วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

คำขวัญวันเด็ก 10-1-55




          ใกล้ถึงวันเด็กแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ วันนี้เลยขอคุยกันเรื่องเด็กๆกันบ้าง จำได้ว่าตั้งแต่เป็นเด็กประถม พอใกล้วันเด็กเมื่อไหร่ หัวใจมันพองตัว ตามประสาเด็กๆทั้งหลาย
        ที่ยืดอกประกาศว่าเป็น"วันของพวกเรา"
         พอถึงวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม เมื่อไหร่ แปลไทยได้ง่ายๆว่าเป็นวันยิ่งใหญ่ ของเด็กๆทั้งหลาย สามารถเรียกร้องพ่อแม่ ผู้ปกครองทั้งหลายให้"ตามใจเด็ก"ซักวันหนึ่ง
        มีทั้งวางแผนว่าจะไปโน่น ไปนี่ โดยเฉพาะสถานที่สำคัญต่างๆที่จัดกิจกรรมในวันเด็ก มีการละเล่น แจกของขวัญ สร้างความครื้นเครงเป็นประจำทุกปี
       แต่สิ่งหนึ่งที่ใกล้ถึงวันเด็ก ที่กลายเป็น"รูทีน"ของเด็กไทยทั้งหลายคือ...ต้องท่องคำขวัญวันเด็ก ประจำปีนั้นให้ได้ ถือว่าเป็นภารกิจหลักประจำปี
       คำขวัญวันเด็กส่วนใหญ่ที่นายกรัฐมนตรีไทยมอบให้ มักจะเป็นคำขวัญประเภทสั้นๆ ได้ใจความ ครอบคลุมความหมาย แต่บางครั้งอ่านแล้วอาจจะไม่รู้เรื่องว่าสรุปแล้ว อยากให้เด็กไทยทำอะไร
       เพราะเหตุที่ว่าคำขวัญวันเด็กที่ผ่านมา ความหมายมักจะ"อะราวด์ เดอะ เวิร์ด" ความหมายออกซ้าย ไปขวาได้ตลอด
       สำหรับปีนี้ คำขวัญที่ท่านนายกฯปูมอบให้กับเด็กไทยคือ"สามัคคี มีความรู้คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี"
       แปลสั้นๆได้ว่า ต้องเป็น"คนดี ฉลาดและอย่าพลาด...อินเตอร์เน็ต"
       บรรดาค่ายมือถือทั้งหลาย อาจจะใช้คำขวัญของท่านนายกฯมาพลิกแพลงใช้ในการตลาดได้ว่า" เกิดเป็นเด็กไทย ต้องใช้เน็ตแพจเกจ..เหมาจ่าย"
       อย่าลืมว่าท่านนายกฯให้คำขวัญทิ้งท้ายว่าต้อง....ใส่ใจเทคโนโลยี!!
        ผมไปดู"เดี่ยว 9"ของคุณโน๊ส อุดม แต้พานิช  ช่วงหนึ่งโน๊ส ตั้งปุจฉาว่า ทำไม! ต้องมีคำขวัญวันเด็ก เพราะเชื่อว่าเด็กไทยทั้งหลาย ได้แค่ท่อง แล้วก้อลืมในเวลาอันรวดเร็ว
      ประมาณท่องคำขวัญเป็นนกแก้ว นกขุนทอง ช่วงวันเด็กเท่านั้น หลังจากนั้น ก็เข้าโหมด"ลืมสนิท ศิษย์ส่ายหน้า"
       หลังจากวันเด็กผ่านพ้นไปแล้ว ถ้าตั้งคำถามกับเด็กไทยว่า คำขวัญวันเด็กปีนี้ หรือลึกลงไปอีกหน่อยว่า คำขวัญวันเด็กปีที่แล้วบอกว่าอย่างไร
       อาจจะได้คำตอบตามยุคสมัย ในแนวเด็กแนวว่า"ต้องถาม....พี่กู"
