชื่ออยู่ในอันดับ 17 อังกฤษตามมาเป็นอันดับ 22 เยอรมนี อยู่ในอันดับ 26 ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับ 43 รัสเซียตามมาที่อันดับ 68 และจีนอยู่ในอันดับที่ 93
มาดูอันดับล่างกันบ้าง  อันดับล่างสุด 5 อันดับล้วนอยู่ในอาฟริกา ได้แก่ รวันดา บะรันดี สาธารณรัฐอาฟริกากลาง เบนิน และโตโกอยู่ในอันดับสุดท้าย 
แล้วพี่ไทย ดินแดนแห่งเมืองยิ้ม ที่ตอนนี้เหลือแค่เป็นตำนานนั้นอยู่อันดับที่เท่าไหร่กันครับ
ความสุขของคนไทย ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 37 รองจากไซปรัสและโคลอมเบีย 
แต่ขอโทษนะครับ ถึงแม้ว่า คนในชาติจะทะเลาะกันมานานหลายปี มีแต่ปัญหารุมเร้า ความสุขของพี่ไทยยังเหนือกว่าเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีนและกัมพูชา อีกต่างหาก
เรื่องนี้ ต่างชาติหลายคนอาจจะงงงวย ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ได้ เพราะดูแล้ว คนไทยน่าจะมีความทุกข์มากกว่าความสุข เพราะการเมืองก็ทะเลาะกันไม่เลิก 
       คนในชาติก็แบ่งเป็นหลายฝ่ายด่าทอกันตลอด แถมปัญหาเศรษฐกิจก็เริ่มส่งพิษเนื่องจากโครงการประชานิยมทั้งหลาย ทำเอาสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหลายพาเหรดขึ้นราคากันถ้วนหน้า
         ผู้คนเดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพ แต่ไหงพอสำรวจออกมา.....ยังมีความสุขกันอีกต่างหาก
เรื่องนี้ ผมว่าเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยเราครับ
         คนไทยนั้นตั้งแต่อุแว้ออกมา ก็ร่าเริงมาตั้งแต่เกิด สัญชาตญาณ"เฮไหน เฮนั่น "ฝังลึกอยู่ในสายเลือดของคนไทย  เอาง่ายๆคนไทยเราสามารถทำตัวเนียนแจมกับชาวโลกได้อย่างสม่ำเสมอ
        ตรุษจีน เราก็ใส่กี่เผ้าร่วมฉลองกับเขา คริสต์มาสเราก็ จิงเกลเบล กันทั่วเมืองนี่ 
        วันฮาโลวีนปล่อยผี เราก็แต่งผีออกมาเนียมกับเค้า ยังไม่รวมเทศกาลของไทย ที่ทยอยมาให้ฉลองให้เที่ยวกันอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าสนุกกันทั้งปีแบบนันสต๊อป
ผมเห็นอย่างเดียวที่พี่ไทยถอย ไม่ค่อยไปยุ่งเกี่ยวกับเค้า ก็คือ.....
        "เทศกาลถือศีลอด" ของคนมุสลิม!
กุนซือ