       แฮ่ม....คุณพี่กูเกิล ครับ...อย่าคิดมาก ว่าเด็กหยาบคาย
      ผมเองแอบยกธงเชียร์คุณโน๊ส อุดม อยู่ลึกๆเพราะว่าแนวคิดคล้ายกัน การรณรงค์ให้เด็กไทยเป็นคนดี คนซื่อสัตย์ ใฝ่คุณธรรม ฯลฯ นั้น อย่าทำแต่เพียงคำขวัญในวันเด็ก เพราะเชื่อได้ว่า ไม่เกิดประโยชน์ใดๆกับเด็กไทยขึ้นมาเลย อยากให้เด็กไทยเป็นคนดี มีคุณภาพในอนาคต
      ต้องเริ่มสอนด้วยการกระทำครับ ไม่ใช่แค่ บอกๆๆๆๆ แล้วหวังว่าเด็กจะเจริญรอยตาม ยิ่งสมัยนี้ บรรดานักการเมืองซึ่งถือว่าผู้มีเกียรติในสภาทั้งหลายที่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีกับเยาวชนไทย ดันทำตัวให้ผู้คนเบื่อหน่าย ทั้งทะเลาะเบาะแว้ง ทั้งโกงกินกันแบบมูมมาม จนติดชาร์ทอันดับที่คนทั่วประเทศไม่ไว้ใจมากที่สุด
      ถ้าแม่ปูเดินเบี้ยว บรรดาลูกปูทั้งหลายก็ต้องเดินคดเคี้ยวเป็นธรรมดา
      สังคมไทยตอนนี้น่าเป็นห่วงครับ โดยเฉพาะผู้คนทั้งหลายที่ผลโพลล์ ออกมาแล้วต้องน่าตกใจในความคิดที่ว่า"ถ้านักการเมืองทำงานดี ถึงจะโกง ก็ไม่ว่าอะไร..."
    โอว..ประเทศไทย เศร้าหมอง!!
       ครั้งหนึ่งผมเคยนั่งคุยกับเพื่อนที่เป็นนักธุรกิจชื่อดังของเชียงใหม่ พอวกมาคุยเรื่องการเมือง  เพื่อนผมให้ความเห็นว่า"แหม..ประเทศไทยมันโกงกันมาตั้งแต่นมนาน นักการเมืองมันก็โกงกันทุกคนแหละ ตอนนี้ขออย่างเดียวว่า ถ้าทำงานเก่ง โกงบ้าง ก็ไม่เป็นไร...รับได้!!"
      ผมถึงกับ อึ้ง ทึ่ง เสียว เพราะความคิดแบบนี้กระจายไปทั่วประเทศไทยในตอนนี้แล้วครับ
     ประเทศไทยเคยได้ชื่อว่าจะเป็นเสือตัวใหม่ของเอเซีย แต่ทุกวันนี้กลายเป็นแมวเชื่องๆ ปัญหาหลักก็คือ
     ปัญหาคอร์รัปชั่น ไปทุกหย่อมหญ้านี่แหละครับ
      ถึงเวลาที่เราต้องเริ่มปฎิวัติ ความคิดของเด็กไทยทั้งหลายให้จงเกลียด จงชัง กับปัญหาคอร์รัปชั่นทั้งหลาย เพราะถ้าทำได้ ประเทศไทยอาจจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เมื่อเด็กเหล่านี้เติบใหญ่เป็นอนาคตของชาติในวันข้างหน้า
      อย่าให้พวกเราต้องสอนลูกๆหลานๆทั้งหลายว่า...
        "ลูก ลูกจะโกงข้อสอบ อย่างไรก็ทำไปเถอะพ่อไม่ว่า ขออย่างเดียวลูกต้องได้เป็นที่หนึ่งของบรรดาเพื่อน  แค่นี้...พ่อก็ดีใจสุดๆแล้วแหละ.."
       เอวัง...ก็มีด้วยประการฉะนี้!!
                                                         กุนซือ

วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555

หวัดดีปีใหม่ 2-1-55

  

         ก่อนอื่นขอสวัสดีปีใหม่กับคุณๆทุกท่าน ถึงแม้ว่าจะช้าไปหน่อย เนื่องจากผมเข้าเวรเขียนคอลัมน์ในวันนี้ แต่ก็ขอให้ทุกท่านประสพกับความสุข ความสำเร็จตั้งแต่ต้นปีมะโรง หรือบางคนบอกว่า
เป็นปี"มังกรทอง" จะเรียกอย่างไรก็แล้วแต่อัธยาศัย
         ช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ปีนี้ เชียงใหม่กลายเป็นสถานที่ยอดฮิต เพราะอิทธิพลของลมหนาวและ"เหมยขาบ" ที่เผยแพร่ออกตามสื่อต่างๆ จนทำให้เชียงใหม่ได้นิยามเหมือนกับกรุงโรมใน

อดีตกาล คือ"ถนนทุกสายมุ่งสู่เจียงใหม่....เจ้า"
       ช่วงส่งท้ายปี ซึ่งบรรดากระจอกข่าวอย่างพวกผม ไม่มีวันหยุด เพราะหนังสือพิมพ์เชียงใหม่นิวส์ต้องวางแผงทุกวัน ดังนั้นรูปแบบการทำงาน การเดินทางต้องมีการปรับเปลี่ยนกันพอสมควร
      จากเดิมอยู่เชียงใหม่ ไม่ต้องวางแผนอะไรกันมากนัก อยากไปไหน ที่ใด ก็ตั้งเข็มทิศมุ่งหน้าตรงดิ่งไปทันที
         แต่ช่วงวันหยุดยาวสิ้นปีต้อง...คิดใหม่ ทำใหม่
        ผมเริ่มวางแผนเส้นทางจากบ้าน มาออฟฟิต ขับอ้อมหน่อย แต่ไม่เจอกับปัญหารถติด เพราะโลกโชเชียล มีเดีย รายงานผ่านทั้งทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊คมาให้รับทราบตลอดว่า เชียงใหม่นาทีนั้น

        รถติดกันชนิดทุกหย่อมหญ้า!!
        เพื่อนผมหลายคนให้ความเห็นว่ารถยนต์ส่วนใหญ่ของประเทศคงมาอยู่ที่เชียงใหม่ เพราะเหลียวซ้าย มองขวา เจอแต่หลังคารถเต็มพรืดไปหมด
          บางคนถึงกับประชด ประชันว่า"ระวังจะโดนตุ๋นว่าคุณอยู่ที่เชียงใหม่ เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ป้ายทะเบียนกรุงเทพฯ"
        อารมณ์ขันแบบไทยๆ ที่ใช้ได้ในสถานการณ์...หงุดหงิด
        วันส่งท้ายปี หลายปีที่ผ่านมา ผมใช้เวลานับถอยหลังขึ้นปีใหม่ ที่ร้านกู๊ดวิว ของ"เดอะ หมวด"ธนิต ชุมแสง  เพราะนอกจากบรรยากาศคึกคักทุกปีแล้ว ยังมีพลุในระดับ"อลังการ งานสร้าง"มาโชว์
ให้คนเชียงใหม่ได้ดูทุกปี มูลค่าในระดับ"ตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำ" จุดพลุสิบกว่านาที แต่ต้องควักเงินจ่ายไปหลายแสน
      ดังนั้นทุกปีผมจึง..พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง
      แต่ปีนี้ข่าวคราวเรื่อง ผู้คนทั่วไทยต่างมุ่งตรงมาเชียงใหม่ ทำเอาผมเกิดอาการ"จิตวิตก" กับจำนวนประชากรในตัวเมืองเชียงใหม่
      เชื่อเถอะว่าหลายคนต้องคิดออกว่า ถ้าไปถึงร้านจะมีโต๊ะหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าหายากยิ่งกว่างมเข็ม ในมหาสมุทร เพราะเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่อย่างนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ที่จับจองโต๊ะเอา
ไว้แล้ว
     ทุกรายก็ใช้นโยบาย"นั่งแช่" มาตั้งแต่ตะวันเพิ่งลับขอบฟ้า แต่นั่งกันยาวๆไปจนทะลุเที่ยงคืน ดังนั้นการจะ"วอล์ค อิน" เดินลิ่วเข้าไปในร้าน แล้วภาวนาว่าจะมีแขกโต๊ะไหนเช็คบิล กลับบ้าน เป็นเรื่องที่ยากเกินแกง
       ถ้าจะออกแนว"ฝรั่งมังค่า" ยืนซื้อเบียร์จิบอยู่หน้าบาร์ ก็อาจจะไม่มีที่ยืนให้แทรกตัวเข้าไป เพราะใครๆก็คิดแบบนี้เหมือนกัน
       ประเด็นสำคัญอีกอย่างคือ ย่านสุดฮิตริมน้ำปิงแบบนี้ จะมีที่จอดรถเหลืออยู่หรือไม่ งานนี้หลับตาก็มองเห็นภาพบรรยากาศเหมือนลอยกระทง ผู้คนพลุกพล่าน รถติดในระดับ"มดเดิน" ขยับได้ทีละ
นิด ละหน่อย
      ผมเคยขับรถหลุดเข้าไปถนนเจริญราษฎร์ ช่วงลอยกระทง ติดแหง็กไม่ขยับเป็น ชั่วโมง ยังจำได้ทุกวันนี้ 
     ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น งานนี้คงไม่แตกต่างกัน
      ถ้าหลวมตัวเข้าไป ผมอาจจะต้องฉลองปีใหม่ในรถคนเดียวก็เป็นได้
     หลังจากบวก ลบ  คูณ หาร จนเสร็จสรรพ ก็ข้อสรุปว่า นอนดูทีวี ฉลองปีใหม่อยู่ที่บ้านเป็นดีที่สุด
     ถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ที่ฉลองปีใหม่อยู่ที่บ้าน งานนี้ทำเอาบรรดาพี่น้องของผม ทำตาโตเท่าไข่ห่าน สะบัดหน้าไม่อยากเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นความจริง
     แต่อย่าลืมว่า ยุคนี้เริ่ม"เปลี๊ยนไป๊" ....ไม่เหมือนในอดีต
    สมัยก่อนกอดคอเพื่อน นับถอยหลัง 3..2..1 ชนแก้ว ร้องเพลงขึ้นปีใหม่  เฮฮาปาร์ตี้กันสุดชีวิต สุดฤทธิ์ สุดเดช
    แต่นาทีนี้ต้อง"อินเทรนด์" ถึงแม้ตัวไม่ได้ไป เจอยังงัยก็สวัสดีปีใหม่กันได้ผ่าน...ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค
    โหลดภาพชนแก้วเบียร์ พร้อมโพสสวัสดีปีใหม่ให้เพื่อนๆ  เท่านี้ก็ได้ส่งความรู้สึก ไปให้กับทุกคนเหมือนกัน แตกต่างกันนิดเดียวตรงที่...