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

นิค วูจิซิส





นิค วูจิซิส

         หลายปีก่อนมีคนส่งคลิปหนึ่งมาให้ผม พร้อมสำทับว่า"ต้องดูให้ได้" เปิดดูความยาวไม่กี่นาที แต่ทำเอาอึ้งจนบอกไม่ถูก
        ภาพหนุ่มคนหนึ่งที่พิการแขนขา แต่มาพูดให้เด็กๆฟังถึงแรงบันดาลใจ และโลกทั้งใบไม่ได้เลวร้าย ทุกประโยค ทุกคำพูด ทุกอาการที่แสดงออก ทำให้คนที่มือไม้ครบ 32 อย่างคนทั่วไป ถึงกับต้องก้มหน้าบอกตัวเองชีวิตที่เราบ่น เราท้อ เราโมโหกับเรื่องร้ายๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ความจริงมันก็แค่เศษเสี้ยว ถ้า...เรามองโลกในแง่บวก ผู้ชายคนนั้นชื่อ
นิค วูจิซิส
นิค วูจิซิส หนุ่มออสเตรเลียที่เกิดมาพร้อมกับโรค tetra-amelia syndrome ซึ่งทำให้เขาเองไม่มีแขนและขา และต้องต่อสู้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่นิคก็ต่อสู้กับชีวิต จนกลายมาเป็นนักพูดที่มีชื่อเสียง คอยให้กำลังใจกับผู้คนทั่วโลก
ในวัยเด็ก นิค เองมีชีวิตที่ลำบาก เขาเกิดมาโดยที่ไม่มีแขนขา และต้องต่อสู้กับคำสบประมาททั้งหลายรวมทั้งการกลั่นแกล้งจากเพื่อน ๆ จนทำให้เขาเองเกือบที่จะฆ่าตัวตายในวัยเพียง 8 ขวบ แต่สุดท้าย เมื่อแม่ของนิค เอาหนังสือพิมพ์ที่มีบทความของชายคนหนึ่ง ที่ต่อสู้กับความพิการของร่างกาย นิค ก็เกิดแรงบันดาลใจในการมีชีวิตต่อไป
เขาเริ่มต้นฝึกฝนทักษะต่าง ๆ มากมาย จนเป็นที่ยอมรับของเพื่อน ๆ และเขาสามารถเรียนจบในด้านบัญชีและวางแผนการเงิน จากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ (Griffith University) ตอนอายุ 21 ปี
         จากนั้น เขาก็ได้รับเชิญให้ไปพูดบรรยายให้กำลังใจกับผู้คนทั่วโลก จนนิคเอง ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้คนนับล้าน ต่อสู้กับชีวิตอันแสนโหดร้าย เขาพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เขาเองแม้จะพิการไม่มีแขนขา แต่เขาก็มีความสามารถทุกสิ่งทุกอย่าง เฉกเช่นที่คนปกติทั่วไปทำ
ผมชอบประโยคหนึ่งของนิคที่บอกว่า"เขาไม่ได้มองว่าร่างกายเป็นความบกพร่อง แต่นึกเสมอว่า มันเป็นความท้าทายที่พระเจ้ามอบให้ "
สั้นๆแต่ได้ใจความ
ถ้าคุณพิการมาตั้งแต่กำเนิด ประโยคนี้กลั่นออกมาได้ แสดงว่ากำลังใจของคุณเหลือล้น

"เหน่ง"ธรรมศักดิ์ สุเมตติกุล เพื่อนซี้สมัยมหา'ลัย กริ๊งกร๊างมาหาผมบอกเล่าเก้าสิบว่า เป็นโต้โผ ที่จะจัดงานโดยนำนิค วูจิซิส มาเจอกับคนเชียงใหม่
เป็นมหกรรมรวมแรงบันดาลใจให้กับคนเหนือทุกคน โดยใช้ชื่องานว่า"เทศกาล ชีวิตบริบูรณ์"
"เหน่ง" เล่าให้ฟังว่า มีหลายเรื่องที่ต้องทำหน้าแมวสงสัย เวลาได้ยินเรื่องราวของนิค วูจิซิส
เชื่อมั้ยครับว่าในตู้เสื้อผ้าของนิค ยังเก็บรองเท้าอยู่คู่หนึ่ง ถึงแม้ว่านิค จะไม่มีแขนขา มาตั้งแต่เกิด แต่เขายังเก็บรองเท้าเอาไว้ เพราะ...อาจจะมีซักวันในอนาคตที่เขาจะได้สวมใส่
      ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ว่ากำลังใจเกินร้อยแค่ไหน
วันนี้เลยขอหยิบยื่นโอกาสดีๆ ที่คุณจะต้องอึ้งมาให้คนเชียงใหม่ ถ้าอยากได้ประสพการณ์ที่คุณอาจจะไม่ลืมเลือน และประทับใจไปอีกนาน
นิค วูจิซิส จะมาเชียงใหม่
2 กันยายน ตั้งแต่ สี่โมงถึงสามทุ่มครึ่ง ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่
ราคาบัตร 299 จ่ายสามร้อยทอนหนึ่งบาท ใครอยากซื้อบัตรกดมือถือไปได้ที่เบอร์ 053-894277 หรือ 0891919611
ผมเองรู้จักนิค วูจิซิส ทางคลิปมาโดยตลอด งานนี้เป็นโอกาสดี ที่จะได้เจอ"ตัวจริง เสียงจริง"และที่แน่ๆ ต้องได้"กอดจริง"
ความฝ้นของผู้คนสร้างได้ครับ แต่บางครั้งจะสานฝันให้สำเร็จอาจจะต้องใช้ แรงบันดาลใจ มาเป็นตัวขับเคลื่อน
วันนี้มีคนหยิบแรงบันดาลมาให้ถึงถิ่น....
พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงครับ
กุนซือ