    ปีนี้ ผมไม่เมา เท่านั้นเอง 555
                                                                กุนซือ

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บันทึกลับ..นอสตราดามุส เขียนกลอนทำนายอนาคตเมืองไทย



จะมีหนึ่ง นารี ขี่ควายแดง
ควงคฑา มุ่งทิ่มแทง ไร้ความหวัง
ผู้ปกครอง จะเป็นหญิง พึงระวัง
สายน้ำหลั่ง กรากเชี่ยว หวาดเสียวใจ

ความฉิบหาย จะบังเกิด ในสยาม
หลังฝนคร้าม จักท่วมครืน ยืนไม่ได้
เข้าสู่ยุค น้องอัปรีย์ พี่จัญไร
พี่ดูไบ น้องดูโง่ โชว์ทุกวัน

คงเป็นแค่ หนึ่งอัปรีย์ สตรีสาว
อยากเป็นดาว สกาวเด่น กลับเป็นหมัน
พาพี่ชาย กลับบ้าน ย่านจรัญฯ
เจอน้ำดัน จนต้องแดก หญ้าแพรกเอย

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ความเชื่อมั่น 24-10-54





       ตอนนี้คนไทยทั้งหลายก็ได้รับทราบโดยทั่วกันแล้วว่า เราคงต้องอยู่กับน้ำไปอีกระยะหนึ่ง สำหรับบางคนที่ดูข่าว อ่านหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับน้ำท่วมมากๆจนเกิดความเครียดก็ต้องเริ่มทำใจ หันไปดู
อย่างอื่นแทนบ้างครับ เดี๋ยวความดง ความดันจะพุ่งเสียเปล่าๆ ผมเองช่วงหลังๆก็ใช้วิชานินจา ดูบ้าง ไม่ดูบ้าง เอาแบบแว๊บๆ เพราะเริ่มรู้สึกตัวว่าเราเครียดเพราะข่าวน้ำท่วมมากเกินไป
       ความจริงแล้วกองทัพน้ำ ครั้งนี้ เขาส่งสัญญานมานานแล้วครับว่า ปีนี "จัดหนัก" แถมยังมีมรสุมอีกหลายลูก เป็นตัวช่วย ปริมาณน้ำในปีนี้เลยทะลุทะลวงจนเดือดร้อนไปทั่ว ถึงแม้ว่ารัฐบาลของ
           ท่านนายกฯปูจะรู้สึกช้าไปหน่อย เพราะกว่าจะตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ.  ขึ้นมาได้ ประชาชนก็อ่วมกันไปหลายจังหวัด
          แถมนิคมอุตสาหกรรม ทั้งหลายก็โดนถล่มไล่เรียงมาเรื่อยๆ ถ้ากดเครื่องคิดเลขดูตอนนี้ก็บอกได้คำเดียวว่า"เจ๊กอั๊ก"กันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน หรือนายทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุน
          หรือว่าคนงานหลายแสนคนที่อาจจะต้องตกงาน เมือโรงงานต้องหยุดการผลิต หรือเ ผลอๆอาจจะต้องหยุดกิจการ เรียกว่าเป็นความเดือนร้อนในแบบ โดมิโน ล้มกันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ
        แต่ที่เป็นปัญหาซ้ำเติมประชาชนอยู่ในขณะนี้ คือ การทำงานของ ศปภ.เอง ที่กำลังทำลายตัวเองทีละน้อย ด้วยการทำงานแบบพลิกลิ้นกลับไปกลับมา
         แถลงข่าวสู่สาธารณชนวันนี้ เพียงแค่ชั่วข้ามคืนแถลงใหม่ข้อมูลที่สื่อออกมากลับตาลปัตรจากหน้ามือเป็นหลังมือ เริ่มจากการสร้างความวิตกให้ประชาชน ในช่วงที่ผ่านมา
      แถมยังมีบรรดานักการเมืองอยากดัง ออกหน้ามาสลอน เห็นกล้องทีวีเป็นไม่ได้ ต้องออกมาจ้อ มาพูด ทั้งที่"ข้อมูลยังไม่แน่น ไม่ผ่านการกลั่นกรอง" สุดท้ายประชาชนก็ได้ข้อมูลผิดๆเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็เกิดความสับสนว่า ข้อมูลไหนถูก ข้อมูลไหนผิด สรุปจะเชื่อใครดียุ่งอีรุงตุงนัง กันตั้งแต่ตั้งศูนย์ฯมาจนถึงบัดนี้