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สุดยอด Gadget





หลายท่านอาจจะได้ยอินมาคำว่า แกดเจ็ท มานาน หลายคนอาจจะได้ยินเป็นครั้งแรก แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์มากขึ้นเรื่อง เราก็เริ่มได้ยินคำว่า Gadget มากขึ้นและบ่อยครั้ง
คำว่า Gadget  อธิบายได้สั้นๆคือ  เทคโนโลยีขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะเป็นโปรแกรมหรือสิ่งประดิษฐ์ที่มีใช้งานกันอยู่ในหลาย ๆ ด้าน ส่วนใหญ่จะเป็นด้านความบันเทิง หรือเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย   ตัวอย่างเช่น ในหน้าจอของ Window Vista น้อง ๆ คงจะเคยเห็นนาฬิกา ปฏิทิน หรือโน้ต ที่ไว้แปะเตือนความจำบน Desktop  หรือแม้แต่ตุ๊กตาในรูปซึ่งเป็นหุ่นไดโนเสาร์ Pleo รองรับ SD Card เพื่อบันทึกเสียงได้    เหล่านี้เป็นตัวอย่างของสิ่งที่ถูกเรียกว่า  Gadget
วานก่อนเปิดเคเบิ้ล ทีวี เจอรายการที่เขารวบรวมเอา gadget ที่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้จนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป  ซึ่งอันดับต่างๆนั้นทางกลุ่มบรรณาธิการ และผู้เชี่ยวชาญในแวดวงต่างๆ ได้มารวมตัวกันเพื่อจัดอันดับสิ่งประดิษฐ์ 101 ชิ้นที่ทรงอิทธิพลที่สุด และสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ได้มากที่สุดในช่วงเวลา 200 ปีที่ผ่านมา
เพื่อบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวเบื้องหลังอันน่าทึ่งของสิ่งของเหล่านี้ ซึ่งมีทั้งของใช้ที่ดูธรรมดาๆ ที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเครื่องจักรขนาดน้อยใหญ่ และอุปกรณ์สุดไฮเทคที่สร้างความฮือฮาให้กับคนทั้งโลก
ดูไปก้อเพลินไป เพราะ gadget แต่ละอย่างที่เขชาไล่เรียงจากอันดับท้ายๆไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ นั้นถือว่าทำให้ชีวิตของผู้คนบนโลกเปลี่ยนไปแบบไม่เหมือนเดิมจริง พอเข้าใกล้อันดับที่ 1 ผมเองก็เริ่มมองเค้าออกว่า แกดเจ็ท อันไหน ที่จะครองแชมป์  การเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ สุดท้ายก็เป็นไปตามคาดครับ
แชมป์แกดเจ็ท ที่เปลี่ยนโลกใบนี้จนไม่เหมือนเดิมคือ  สมาร์ทโฟน นั่นเอง
ดูรายการเสร็จ แต่ความสงสัยยังไม่หมด ผมเลยไปค้นหาข้อมูลว่า แล้วณ.บัดนาว แกดเจ็ท ไหนที่ผู้คนอยากได้มากที่สุด
เขามีการสำรวจว่าศตวรรษที่ 21 ผู้คนบนโลกต่างเริ่มเป็นทาสของอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ ไม่ต้องดูที่ไหน เหลียวซ้ายมองขวาตอนนี้ รับรองว่าคุณๆจะเห็นผู้คนที่อยู่รอบตัว ก้มๆเงยๆ กดแป้นโทรศัพท์มือถือกันอย่างเมามัน แชดกันบ้าง เล่นเน็ตบ้าง อัพเดทสเตตัสในเฟสบุ๊ก ฯลฯ
วันไหนแบตฯมือถือหมด ชีวิตเดือดร้อนยิ่งกว่าไม่มีข้าวกินเสียอีก   บรรดาแต่นักวิเคราะห์ทั้งหลาย เขาก็เลยพร้อมใจก็พาจัดทำรายชื่ออุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ 10 อย่าง ที่แต่ละลำดับผ่านการลงความเห็นแล้วว่า มีความสำคัญที่สุดสำหรับโลกในศตวรรษนี้
อันดับ     1              ไอโฟน สมาร์ทโฟนในใจของคนเกือบทั้งโลก
อันดับ     2              ไอแพ็ด อุปกรณ์ประมวลผลส่วนบุคคลขนาดเล็ก
อันดับ     3              ระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ ซอฟต์แวร์เปิดและฟรี
อันดับ     4              ไอพ็อด อุปกรณ์ที่เปลี่ยนโลก และทำให้แผ่นซีดีแทบจะสูญพันธุ์
อันดับ     5              คินเดิล ของอเมซอน สำหรับนักอ่านหนังสืออิเลกทรอนิกส์
อันดับ     6              ไดร์ฟยูเอสบี จดสิทธิบัตรไปเมื่อปี 2543
อันดับ     7              เครื่องเล่นเกมส์เอ็กซ์บอกซ์ และคิเน็กต์
อันดับ     8              แม็คบุ๊ค แอร์ แล็ปท็อบบางเฉียบ
อันดับ     9              เครื่องเล่นวีดิโอเกม วี
อันดับ     10            กล้องวีดิโอฟลิป แม้ปัจจุบันจะหายไปจากตลาดแล้ว แต่ช่วยปฎิวัติกล้องวีดิโอพกพา
ผมอ่านดูแล้ว ขอบอกว่าอาจจะไม่อัพเดท เท่าที่ควร อันดับ1 คือไอโฟน นะไม่มีใครเถียง แต่ผมว่าท๊อป 5  ณ.ช่วงเวลานี้น่าจะไม่ใช่ข้อมูลนี้เสียแล้ว กระซิบข้างหูว่า อย่าประมาท ซัมซุง เป็นอันขาด เพราะขาโจ๋และคนทำงานทั้งหลายลงความเห็นว่า....
เธอ..มาแรงเหลือเกิน
กุนซือ
p_kiti@hotmail.com

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

ไชน่าทาวน์










ชนชาติจีน ชาติที่ถือว่ามีประชากรมากที่สุดในโลก  โลกทั้งใบมีผู้คนอยู่ราวๆ 7 พันล้านคน เป็นประชากรจีนเสีย 1,353 ล้านคน ปัจจุบันประชากรจีนมีจำนวน 1 ใน 5 ของประชากรโลกเป็นผลจากนโยบายลูกคนเดียว หรือ  one-child policy ที่สามารถควบคุมอัตราการเพิ่มของประชากรจีนได้ถึง 400 ล้านคน ตลอด 30 กว่าปี เรียกว่าถ้าไม่มีนโยบายนี้ประชากรของจีนจะพุ่งไปแตะตัวเลขเท่าไหร่ ก็ยากจะเดา
เคยมีคนพูดว่า ถ้าคนจีนทั่วโลกพร้อมใจกระโดดหนึ่งครั้ง รับรองว่าเกิดแผ่นดินไหวแน่นอน
วกกลับมาที่เมืองไทย ที่มีชาวจีนอาศัยอยู่มาก  หลังจากอพยพเข้ามาตั้งรกรากในสยามเมืองยิ้มตั้งแต่สมัยสุโขทัย  ตอนนี้ชาวจีนมีลูกหลาน มีหลานเต็มบ้านเต็มเมือง ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่เราๆท่านๆมักจะเรียกว่าคนไทยเชื้อสายจีน
ชาวไทยเชื้อสายจีน คือ ชาวจีนที่เกิดในประเทศไทย และ เป็นเชื้อสายของผู้อพยพชาวจีน หรือ ชาวจีนโพ้นทะเล คนไทยเชื้อสายจีน มีประมาณ 8 ล้านคนในประเทศไทย หรือ 14% ของประชากรทั้งประเทศ และยังมีอีกจำนวนมากไม่สามารถนับได้ เพราะที่กลมกลืนกับคนไทยไปแล้วโดยการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ
ชาวไทยเชื้อสายจีน ส่วนมากบรรพบุรษจะมาจาก จังหวัดแต้จิ๋ว ในมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน พูดภาษาแต้จิ๋ว ซึ่งเป็นภาษากลุ่มหมินหนาน รองลงมาคือมาจาก แคะ ฮกเกี้ยน และไหหลำ
อีกอย่างหนึ่งคือภาษาไทย และภาษาจีนนั้นมีหลักภาษาที่คล้ายกัน จึงทำให้ผู้ที่อพยพเข้ามาเรียนรู้ภาษาไทยได้เร็วกว่าภาษาอื่นๆ ภาษาไทยก็มีคำภาษาจีนจำนวนมาก ในปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายจีนจะพูดภาษาไทยผสมภาษาจีนในการติดต่อกันเอง
        โดยเฉพาะชาวแต้จิ๋วที่อยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นส่วนมาก และก็จะใช้ภาษาไทยติดต่อกับสังคมภายนอกได้ดีขึ้น แต่ลูกหลานจีนในปัจจุบันมีน้อยมากที่ยังพูดภาษาจีนของบรรพบุรุษได้ เนื่องจากอยู่กับ