       นาทีนี้ บรรดาผู้คนทั้งหลาย ก็ต้องหันไปใช้ข้อมูลจากบรรดา โชเชียล มีเดีย แทนไม่ว่าจะเป็น เฟซบุค หรือว่าทวิตเตอร์ ที่รายงานสถานการณ์แบบวินาทีต่อวินาที ไม่เหมือนกับข้อมูลของ ศปภ.ที่กว่าจะแถลงว่าให้ประชาชนพื้นที่ไหนอพยพ น้ำก็จะมาถึงตัวอยู่รอมร่อ  แถมบางครั้งข้อมูลยังผิดพลาดอีกต่างหาก  ทำเอาผู้คนร้องยี้กันทั้งบ้าน ทั้งเมือง
        ถ้าไปดูบรรดาโพสความเห็นของผู้คน ที่ปรากฏตามทวิตเตอร์ หรือเฟซบุ๊ค ผมว่าท่านนายกฯกับผู้อำนวยการ ศปภ.อย่างท่านประชา พรหมนอก อาจจะกินข้าวไม่ลง
       เพราะตอนนี้ ผู้คนเขาโพสบอกกันว่า "ถ้า ศปภ.แถลงว่า พื้นที่ไหน ปลอดภัย ทางรัฐบาล"เอาอยู่"จัดการมวลน้ำได้แล้ว   เมื่อนั้นหมายถึงให้คนพื้นที่นั้นรีบเก็บของ อพยพ เป็นการด่วน เพราะน้ำจะท่วมในไม่ช้า
       หรือบางคนโพสบอกว่า "ถ้าอยากอยู่รอด ปลอดภัย ในช่วงน้ำท่วม วิธีง่ายๆคือ ทำอะไรก็ได้ที่ตรงข้าม กับสิ่งที่ ศปภ.แถลง"
       นี่เป็นการประจานถึงความบกพร่อง หัวไปทาง หางไปทาง ทำงานแบบสเปะสะปะ มั่วกันไปหมดภายใน ศปภ.ที่ถือเป็นหัวใจหลักในการแก้ไขวิกฤติน้ำท่วมในครั้งนี้
       แถมล่าสุดยังมี"ตลกได้ดี"อย่างคุณเจ๋ง  ดอกจิก ที่ติดหน้าอกว่าเป็นเลขานุการ รมช.มหาดไทย ได้โชว์กร่างกับผู้สื่อข่าวที่ทำข่าวใน ศปภ.โดยบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้มีการมอบเรือเพื่อช่วยเหลือให้กับผู้ที่ถูกน้ำท่วม       
     ท่านเลขาฯเจ๋ง ดอกจิก อยากได้ จึงเดินกร่างมาหาบรรดานักข่าว พร้อมบอกอำนาจ บารมีว่า “ผมคุมปภ.และใหญ่กว่าอธิบดีปภ.” และจะเอาเรือที่เอกชนบริจาคไป  บรรดาผู้สื่อข่าวได้ถามว่า
จะนำเรือไปช่วยประชาชนที่จังหวัดไหน คุณเจ๋ง ดอกจิก ก็ได้กล่าวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า “เรื่องของผม ผมจะเอาไปไหนก็สิทธิ์ของผม”
    จากนั้นก็สั่งให้นักข่าวทั้งหลายยกเรือ ตามเขาไป แต่ไม่มีผู้สื่อข่าวคนใดปฏิบัติตาม
        กรณีแบบนี้ มีคนบอกว่ามีอยู่ทั่วไปใน ศปภ.ที่ดอนเมือง มีคนเบ่ง คนกร่าง เดินกันให้พล่านเต็ม ศปภ.ที่ดอนเมือง จนล่าสุด บรรดาอาสาสมัครทั้งหลาย ที่เดินทางไปช่วยแพ็คของ หรือทำงานด้วยจิตอาสาให้กับ ศปภ.ต่างพากันเอือมระอา ถอนตัวกันเป็นแถว เพราะทนไม่ไหวกับพฤติกรรมแบบนี้
        ถึงเวลาแล้วครับที่ท่าทนนายกฯปู ของเรา จะต้องมาจัดระเบียบ ให้กับ ศปภ.แห่งนี้ ให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช้สะเปะ สปะกันอย่างนี้อยู่ทุกวัน
     และที่สำคัญที่สุดต้องเรียก"ความเชื่อมั่น"ของประชาชนคนไทยทั้งหลายให้กลับคืนมาให้เร็วที่สุด เพราะ ศปภ.นั้นถือเป็นแม่ทัพในการจัดการกับข้าศึกน้ำในครั้งนี้  และเชื่อได้เลยว่าศึกครั้งนี้ยังมียาวนาน ต้องมีการสู้รบ ชิงพื้นที่กันอีกหลายยก
        แต่ถ้าแม่ทัพขาดบารมี  ประชาชีทั้งหลายก็นับถอยหลังถึงวันหายนะ ครับผม
                                                                                                       
                                                                                               กุนซือ

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

ตุ๊ก 50 ประก๋านของคนเมือง


1.  ก้างปักเหงียก                        ก้างปลาปักเหงือก
2. 
เกียกขบตี๋น                     รองเท้ากัด
3. 
จิ้นขำเขี้ยว                      เศษเนื้อติดฟัน
4.  ไค่เยี่ยวบนรถ                   ปวดฉี่บนรถ
5. 
มดขบต๋า                        มดกัดตา
6. 
ขาเป็นตะคริว                   ขาเป็นตะคริว
7. 
สิวออกในฮุดัง                  สิวขึ้นในรูจมูก
8. 
คันหลังเก๋าบ่สุด                คันหลังเกาไม่ถึง
9. 
มุดฮั้วลวดหนาม                มุดรั้วลวดหนาม
10.จ๋ามในห้องแอร์                 จามในห้องแอร์
11.เหม็นขี้แฮ้ในลิฟท์                 เหม็นจักแร้ในลิฟท์
12.
รูดซิบติดหำ                         รูดซิบติด....
13.
ยกจ๋ำขึ้นบะได้                     ยกยอ(ตกปลา)ขึ้นไม่ได้
14.
ไค่ให้ไค่หุย                        อยากกรี๊ดและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน
15.
โดนหละกุยยอกแก่นต๋า        โดนหมัดเข้าที่เบ้าลูกตา
16.
เซาะหาผัวบะเจอ                 ตามหาผัวไม่เจอ
17.
เมียเผลอเซาะมีกิ๊ก              เมียเผลอไปมีกิ๊ก
18.
ต๋ำน้ำพริกปอบะแหลว          ตำน้ำพริกไม่ละเอียด
19.
อู้หยั่งแม้วหยั่งกับยาง          พูดจาราวกับแม้ว&กระเหรี่ยง
20.
ขางผัวอยู่ตึงวัน                  หวงสามีอยู่ได้ทุกวัน
21.
อันนั้นสั้นล้ำไป                   อันนั้นน่ะ...สั้นไปหน่อย
22.
มีไข่แก่นเดียว                    มีไข่...ใบเดียว(ทองแดง)
23.
บ่าเสียวมีเซ็กซ์                  ....กามตายด้าน
24.
ต๋าเก๊กสองข้าง                  ตาเหล่ทั้งสองข้าง
25.ป๋ายกางเป๋นฝี                   ปลายคางเป็นฝี
26.
ป๋าย he เป๋นตุ่ม                 ปลาย.....เป็นตุ่ม
27.
ตุ้ยอุ้มลุ้มอุ้บ่าฉ๊ะ                ตุ้ยนุ้ยอ้วนเกินเอา (มั้ง)
28.
เมียละผัวหนี                     เมียไม่สนใจผัวเลยหนี
29.
ทีวีโดนลัก                         ทีวีโดนขโมย
30.
ผีตั๊กต๋อนค่ำ                     เจอผีทักตอนค่ำๆ
31.
มดง่ามขบจู๋                     อันนี้เข้าใจเนอะ....
32.
หูเป๋นน้ำหนวก                 หูเป็นน้ำหนวก
33.
เมียสวกตบหงีบ               เมียดุตบ(บ้อง)เข้ากกหู
34.
ผัวถีบตกรถ                     อันนี้ไม่ต้องแปล
35.
เก็บกดแม่เมียด่า              อันนี้ก้อไม่ต้องแปล
36.
ขี้หมาติ๊ดเกิบ                   ขี้หมาติดรองเท้า
37.ต่าวอวบเติ๊บเปิ๊บก๋างห้าง    สะดุดลื่นล้มกลางห้าง
38.
อารมณ์ค้างผัวเสร็จเวอย     อารมณ์ค้างผัวเสร็จเร็ว(นกกระจอก......จิ๊บๆๆ)
39.
เม่อยไข้ทับระดู                 เมื่อยเป็นไข้ทับฤดู
40.
ฮูบ่กระชับ                       ตรง ๆ เชียว (อันนั้น...เมียมันหลวมนะก่ะ)