สังคมภายนอกและที่บ้านเองก็พูดภาษาจีนกับตนน้อยลง ยังคงเหลือแต่ผู้อาวุโสในครอบครัวเท่านั้นที่ยังพูดภาษาจีนกับลูกหลาน อย่างไรก็ตามประเพณีและค่านิยมบางอย่างที่ยังคงปฏิบัติได้ ครอบครัวลูกหลานจีนก็ยังยึดถือปฏิบัติอยู่
      เช่น การไหว้เจ้าในโอกาสต่างๆ ซึ่งถือเป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ปัจจุบัน กระแสความนิยมภาษาจีนกลาง กำลังมีสูง เนื่องจากเป็นภาษาที่สำคัญในการติดต่อธุรกิจระหว่างไทย-จีน และสำหรับลูกหลานจีนที่เป็นวัยรุ่นก็ได้รับสื่อต่างๆ จากไต้หวัน มาก ทั้งละคร และเพลง ทำให้ในปัจจุบันมีโรงเรียนสอนภาษาจีนเปิดสอนอยู่มากขึ้นตามเพื่อสนองความต้องการ
ถ้าพูดถึงคนจีน ที่อพยพไปอยู่อาศัยตามประเทศต่างๆ ผู้คนก็มักจะนึกถึง"ไชน่าทาวน์"หรือย่านคนจีน ไชน่าทาวน์ของแต่ละประเทศนั้นก็มีชื่อเสียงโด่งดังแตกต่างกัน แต่ว่ากันว่าเมืองใหญ่เมืองใหญ่ถ้าไม่มีย่านไชน่าทาวน์ ถือว่าเป็นเมืองใหญ่แต่ไร้เสน่ห์
เว็บไซต์ Cnngo เขาไปสำรวจเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วรายงาน 9 เมืองที่มีย่าน ไชน่าทาวน์ (China Town) ย่านที่มีคนเชื้อสายจีนอาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากที่ดีที่สุดในโลกมาให้เรารู้
โดย Cnngo ระบุว่า ไม่ว่าชาวจีนจะย้ายไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองไหน ของประเทศใด ชาวจีนจะสร้าง 3 สิ่งต่อไปนี้ให้เกิดขึ้น นั่นก็คือ ประเพณีตรุษจีน, การค้าและแหล่งของกินอร่อยๆ ทั้งนี้ ย่านเยาวราช หรือไชน่าทาวน์ในกรุงเทพฯ ของไทยก็ติดอันดับด้วย
       Cnngo ระบุว่า ช่วงกลางคืนของเยาวราช นั้นคึกคักเหมือนกับเกาะฮ่องกงในช่วงปี 1960 ที่เต็มไปด้วยร้านค้าข้างทางจำนวนมาก ระยิบระยับด้วยแสงทองอร่ามจากร้านค้าทอง แต่แฝงไปด้วยเรื่อง

ราวด้านศาสนา ความเชื่อและวัฒนธรรม
ย่านเยาวราชเป็นเช่นนี้มานานกว่า 200ปี หลังจากที่ชุมชนชาวจีนย้ายจากบริเวณที่เป็นพระบรมมหาราชวังในปัจจุบันไปตั้งรกราก ณ ยาวราชในปัจจุบันนี้ โดยมีสถานที่แนะนำ คือ วัดไตรมิตร และภัตตาคารยิ้มยิ้ม เจ้าของปัจจุบันเป็นทายาทชาวจีนเชื้อสายแต้จิ๋วรุ่นที่ 4 มีเมนูแนะนำคือ ก้ามปู, ซุปไก่, และคัสตาร์ดมันเทศ
  โดยเขาเรียงลำดับดังนี้
1. เมืองฮาวาน่า ประเทศคิวบา   2. เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย   3. ย่านเยาวราช กรุงเทพ ประเทศไทย   4. กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์  5. เมืองโจฮันเนสเบิร์ก แอฟิกาใต้  6. เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย  7. เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา  8. รัฐซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา  9. กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
แสดงให้เห็นอิทธิฤทธิ์ของคนจีนในเมืองไทยว่า ไม่ธรรมดาจริงๆ  ททท.ไม่สนใจดึงเอาเยาวราชเป็นจุดขายแห่งใหม่บ้างเหรอ
กุนซือ

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

"มึงไทยมาก"