41.โดนยับใบขับขี่                 โดนจับปรับใบขับขี่
42.
ไค่ขี้ต๋อนกิ๋นเข้า                ปวดขรี้ตอนกำลังกินข้าว
43.
ฮักเมาแม่เฮือนหนุ่ม          แอบหลงรักเมียสาวชาวบ้าน(เมียเขา)
44.
ไอ่ลุ่มบ่อไค่แข็งแรง          อัน...ตรงข้างล่างไม่ค่อยแข็งแรง
45.
เหม็นแมงแกงติดหัว        เหม็นแมลงแกง (แมลงชนิดนึงมีกลิ่นเหม็น) ติดที่หัว
46.ผัวบะนอนตวย                สามีไม่นอนด้วย
47.
ซื้อหวยก่อบะถูก              ซื้อหวยก็ไม่ถูก
48.
ขี้มูกกาฮุดัง                    ขี้มูกคาจมูก
49.
เป๋นสังคังติดเก๊าขา         เป็นสังคังที่โคนขา
50.
สาบขี้หมาในรถ                     เหม็นขี้หมาในรถ

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

ฮาลาล 12/9/54




            ท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางไปเยือน  สาธารณรัฐอินโดนีเซีย จและได้พบปะกัย ดร. ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน  ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย   และได้จับเข่าคุยกันถึงถึงแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีด้านต่างๆ  ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง  การเมืองและวัฒนธรรม      หนึ่งในหัวข้อที่หยิบยกมาพูดคุยกันคือจะผลักดันให้ลงนามความตกลงทางการค้า ระหว่างกันในอนาคตอันใกล้เพื่อร่วมมือด้านอุตสาหกรรมฮาลาล ส่งสินค้าอาหารไทยตราฮาลาล มากขึ้น
      คุณๆครับ  อุตสาหกรรมฮาลาล นั้นอย่ามองข้ามเป็นอันขาดครับ เพราะมีเม็ดเงินมูลค่ามหาศาลซ่อนอยู่ตรงนี้
      ทุก วันนี้ชาวมุสลิมกระจายอยู่ทั่วโลกประมาณ 1,800 ล้านคน รวมตัวเป็นองค์การการประชุมอิสลาม (Organization of the Islamic Conference : OIC) มีประเทศสมาชิก 55 ประเทศ คนกลุ่มนี้บริโภคอาหารมากกว่าปีละ 3 ล้านล้านบาท และจะกินเฉพาะอาหาร "ฮาลาล" (HALAL) เท่านั้น ทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับการผลิตและให้มาตรฐานอาหารฮาลาลในระดับสากล ผู้ที่ประกอบธุรกิจร้านอาหารสำหรับมุสลิมจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ปฏิบัติให้ถูกหลักบัญญัติอิสลามอย่างเคร่งครัด
     คนที่ไม่ ใช่มุสลิมอาจเกิดความสงสัยเกี่ยวกับอาหารของมุสลิมว่าคืออะไร เพราะบางครั้งได้ยินคนเรียกว่าอาหารมุสลิมบ้าง อาหารฮาลาลบ้าง อาหารอิสลามบ้าง อาหารทั้ง 3 ชื่อนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
    ก่อนอื่นต้องบอกให้ทราบว่า คำว่า “อาหารอิสลาม” นั้นเขาไม่เรียกกัน เพราะอิสลามเป็นชื่อศาสนา ต้องเรียกว่า “อาหารมุสลิม” จึงจะถูกต้อง
    ส่วน “อาหารมุสลิม” คนที่จะปรุงอาหารประเภทนี้ต้องเป็นคนมุสลิมเท่านั้น ที่สำคัญต้องปรุงให้ถูกต้องตามหลักบัญญัติอิสลาม  ไม่ขัดต่อบัญญัติอิสลาม และยังต้องมีวิธีการปรุงที่สะอาด รวมทั้งส่วนผสมก็ต้องสะอาด ไม่เน่า หรือไม่ส่อว่าอาจมีเชื้อโรค เพราะหลักการอิสลามอนุมัติให้มุสลิมบริโภคสิ่งที่ "อนุมัติ และสภาพดีมีคุณค่า" เช่น เนื้อสัตว์ต้องได้รับการเชือดโดยมุสลิม มีการกล่าวพระนามของพระผู้เป็นเจ้าขณะเชือด มีวิธีการเชือดถูกต้องตามหลักการอิสลาม คือ เชือดเส้นเลือดใหญ่ที่คอให้สัตว์นั้นตายทันทีโดยไม่ทรมาน