"มึงไทยมาก"
                ช่วงนี้ในโลกโชเชียล เน็ตเวิร์ค ประโยคที่มีการพูดถึงมากที่สุดของไม่หนีประโยค"มึงไทยมาก" หลายคนอาจจะทำหน้าแมวสงสัยว่า ที่มา ที่ไปของประโยคนี้อุแว้มาจากแห่งหน ตำบลใด ก็ต้องขออธิบายให้เข้าใจว่าประโยคนี้กำลังเป็นประโยคที่คนฟิลิปปินส์เขาพูดกันเวลาจะกระแหนะ กระแหนใคร หรืออยากเสียดสีประชดประชันคนอื่น พอคนฟิลิปปินส์คนไหนโดนด่าว่า"มึงไทยมาก"ก็เหมือนกับไส้เดือนโดนขี้เถ้า ปวดแสบ ปวดร้อนไปตามๆกัน
                งานนี้คนไทยทั้งหลายโดนตบหน้าไปฉาดใหญ่
                เมื่อก่อนผมเองก็ชอบแซวคนฟิลิปปินส์เหมือนกันว่า ถ้าจับคนฟิลิปปินส์มา 10 คนยืนเรียงหน้ากระดาน รับรองว่า 9 คนเป็นนักดนตรี อีกคนเป็นแม่บ้าน
เคยอยากสะกิดเอวถามคนฟิลิปปินส์ว่าพอเกิดออกมาจากท้องแม่ปุ๊บ ไม่เคยร้องอุแว้ แต่ร้องเพลงได้เลย ใช่หรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่จะมีพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงกันทั้งนั้น ไม่เชื่อลองดูตามสถานบันเทิงทั่วไทยมักมีนักดนตรีฟิลิปปินส์หอบเสื้อหอบผ้าเข้ามาขายเสียงกันเป็นทิวแถว
                วกกลับมาประโยคฮิต"มึงไทยมาก"กันต่อ เชื่อหรือไม่ว่าคนฟิลิปปินส์ยังให้นิยามว่าทำไมถึง ใช้ประโยคนี้เวลาด่าคนอื่นมีเหตุผลถึง 15 ข้อ แต่ผมขออนุญาตหยิบมาเพียงไม่กี่ข้อ เพราะไม่เช่นนั้นคุณๆอาจจะเกิดอาการอกแตกตาย อยากแปลงร่างเป็น บัวขาว ป.ประมุก ไปเดินเสาะหาคนฟิลิปปินส์มาสนทนากันสองต่อสอง
                เขาให้เหตุผล ที่ทำให้คนไทยห่วยแตกดังนี้ครับ ( ส่วนผมขอให้ความเห็นหลังเครื่องหมาย #)
                -คนไทยไม่เก่งภาษาอังกฤษ เรียกได้ว่าแย่มาก ๆ
             #งานนี้พี่ไทยอาจจะเถียงว่า ก้อกรูไม่เคยเป็นเมืองขึ้นอย่างเอ็งนี่หว่า..
                -คนไทยคิดว่าประเทศของตัวเองดีกว่าประเทศอื่น ๆ หรือ ดีที่สุดในโลก
              #แหม.ถ้าในอาเซียนก้อส่วนใหญ่อ่ะนะ
                คนไทยใช้ภาษาไทยในเว็บไซต์ระดับโลก เพราะพวกเขาโง่เกินกว่าจะเข้าใจ และไม่มีมารยาทด้วย
              #คืออยากเผยแพร่ภาษาไทยต้อนรับเขตการค้าเสรีอาเซียนอ่ะคับ
                -คนไทยเป็นทาสของ สตีฟ จ็อบส์ 
               #คงอิจฉาว่าเด็กมัธยมของไทยใช้ไอโฟนกันทั้งนั้น
                -ประเทศของเขาไม่พัฒนาไปไหน ใกล้จะเป็นเหมือนประเทศเกาหลีเหนือไปแล้วทุกที
               #แหม..แรงงส์
                -คนไทยใช้ซอฟท์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์
              #ที่ทำเพราะอยากเดินตามมหาอำนาจอย่างประเทศจีน ที่ก๊อปทุกอย่างแล้วผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ  ไม่เชื่อลองเอาเครื่องบินรบมะกันบินผ่านน่านน้ำจีนดิ ไม่เกิน2เดือน จีนก๊อปเครื่องบินออกมาใช้หน้าตาเหมือนกันเด๊ะ
                -คนไทยเกลียดประชาธิปไตย และแม้แต่ตอนนี้เขาเองก็ยังไม่มีประชาธิปไตยเลย
                #มาเมืองไทยเมื่อไหร่ ต้องพาไปดู อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
                -พวกเขายังยึดถือระบบเจ้าขุนมูลนาย
              #ไม่มีอย่างอิจฉา โถ....
                -คนไทยดูแคลนประเทศอื่นในอาเซียน โดยเฉพาะ ลาว และ กัมพูชา พวกเขาคิดว่าประเทศตัวเองดีกว่าประเทศอื่น แต่มันไม่ใช่เลย
               #อ่ะ...เรื่องนี้ไม่ว่ากัน มันเป็นเรื่องเล่าขานมานานแล้ว
                -คนไทยมองว่า ความเชื่อเป็นเรื่องใหญ่กว่าเหตุผล
              # แสดงว่าไม่เคยขูดจอมปลวกแล้วถูกหวยรางวัลที่ 1
                -คนไทยทำลายล้างพระพุทธศาสนา 
             # แหม..แค่พระบางองค์ อย่าเหมารวม
                -คนไทยยังคงหลอกตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ ประเทศของเขาเป็นตลาดค้ามนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่กลับไม่ยอมรับ
            # แหม...ตะเองที่ไหนก้อมี แต่เวลายอมรับแค่ทำเสียงอุบอิบ!
                -ฟุตบอลทีมชาติไทยเป็นทีมที่ห่วยแตกมาก
           #แชมป์ซีเกมส์ 9 สมัยนะ เว้ย เฮ้ยยย! กำลังสานฝันโครงการ"มวยไทยไปบอลโลก"อยู่อย่างขะมักเขม้น
                มีคนกระซิบบอกผมว่า งานนี้ฟิลิปปินส์เริ่ม แต่เสียงเฮไปดังที่ประเทศลาว เพราะเหมือนกันปลดเปลื้องปมด้อยของคนในชาติ หลังจากถูกพี่ไทยเสียดสีมานานหลายทศวรรษ ใครทำอะไรบ้านนอกคอกนา หรือไม่เข้าท่า เข้าทาง พี่ไทยชี้หน้าด่า"ลาว"กันมานมนาน งานนี้โดนบ้างจะได้รู้สำนึกว่า ความรู้สึกมันเป็นเช่นไร
                ผมเองเป็นคนเหนือโดยกำเนิด ตอนเด็กๆเวลาเข้ากรุงเทพ ก็ต้องไปอยู่หอเพื่อน รู้จักสรรพนามประจำท้องถิ่นเป็นอย่างดี ถ้ามาจากอีสาน ทุกท่านเป็น"ลาว"  ถ้ามาจากเหนือ อู้ได้อย่างเดียวคือ"แม้ว"   ส่วนคนสุพรรณเรียกไอ้เหน่อ ถ้าเผลอมาจากทางใต้ เรียกง่ายๆ..คุณทองแดง
พอมาช๊อตนี้ โดนกันทั้งประเทศ ก็เลยต้องเงียบ แบ่งแยกกันไม่ได้อีกต่อไป (ฮา)  ถ้าเป็นภาษาขาโจ๋ตอนนี้ก็คงต้องบอกว่า
                "แบบทรนงไง  ไม่เคยโดนงัย พอโดนเข้าไป..เจ็บป่ะ?"
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                  กุนซือ
                                                                                                                                                                                                                                                                                                           p_kiti@hotmail.com