    นอก จากนั้น อาหารมุสลิมต้องไม่ขัดต่อบัญญัติอิสลาม คือ ไม่มีส่วนผสมที่ต้องห้าม เช่น เนื้อหมู น้ำมันหมู หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากหมู รวมถึงเลือดสัตว์ไม่ว่าชนิดใด อาหารที่มาจากพืชที่มีพิษและเป็นอันตรายทุกชนิด และอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือมีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายและ เป็นพิษ เป็นต้น
    มาถึงคำว่า "อาหารฮาลาล" หมายถึง อาหารที่ได้ผ่านกรรมวิธีในการทำ ผสม ปรุง ประกอบ หรือแปรสภาพ ตามบัญญัติอิสลามที่กล่าวมาโดยสังเขปข้างต้นทุกประการ และต้องได้รับการรับรองจากเจ้าหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ออก เครื่องหมายรับรอง หรือออกหนังสือรับรองตามกฎหมาย เพื่อเป็นการรับประกันว่า ชาวมุสลิมโดยทั่วไปสามารถบริโภคอาหาร หรืออุปโภคสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ได้โดยสนิทใจ ซึ่งใครจะเป็นผู้ผลิตหรือปรุง "อาหารฮาลาล" ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นมุสลิม
    วกกลับมาพูดถึงเมืองไทยของเราบ้าง ประเทศไทยนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ในด้านทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน ของการผลิตการเกษตรและอาหารที่สำคัญมาตั้งแต่ในอดีต ส่งผลให้ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก โดยแต่ละปีส่งออกอาหารเป็นมูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาท เป็นอันดับที่ 14 ของโลก
     นอกจากนั้นรัฐบาลยังได้กำหนดให้นโยบายครัวโลกเป็นนโยบายที่สำคัญของประเทศ ในขณะที่อาหารฮาลาลซึ่งเป็นอาหารที่ชาวมุสลิมสามารถบริโภคได้อย่างถูกต้อง ตามหลักศาสนา อิสลาม ก็เป็นผลิตภัณฑ์อาหารส่งออกที่สำคัญของไทย

       ซึ่งมีศักยภาพทางการตลาดโดยประชากรมุสลิมทั่วโลก จำนวน 1,800 ล้านคน หรือ ร้อยละ 25 ของประชากรโลกมีการบริโภคอาหารฮาลาล เป็นมูลค่าปีละประมาณ 150,000-200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
      ในขณะที่ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลได้เพียงปีละ 275 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 0.18 ของมูลค่าอาหาร ฮาลาลของโลกเท่านั้น จึงนับเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่ไทยยังมีศักยภาพในการขยายตลาดในต่างประเทศได้ อีก
    ในขณะเดียวกันพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งมีชาวมุสลิมเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ยังมีความยากจน แต่มีศักยภาพในการผลิตอาหารฮาลาล โดยมีวัตถุดิบอาหารทะเลและผักผลไม้ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถพัฒนาเป็นฐานการผลิตอาหารฮาลาลที่สำคัญ เพื่อสร้างรายได้และการมีงานทำให้ประชาชนในภาคใต้ได้

         รัฐจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้และกลุ่มจังหวัดชายแดนภาค ใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งกลวิธีที่สำคัญได้แก่ การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล การพัฒนาวัตถุดิบ มาตรฐานและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างครบวงจร
      ถ้าวันนี้เมืองไทย ตั้งเข็มทิศว่าขอขึ้นแท่นเป็น"ครัวโลก"ให้ได้แล้วละก้อ ผมว่าอุตฯอาหารฮาลาล นี่แหละครับจะเป็นเสาเข็ม เสาหลักอย่างหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยในอนาคตอย่างมากมาย มหาศาล