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วีเซนเต้







คืนวันจันทร์ที่ผ่านมา โลกโชเชียล เน็ตเวิร์คคึกคักกันเป็นแถว โดยเฉพาะสังคมทวิตเตอร์ เพราะมีรายงานเกี่ยวกับพายุใต้ฝุ่น"วีเซนเต้" ที่กระหน่ำเข้าเกาะฮ่องกง หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมพายุใต้ฝุ่นเข้ที่ฮ่องกง แต่คนไทยสนใจกันจัง
สาเหตุมีหลายประการครับ ประการแรกเพราะช่วงนี้ทักษิณ นายใหญ่แห่งค่ายเพื่อไทยไปปักหลักอยู่ที่นั่น  เพื่อเตรียมฉลองวันเกิดในวันที่ 26 ก.ค นี้ แถมบรรดาส.ส ทั้งหลายรวมถึงแกนนำเสื้อแดงต่างๆ ต่างพาเหรดไปฮ่องกงกันเป็นทิวแถว พอพายุใต้ฝุ่นวีเซนเต้ พัดโครมเข้าเกาะฮ่องกง แถมยังมีความรุนแรงในระดับ 10  เทียบเท่ากับเฮอร์ริเคนระดับ 4 ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบหลายสิบปี 
        ทำให้หลายคน รวมทั้งบรรดากระจอกข่าวทั้งหลายต้องตามข่าวกันให้วุ่น กลัวคนที่แห่แหนไปพบนายใหญ่จะถูกพายุพัดตกทะเลไป
แถมยังมีประเด็นให้มาคุยต่อในโลกทวิตเตอร์อีกประเด็นหนึ่ง เมื่อสำนักข่าวฮ่องกง ดันออกข่าวว่าพายุวีเซนเต้เป็นพายุไซโคลนบ้าง พายุเฮอร์ริเคนบ้าง ทำให้หลายคนเกิดอาการ ง.งู สองตัววิ่งเข้าชนกัน งงกันเป็นแถบว่าตกลงจะให้เรียกว่าพายุอะไร 
สำนักข่าวไทยบางสำนัก ก็พาซื่อเหลือหลาย ทั้งๆที่รู้ว่าต้องเรียก"วีเซนเต้"ว่าเป็นพายุใต้ฝุ่น แต่ลอกข่าวแปลมาอย่างผิดๆ ถึงแม้จะมีคนทักท้วง แต่ก็อ้างว่าต้องเสนอข่าวตามฮ่องกง ผมอ่านแล้วก็งง สำหรับคำแก้ตัว
หลายคนอาจจะสงสัยว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าพายุนี้เป็นพายุใต้ฝุ่น อันไหนเป็นไซโคลน แบบไหนเป็นเฮอร์ริเคน
โลกนี้เขาถือกติกาเดียวกันว่า การเรียกชื่อพายุว่าเป็นประเภทไหนนั้น เขาให้เรียกตามพิกัดที่เกิดพายุนั้นๆครับ
ถ้าพายุพบแถบมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตก ทางตะวันตกของลองจิจูด 170 องศา เรียกว่า "ไต้ฝุ่น" เกิดมากที่สุดในเดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายน และตุลาคม
แต่ถ้าย้ายมาแถวมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือแถวทะเลแคริบเบียนและอ่าวเม็กซิโก เรียกว่า "เฮอร์ริเคน" เกิดมากในเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม  รวมถึงมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ฝั่งตะวันตกของประเทศเม็กซิโก เรียกว่า "เฮอร์ริเคน"เหมือนกัน
พายุแถวบริเวณมหาสมุทรอินเดียเหนือ อินเดียใต้ อ่าวเบงกอล รวมไปถึงทะเลอาหรับทั้งหลาย เรียกว่า "ไซโคลน"
แต่ถ้ามุดลงไปทางใต้ ทางมหาสมุทรอินเดียใต้ ตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปออสเตรเลีย เรียกว่า "วิลลี-วิลลี"
บางคนอาจจะสงสัยต่อว่าแล้วบรรดาชื่อพายุ เอามาจากไหน
เรื่องของเรื่องก็คือเมื่อพ.ศ. 2543  มีการจับมือของประเทศและดินแดนต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 14 แห่งที่เป็นสมาชิกของคณะกรรมการพายุไต้ฝุ่นขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organizations Typhoon  Committee) ลุกขึ้นมาจัดระบบการตั้งชื่อพายุหมุนเขตร้อนในแถบนี้ใหม่  โดยแต่ละประเทศ (หรือดินแดน) ได้ส่งชื่อพายุในภาษาของตนมาให้ประเทศละ 10 ชื่อ รวมทั้งสิ้นได้ 140 ชื่อ 
กำหนดให้ใช้ภาษาท้องถิ่นในแต่ละประเทศในการตั้งชื่อพายุ   ได้แก่ กัมพูชา จีน เกาหลีเหนือ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ลาว มาเก๊า มาเลเซีย ไมโครนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม  
สำหรับ ชื่อพายุจะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 28 ชื่อ  เรียงตามชื่อประเทศของลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ เริ่มจากกัมพูชา เรื่อยไปจนถึงเวียดนามซึ่งเป็นอันดับสุดท้าย โดยไทยเราอยู่อันดับที่ 12 เมื่อใช้หมด 1 กลุ่มก็จะขึ้นชื่อแรกในกลุ่มที่ 2 เรียงกันเรื่อยไปจนครบทุกกลุ่ม แล้วจึงกลับมาใช้ชื่อแรกของกลุ่มที่ 1 ใหม่อีกครั้ง
สำหรับชื่อที่พี่ไทยส่งเข้าประกวดได้แก่  พระพิรุณ ทุเรียน วิภา รามสูร เมขลา มรกต นิดา ชบา กุหลาบและขนุน
ส่วนคุณพี่วีเซนเต้ ที่กำลังแผลงฤทธิ์อยู่นี้พญาอินทรี เป็นผู้ตั้ง มีความหมายคือเป็นชื่อผู้ชายในภาษาชามอร์โร (ภาษาพื้นเมืองเกาะกวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา)
ตบท้ายด้วยเกร็ดเบาๆที่ว่า เชื่อหรือไม่ ครับว่าอุตุนิยมวิทยาโลก ก็ถือเรื่องโชค เรื่องดวงเหมือนกับพี่ไทยเหมือนกัน เพราะเขามีกฏแนบท้ายเกี่ยวกับพายุว่าสำหรับชื่อพายุลูกใดที่มีความรุนแรงมากจนสร้างความเสียหายในบริเวณกว้างจะถูกยกเลิกไป และตั้งชื่อใหม่เข้ามาแทน
เห็นมั้ย..ไม่ว่าที่ไหน ไสยศาสตร์...มีจริง
กุนซือ
P_kiti@hotmail.com